เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งอัตราการเกิดที่ลดลง สังคมสูงวัย แรงกระแทกจากเทคโนโลยีและ AI ตลอดจนการแข่งขันระดับโลก โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือ “การปฏิรูปทุนมนุษย์” อย่างถอนรากถอนโคน
จากเวทีนโยบายระดับสูง High-level Policy Forum โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียงสะท้อนจากผู้นำภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนองค์กรระดับโลก อาทิ หอการค้าไทย, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ, กระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, ธนาคารโลก (World Bank), UNESCO และ UNICEF ได้ร่วมฉายภาพความจริงที่เจ็บปวดว่าระบบการศึกษาแบบเดิมที่เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตปริญญา” ไม่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริงอีกต่อไป
บทความนี้สรุปประเด็นเข้มข้นจากวิสัยทัศน์ของทุกภาคส่วน ที่เห็นตรงกันว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ มาเป็นการ “ผนึกกำลังภาคี” เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับโลกอาชีพ และปักหมุดเรื่อง “ทักษะพื้นฐานชีวิต” เป็นวาระเร่งด่วนที่สุดเพื่อความอยู่รอดของประเทศ
การปฏิรูปในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตรผิวเผิน แต่ต้องมุ่งเน้นที่ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” (Foundational Skills) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ทุกภาคส่วนต้องก้าวเข้ามาจับมือประสานกันเป็น “ภาคีเครือข่าย” ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ แทนที่จะต่างคนต่างเสนอแล้วแยกย้ายกันไปปฏิรูปคนละทิศละทางเหมือนในอดีต

ผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน เร่งติดอาวุธ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” สู่ทางรอดการศึกษาไทยยุคใหม่
นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา และกรรมการภาคีเพื่อการศึกษาไทย
“ประเทศไทยมีพัฒนาการและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1991 และควรให้เครดิตกับคนรุ่นก่อนที่มีส่วนสร้างการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากธุรกิจต่างชาติในประเทศไทยและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่มองว่าเป็นความท้าทายต่อประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเกิดของเด็กลดลง การขาดแคลนกำลังคน การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ รวมถึง climate adaptation และปัญหาน้ำท่วม ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวทั้งด้านการดำเนินงานและการใช้เทคโนโลยี ขณะเดียวกันภาคสังคมก็ต้องมีความเข้มแข็งรองรับการเปลี่ยนแปลง”

ในด้านการศึกษา นายสราวุฒิเน้นบทบาทของภาคเอกชนว่าไม่ควรมองว่าการผลิตคนเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบการศึกษา การเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ทำงานจริง การสนับสนุนอุปกรณ์และงบประมาณ ตลอดจนการทำงานร่วมกับภาครัฐด้านนโยบาย
นอกจากนี้ยังนำเสนอ “โมเดลพัฒนากำลังคนสายอาชีพระดับจังหวัด” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. หอการค้าไทย สถานศึกษา และผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเริ่มจากการสำรวจความต้องการแรงงานของแต่ละจังหวัด แล้วจัดการศึกษาและทุนให้ตรงกับสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ ผู้เรียนได้เรียนควบคู่กับการทำงานจริง และมีโอกาสได้รับการจ้างงานหลังจบการศึกษา โมเดลดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อผู้เรียน สถานประกอบการ สถานศึกษา และจังหวัด และสามารถขยายจาก 3 จังหวัดเป็น 7 จังหวัด โดยมี 78 บริษัท เด็กได้รับทุนแล้ว 146 คน ใน 18 สาขา

นางจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)
“ความสามารถของบุคคลไม่ควรวัดจากวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับความสามารถและสมรรถนะที่บุคคลมีจริง โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพมีบทบาทในการพัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ (Professional Qualification Framework) และมาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาทักษะของคนในหลากหลายอาชีพ แนวทางสำคัญคือการขยาย Competency-based Curriculum และ Competency-based Training ไปยังหน่วยฝึก หน่วยสอน และสถานประกอบการ เพื่อให้ผลลัพธ์การเรียนรู้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และให้ภาคแรงงานมีส่วนร่วมในการกำหนดสมรรถนะที่จำเป็น”
อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญคือ Career Guidance และการค้นหาความถนัดของตนเอง ซึ่งมองว่าเป็นจุดที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา โดยระบบนี้ต้องสามารถใช้ได้ทั้งกับเยาวชน คนวัยทำงานที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ และผู้สูงวัยที่ต้องการเริ่มต้นงานหรือเส้นทางใหม่ การรู้จักความถนัดและเป้าหมายของตนเองตั้งแต่ต้นจะช่วยให้บุคคลสามารถวางเส้นทางการเรียนรู้และเส้นทางอาชีพได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่อง Employability Skills และ Career Readiness ซึ่งครอบคลุมทั้ง Hard Skills และ Soft Skills รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การ Reskill และ Upskill โดยเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ควรได้รับการขยายและบูรณาการให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมสามารถผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานได้รวดเร็วขึ้น

นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
“ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีและ AI การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ climate change และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนของประเทศ ภายใต้บริบทดังกล่าว สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเสมือน “โรงงานผลิตปริญญา” ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพและการพัฒนาทักษะมากขึ้น หลักสูตรจึงไม่ควรเน้นเพียงการได้รับปริญญา แต่ต้องตอบโจทย์ Lifelong Learning, Reskill และ Upskill สำหรับคนทุกช่วงวัย ทั้งวัยแรงงานและผู้สูงอายุ”
นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนากำลังคนทักษะสูงและการปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยการผลิตกำลังคนควรตั้งอยู่บนความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ในมิติของคนรุ่นใหม่ นางวัฒนาโสภีเห็นว่าระบบการศึกษาต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียน และต้องมีกลไกสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาตนเองไปสู่การเป็น Global Citizen ที่สามารถดำรงชีวิตและทำงานได้ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต โดย อว. มีบทบาทในการเร่งปฏิรูปอุดมศึกษาและพัฒนาทักษะกำลังคนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ดร.นิติ นาชิต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
“การศึกษาไม่สามารถเดินไปโดยลำพัง แต่ต้องเดินคู่กับเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะระดับครอบครัว ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องพิจารณาบริบททางเศรษฐกิจและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา เห็นว่าควรพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะการปรับหลักสูตรและรายวิชาเพิ่มเติมให้เชื่อมโยงกับโลกของความเป็นจริง และความต้องการของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ”
ในส่วนของอาชีวศึกษา มีการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา เช่น ระบบทวิภาคีและ PPP เพื่อเชื่อมโยงการเรียนกับการทำงานและสถานประกอบการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ ดร. นิติ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือครู เพราะครูเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพของผู้เรียน การพัฒนาครูจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปรับหลักสูตร โดยสถาบันผลิตครูควรเข้าใจความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเตรียมครูให้มีความพร้อมต่อการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโลกการทำงาน เพื่อให้ครูสามารถผลิตและพัฒนากำลังคนได้ตรงกับความต้องการของภาคประกอบการมากขึ้น
ร่วมสะท้อนคิด โดยธนาคารโลก องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ และองค์การ ยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย

ดร.ลุยส์ เบนเวนิสต์ (Dr. Luis Benveniste) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคด้านการศึกษาและทักษะ สุขภาพ และนโยบายสังคม ธนาคารโลก
“ประเทศไทยจำเป็นต้องมองการศึกษาในมิติของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะของงานและทักษะที่จำเป็น การศึกษาในอนาคตไม่ควรมุ่งเพียงการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ควรเตรียมคนให้สามารถ ปรับตัว เรียนรู้ใหม่ และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเฉพาะทักษะที่ช่วยให้คนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้”
ธนาคารโลกมองว่าการลงทุนด้านการศึกษาและทุนมนุษย์มีความสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาคนควรครอบคลุมทั้ง ทักษะด้าน STEM และทักษะด้าน Soft Skills เพื่อให้กำลังคนสามารถปรับตัวและสร้างคุณค่าในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังเน้นว่าการลงทุนด้านทุนมนุษย์ควรเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

ริกะ โยโรซุ (Rika Yorozu) หัวหน้าสำนักงานบริหารและผู้ประสานงานโครงการระดับภูมิภาคของสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok)
“ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากระบบการศึกษาไปสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะงานและความต้องการด้านทักษะ การเรียนรู้จึงควรเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมี ความยืดหยุ่นในการเรียนรู้และการเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อให้สามารถปรับตัวกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงได้”
อีกประเด็นสำคัญคืออนาคตของประเทศไทยไม่ควรมองเพียงเรื่องการผลิตแรงงาน แต่ต้องพัฒนาคนให้มีความสามารถที่หลากหลาย เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการปรับตัว การแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างโอกาส เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ยูเนสโกยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Learning Ecosystem ที่เข้มแข็ง โดยเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ให้ร่วมกันสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาระบบคุณวุฒิและกลไกต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมและต่อยอดการเรียนรู้ได้ นอกจากนี้ยังเน้นว่าการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นทั้งในโรงเรียน ชุมชน บ้าน และสถานที่ทำงาน เพื่อให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และควรมีความร่วมมือทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้มแข็ง

“การพัฒนาการศึกษาและทักษะต้องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและความต้องการของตลาดแรงงาน ประเด็นที่เราควรให้ความสำคัญคือการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น และต้องพิจารณาเรื่องความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาและโอกาสในการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีข้อจำกัดด้านโอกาสหรือทรัพยากร อีกประเด็นสำคัญคือ สุขภาวะและ Mental Health ของเด็กและเยาวชน ซึ่งควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา ไม่ควรแยกออกจากการเรียนรู้ โดยระบบการศึกษาควรให้การสนับสนุนทั้งด้านการเรียน สุขภาพจิต และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชน”
เขายังกล่าวถึงความจำเป็นในการทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก เยาวชน และตลาดแรงงานได้ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส และทำให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
ที่มา : เวทีเสวนาเชิงนโยบาย: การสะท้อนความท้าทาย มาตรการตอบสนองเชิงนโยบาย และพันธะสัญญาร่วมกัน ในงาน High-level Policy Forum: Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth โดย ธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ชั้น 3 อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กทม. (วันที่ 1 ตุลาคม 2569)