เมื่อวันที่ 4–5 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ 5 องค์กรหลักที่ร่วมดำเนินโครงการ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดกิจกรรม “The Next Chapter: ก้าวสู่เส้นทางครูรัก(ษ์)ถิ่น” ปัจฉิมนิเทศนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 ภาคใต้ ร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตและมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รวม 102 คน ที่สำเร็จการศึกษาระดับครุศาสตรบัณฑิต และกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “นักศึกษาทุน” สู่การเป็น “ครู” อย่างเต็มตัว

ภายในงานมีพิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มสัญลักษณ์ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับอีกหนึ่งก้าวสำคัญก่อนเริ่มต้นชีวิตการเป็นครู โดยมีผู้แทนหน่วยงานและบุคคลที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาตลอดเส้นทางเข้าร่วมแสดงความยินดี ประกอบด้วย นายพิชพร พรประสิทธิ์ นักวิชาการสถาบันคุรุพัฒนา ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สิบเอกพิษณุ เก่งกสิวิทย์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารทั่วไป สพร. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุทธิ สายสุนีย์ ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ประจำภาคใต้ ครูสุเทพ เท่งประกิจ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประเทศไทย ตลอดจนผู้บริหารและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และผู้บริหารและคณะทำงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ.

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นทั้งการ “สร้างคน” ด้วยการมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และการค้นหาแนวทางใหม่ในการผลิตและพัฒนาครูให้ตอบโจทย์ความต้องการของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมแสดงความยินดีกับครูใหม่ทุกคน และขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายที่ร่วมกันเดินทางมาจนถึงวันที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 พร้อมก้าวเข้าสู่การทำงานจริง
“กิจกรรมนี้ใช้ชื่อว่า ‘The Next Chapter’ เพื่อสื่อถึง ‘บทบาทต่อไป’ ของนักศึกษาครู ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพเต็มตัว และเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับ ไปเป็น ‘ผู้ส่งต่อโอกาส’ ให้กับคนรุ่นต่อไป แต่ครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนจะไม่ได้เดินเพียงลำพัง ยังมีคณะทำงานและเครือข่ายที่พร้อมเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนร่วมทาง”

ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า บทบาทของครูรัก(ษ์)ถิ่นหลังจากนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ยังเชื่อมโยงกับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในหลายมิติ ทั้งการทำงานกับโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันดูแลเด็กอย่างรอบด้าน
“แม้หลังจากนี้สถานะ ‘นักศึกษาทุน’ จะสิ้นสุดลง แต่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและ กสศ. จะยังเป็นครอบครัวใหญ่และเพื่อนร่วมทาง ขอให้ครูใหม่ทุกคนนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความรักที่อยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ไปทำหน้าที่ครูให้สมกับที่ตั้งใจ ดูแลลูกศิษย์ ดูแลครอบครัว และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของท้องถิ่น”

สำหรับ นายวาทิตย์ พะพิมพ์ บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น สาขาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งกล่าวในฐานะตัวแทนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 ภาคใต้ การเดินทางมาถึงวันนี้มีความหมายมากกว่าการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เพราะเมื่อย้อนกลับไปสี่ปีครึ่ง บัณฑิตครูที่ยืนอยู่ในงานวันนี้ยังเป็นเพียงนักเรียนชั้น ม.6 ที่หลายคนมองไม่เห็นว่าเส้นทางข้างหน้าจะไปต่ออย่างไร
ไม่ใช่เพราะไม่มีความฝัน แต่เพราะการจะไปให้ถึงความฝันนั้นมีต้นทุน ตั้งแต่การทำแฟ้มผลงาน สมัครสอบ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยไกลบ้าน
“ตอนนั้นไม่มีใครกล้าฝันว่าจะเป็นครู เพราะต่างรู้ว่าครอบครัวอาจไม่มีกำลังส่งเราไปถึง ‘สิทธิที่จะฝัน’ กระทั่งได้เป็นนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น โอกาสที่ได้รับไม่ได้เพียงทำให้ตัวเราและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเราได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง จนวันนี้เรียนจบและพร้อมกลับไปยังโรงเรียนปลายทาง เพื่อทำงานในท้องถิ่นของเราในฐานะ ‘ครู’”


ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ได้เรียนเพียงวิชาชีพครู แต่ยังได้รับการเตรียมพร้อมให้เข้าใจโรงเรียน ชุมชน และโจทย์เฉพาะของพื้นที่ที่แต่ละคนจะกลับไปทำงาน นายวาทิตย์เปรียบการเดินทางที่ผ่านมาเหมือน “หนอนตัวหนึ่งที่เติบโตเป็นดักแด้ ก่อนกลายเป็นผีเสื้อที่พร้อมสยายปีก” พร้อมกล่าวแทนเพื่อนครูรุ่นเดียวกันว่า โอกาสทุกอย่างที่ได้รับจะถูกนำกลับไปส่งต่อ
“พวกเราสัญญาว่า ทุกสิ่งที่ได้รับจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ พัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศ พวกเราครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 จะปฏิบัติหน้าที่ครูให้ดีที่สุด ให้สมกับความทุ่มเทของทุกฝ่ายที่มอบให้กับพวกเรา”

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า เบื้องหลังการเดินทางของครูรัก(ษ์)ถิ่น คือความร่วมมือของ 6 หน่วยงานหลักที่ร่วมกันพัฒนาระบบผลิตครูให้ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกลที่เผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง
โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นระยะที่ 1 มีเป้าหมายผลิตและพัฒนาครู 5 รุ่น รวม 1,500 คน โดยรุ่นที่ 3 มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว 232 คน จาก 7 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. กระจายสู่โรงเรียน 213 แห่ง ใน 36 จังหวัด 58 เขตพื้นที่การศึกษา
โรงเรียนปลายทางเหล่านี้อยู่ในหลากหลายบริบท ทั้งพื้นที่เสี่ยงภัย บนภูเขา พื้นที่ชายแดน พื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง พื้นที่ทุรกันดาร โรงเรียนพระราชดำริ โรงเรียนบนเกาะ โรงเรียนที่มีนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ และโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เมื่อรวมกับครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 และ 2 ปัจจุบันจึงมีครูรัก(ษ์)ถิ่นมากกว่า 800 คน กระจายตัวอยู่ในโรงเรียนที่มีความต้องการครูและเป็นโรงเรียนที่มีความหมายต่อชุมชนทั่วประเทศ


ดร.อุดม กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไปไกลกว่าการให้โอกาสเยาวชนคนหนึ่งได้เรียนครู เพราะนักศึกษาทุกคนรู้ตั้งแต่วันแรกว่า “โรงเรียนปลายทาง” ของตนเองอยู่ที่ไหน การเรียนตลอดสี่ปีจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมหาวิทยาลัย แต่เชื่อมโยงกับโรงเรียนและชุมชนที่พวกเขาจะกลับไปใช้ชีวิตและทำงานจริง นักศึกษาต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจเด็ก ครอบครัว ชุมชน ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนข้อจำกัดและความเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่น ก่อนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาพัฒนาตนเองและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการนี้ยังเปลี่ยนบทบาทของสถาบันผลิตครู จากการตั้งรับผู้สมัครเข้าสู่มหาวิทยาลัย มาเป็นการลงพื้นที่ค้นหาเยาวชนที่มีศักยภาพและมีใจอยากกลับไปเป็นครูที่บ้านเกิด พร้อมออกแบบการผลิตและพัฒนาครูโดยเริ่มจากความต้องการของโรงเรียนและชุมชนปลายทาง เกิดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดกับการผลิตครูในระบบปกติได้
“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คือความร่วมมือสร้างงานวิจัยเชิงปฏิบัติการขนาดใหญ่ เพื่อค้นหาแนวทางที่ตอบโจทย์การผลิตและพัฒนาครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยเฟ้นหาเยาวชนที่ต้องการโอกาสด้านการศึกษา และเป็น ‘ผู้มีใจอยากกลับไปเป็นครูที่บ้านเกิด’ ให้ได้รับการหล่อหลอมผ่านโปรแกรมเฉพาะ จนพร้อมกลับไปเป็นครูของชุมชนด้วยความรู้ ทักษะ รวมถึงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นร่วมกับชุมชนและโรงเรียนปลายทางตลอดสี่ปี”


ดร.อุดม กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงไม่เพียงสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนครู แต่ยังเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “ระบบการผลิตครูตามความต้องการของประเทศไทย” ที่มุ่งผลิต พัฒนา และจัดสรรครูให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนห่างไกลที่มีบริบทและข้อจำกัดแตกต่างจากพื้นที่เมือง
ความสำเร็จของครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงไม่ได้วัดเพียงวันที่นักศึกษาคนหนึ่งเรียนจบหรือได้รับการบรรจุเป็นครู แต่คือการเตรียมครูให้พร้อมทำงานในพื้นที่จริง มีทั้งความรู้ ทักษะ และความเข้าใจชุมชน พร้อมเติบโตเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่อยู่กับท้องถิ่นในระยะยาว และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนอีกหลายรุ่น
“สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่บทต่อไป ขอให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนคงไว้ซึ่ง DNA ของครูผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ รักษาจิตวิญญาณของครูไว้ตลอดชีวิต พร้อมเผชิญทุกปัญหา ปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยความรัก และนำความรู้ความสามารถที่เก็บเกี่ยวมาตลอดสี่ปีไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขอให้ทุกคนพร้อมเริ่มต้นชีวิตการเป็นครูในทุกวัน นับแต่นี้เป็นต้นไป”

จากเยาวชนที่ครั้งหนึ่งไม่แน่ใจว่า หลังจบชั้น ม.6 จะมีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือไม่ วันนี้พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงสำคัญของชีวิต ในฐานะ “บัณฑิตครู” ที่รู้มาตั้งแต่วันแรกว่าปลายทางของตัวเองคือโรงเรียนใด และพร้อมนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดสี่ปี กลับไปทำหน้าที่ในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล ณ ชุมชนบ้านเกิด ในฐานะ “ครูของชุมชน”
สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 การปัจฉิมนิเทศครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดชีวิตนักศึกษา แต่คือจุดเริ่มต้นของ “The Next Chapter” จากผู้ที่เคยได้รับโอกาสทางการศึกษา สู่การเป็นครูที่จะนำโอกาสนั้นกลับไปส่งต่อให้เด็กอีกหลายคนในโรงเรียนและชุมชนของตนเอง