ท่ามกลางโจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังไม่คลี่คลาย
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า กสศ. ควรทำอะไร
แต่คือจะทำอย่างไรให้ระบบเดินต่อได้ด้วยตัวเอง
ในเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคีเครือข่าย “ก้าวไปด้วยกัน สู่ทศวรรษที่ 2 ของความเสมอภาคทางการศึกษา” เพื่อร่วมกันออกแบบและกำหนดทิศทาง “ร่างแผนกลยุทธ์ กสศ. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575)” ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า
“การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แต่ระบบยังมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านคุณภาพและโอกาส การแก้ปัญหาคือการยอมรับว่าช่องว่างของปัญหามีขนาดเท่าไหร่และทำให้ความแตกต่างน้อยลงผ่านสองแนวทาง คือ หนึ่ง ทำให้คุณภาพการศึกษาในระบบและนอกระบบใกล้เคียงกันมากขึ้น และสอง ส่งเสริมความสามารถในการใช้โอกาสของผู้ที่มีข้อจำกัด”

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ยังได้เปรียบเทียบการศึกษาเป็นขบวนรถไฟที่มีผู้โดยสาร 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือผู้อยู่บนรถไฟแล้ว แต่นั่งชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ต่างกัน เป้าหมายคือไม่ให้ช่องว่างห่างกันนัก และชั้น 3 ต้องได้รับประโยชน์พื้นฐานอย่างน้อยที่สุด
กลุ่มที่สอง คือผู้ที่ตกหล่นระหว่างทาง(สถานี) ต้องลงกลางทางเพราะปัญหาเศรษฐกิจ การย้ายตามผู้ปกครอง หรือการตั้งครรภ์ กสศ. ต้องสร้างทางเลือก เช่น เรียนไปทำงานไป ธนาคารหน่วยกิต และการเทียบวุฒิการศึกษา
กลุ่มที่สาม คือคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ หรือผู้ที่ยังไม่รู้ว่าสถานีอยู่ที่ไหน ซึ่งคนกลุ่มนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับงาน กสศ. วันนี้ คือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus ที่มีการใช้ข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักทาบกันเพื่อค้นหาเด็กนอกระบบให้พบ ทั้งนี้ กสศ. ต้องให้โอกาสมากกว่าการสงเคราะห์ด้วยทุน เพื่อให้ผู้เรียนกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้
จากโจทย์นี้ กสศ. ควรทำหน้าที่ 3 บทบาทสำคัญ
1. เป็นพลุ ทำหน้าที่เตือนและบอกว่าอะไรคือปัญหา ด้วยการใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ และการพยายามพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่จะช่วยบ่งชี้ถึงสถานการณ์ของการศึกษาไทยให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ราชการมักมองข้อมูลเป็นภาระ “สำคัญแต่ไม่ด่วน” แต่วันนี้ กสศ. ต้องทำให้เรื่องข้อมูลเป็นทั้งเรื่องสำคัญและเรื่องด่วน
2. เป็นกระจก สะท้อนความจริงและช่องว่างของการปฏิบัติ เช่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราสามารถสร้างครูที่มีความมุ่งมั่นกับโรงเรียนได้อย่างไร และเมื่อทำสำเร็จ
กสศ. ก็ต้องค่อย ๆ ถอยตัวเองออก เพื่อให้ระบบจริงเข้ามาทดแทน เช่นเดียวกับแนวคิด Learning City เราพบว่าหลายพื้นที่พยายามสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและโอกาสในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องทำ Learning City ทั้งประเทศ สิ่งสำคัญคือการชี้ให้เห็นว่าใครควรรับผิดชอบและควรทำอะไร นี่คือบทบาทของ กสศ. ในฐานะกระจกที่สะท้อนความจริงและชี้ให้เห็นช่องว่างที่ควรได้รับการแก้ไข
3. เป็นตะเกียง ส่องทางด้วยองค์ความรู้จากทรัพย์สินสำคัญ 3 อย่าง คือข้อมูล ระบบงานวิจัย และปัญญา (Wisdom) ข้อมูลทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน งานวิจัยทำให้รู้ว่าควรไปทางไหน และปัญญาจากผู้เชี่ยวชาญและภาคีจะช่วยชี้ทิศทางอนาคต

ดังนั้น อุดมคติของ กสศ. ในอนาคต ต้อง “ตัวเล็กที่สุด” โดยภายในปี พ.ศ. 2575 ระบบการศึกษาควรมั่นคงจนไม่จำเป็นต้องมี กสศ. อีกต่อไป
บทบาทหลักในอนาคตจึงมี 3 เรื่อง ได้แก่
1. ออกแบบและจัดการข้อมูลกลาง
2. ทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อหาคำตอบเชิงนโยบาย
3. เป็นผู้วางระบบ (System Integrator) เชื่อมระบบที่ “รวมศูนย์แต่แยกส่วน” ทั้งแนวดิ่ง จากนโยบายสู่การปฏิบัติ และแนวนอน คือการเชื่อมความสำเร็จของแต่ละพื้นที่ โดยมี 4 สมาคมท้องถิ่นเป็นภาคีเจ้าภาพ เพราะทางออกที่ดีต้อง “ระเบิดจากข้างใน” และความหลากหลายของแต่ละพื้นที่คือภูมิปัญญา

