8 ต.ค. 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะร่วมกับภาคีเครือข่ายการศึกษา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จังหวัดกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันออกแบบและกำหนดทิศทาง “ร่างแผนกลยุทธ์ กสศ. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575)” มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ นำไปสู่เป้าหมายเพื่อเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกคน ให้ได้รับโอกาสเรียนรู้ที่มีคุณภาพตามศักยภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเวทีสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็น หลังจากลงพื้นที่รับฟังในพื้นที่ภาคใต้ ภาคอีสาน และทางออนไลน์ ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. รศ.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการบริหาร กสศ. ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. คุณภิญญา จำรูญศาสน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายน้อง เจริญนาค รักษาการ รองผอ.สำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น บุคลากรทางการศึกษาและผู้จัดการเรียนรู้ (ทั้งในและนอกระบบ) หน่วยงานภาครัฐ ราชการส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ สื่อมวลชน ตลอดจนเด็ก เยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดภาคกลางเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น


สำหรับการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้แนวคิด “ก้าวไปด้วยกัน สู่ทศวรรษที่ 2 ของความเสมอภาคทางการศึกษา” ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหาร กสศ. ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของ กสศ. ในอนาคต ที่จะเป็น 3 บทบาทสำคัญคือ การเป็นพลุ ที่จะบอกข้อมูล สถานการณ์ต่อสังคม เป็นกระจกที่สะท้อนปัญหาต่างๆ และเป็นตะเกียง ที่ส่องทางด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อค้นพบต่างๆ ทั้ง 3 บทบาทสำคัญนี้เพื่อสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อสังคม
“กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำทางการศึกษากำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเติบโตของ AI เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร ภาวะเศรษฐกิจผันผวน และภัยธรรมชาติ โจทย์ของการศึกษาจึงเปลี่ยนจากการพาเด็กเข้าเรียน ไปสู่การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กสามารถดำรงชีวิตและเติบโตได้ในโลกยุคใหม่ หรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าว


ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวด้วยว่า เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงรูปธรรม กสศ. ได้เปรียบเทียบระบบการศึกษาเหมือน “รถไฟขบวนหนึ่ง” ที่มีผู้โดยสาร 3 กลุ่ม ซึ่งต้องการกลยุทธ์การช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย
1.เด็กในระบบการศึกษา (ขึ้นอยู่บนรถไฟ) ต้องยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ชั้นใด ให้ได้รับความรู้เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายชีวิต
2.เด็กที่จำเป็นต้องออกจากระบบกลางคัน (ลงระหว่างทาง) ต้องทำให้ทุก “สถานี” ที่ลงไป เป็นสถานีแห่งโอกาส ผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) และพัฒนาทักษะอาชีพ
และ3.เด็กกลุ่มหลุดออกจากระบบ (ตกจากขบวนไปแล้ว) เด็กกลุ่มนี้อาจเผชิญความยากจน ปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ การตั้งครรภ์ในวัยเรียน หรือเงื่อนไขอีกหลายอย่างที่เขาไม่ได้เป็นผู้เลือก หลายครั้งเด็กไม่ได้อยากลงจากรถไฟ แต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องลง ดังนั้น โจทย์สำคัญของเด็กกลุ่มนี้จึงอยู่ที่ว่า เราจะสร้างกระบวนการช่วยเหลือและเสริมพลังให้เขามีทางเลือกได้อย่างไร และหากในที่สุดเขาต้องลงจากรถไฟจริง ๆ เราจะทำอย่างไรให้เขาไม่บอบช้ำจนเกินไป มีสถานีรองรับ และยังสามารถดำรงชีวิต และเดินทางต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส (ไม่เคยขึ้นรถไฟ) เป็นโจทย์ที่สำคัญของการขับเคลื่อนงานผ่านแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ออกไปค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือ และนำโอกาสทางการเรียนรู้ไปให้ถึงตัวเด็ก

“ความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ใช่การทำให้ทุกคนนั่งรถไฟชั้นเดียวกัน แต่คือการทำให้ทุกคนมีโอกาสเดินทางไปถึงปลายทางของชีวิตด้วยเส้นทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและเงื่อนไขของตนเอง และเมื่อระบบหนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ก็ต้องมีเส้นทางอื่นรองรับ ไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าว
ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า กสศ. เชื่อมั่นว่าการจัดทำแผนกลยุทธ์ 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่การทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง และความคิดเห็นจากภาคีเครือข่าย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทำงานด้านการศึกษา ชุมชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่ได้ร่วมเสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อร่วมกันตอบคำถามว่า “อีก 5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็นการศึกษาไทยเป็นอย่างไร” และ “กสศ. ควรทำหน้าที่อย่างไรในการเป็นกลยุทธ์เชื่อมโยงความร่วมมือ” ทั้งจากที่ลงพื้นที่รับฟังความเห็นในภาคใต้ ภาคอีสาน และทางออนไลน์ จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปออกแบบและทำแผนกลยุทธ์ กสศ. พ.ศ. 2571–2575 ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง