ในโลกยุคใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาพลิกโฉมหน้าสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เสนอกรอบแนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการปาฐกถาในหัวข้อ “Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation and Growth” เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
1.Thailand Square : โมเดลพลิกโฉมการศึกษาไทยตลอดช่วงชีวิต
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านแนวคิด “Thailand Square” เพื่อเปลี่ยนผ่านศักยภาพรายบุคคลให้กลายเป็นพลังร่วมระดับประเทศ โดยการศึกษาต้องไม่ใช่เพียงการมุ่งรับปริญญา แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนค้นพบความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เข้าใจถึงหลักการพื้นฐาน และนำไปต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ได้
“Thailand Square” เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยตลอดช่วงชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการศึกษา การพัฒนาทักษะ การวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และการประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคคลสู่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนจาก “ความเชี่ยวชาญของบุคคล (Individual Mastery)” ไปสู่ “ความเชี่ยวชาญของประเทศ (National Mastery)” แม้ว่าคนไทยแต่ละคนจะมีความสามารถและศักยภาพสูง แต่การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำให้ความสามารถของแต่ละบุคคลเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็นพลังร่วมของสังคม จนเกิดเป็นศักยภาพระดับประเทศ การศึกษาจึงไม่ควรมีเป้าหมายเพียงแค่การได้รับปริญญาหรือวุฒิการศึกษา แต่ควรมุ่งให้แต่ละคนค้นพบว่าตนเองเชี่ยวชาญอะไร และจะนำความเชี่ยวชาญนั้นไปสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างไร” ” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) บทบาทของมนุษย์จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการทำงานที่เทคโนโลยีสามารถทำแทนได้ ไปสู่การใช้ความสามารถที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด เช่น ความเข้าใจบริบทของพื้นที่ ความรู้เกี่ยวกับชุมชน วัฒนธรรม ความรู้สึกของผู้คน พฤติกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม และลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเข้าใจเชิงลึก และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของมนุษย์ ดังนั้น การศึกษาในอนาคตควรช่วยให้ผู้เรียนค้นพบ “สิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ” และพัฒนาไปสู่ความเข้าใจในระดับหลักการพื้นฐาน (First Principles)
เมื่อบุคคลมีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะสามารถเรียนรู้และวิจัยในเรื่องนั้นได้ลึกยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น กรณีของ Fujifilm ซึ่งไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงการเป็นบริษัทผลิตฟิล์มหรือกล้องดิจิทัล แต่สามารถมองเห็นว่าความเชี่ยวชาญที่แท้จริงขององค์กรอยู่ที่ด้านเคมีและวิศวกรรมเคมี จึงสามารถนำองค์ความรู้เดิมไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ด้านยา เครื่องสำอาง และธุรกิจอื่น ๆ ได้ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากสามารถเข้าใจ “หลักการพื้นฐาน” ของความเชี่ยวชาญได้ ก็จะสามารถสร้างนวัตกรรมและขยายขอบเขตการทำงานออกไปได้อย่างกว้างขวาง
ดังนั้นการศึกษาจึงควรเปลี่ยนคำถามจาก “เรียนจบปริญญาอะไร” ไปสู่คำถามว่า “จากการศึกษานั้น เราสามารถสร้างความเชี่ยวชาญอะไรได้บ้าง” ผู้ที่จบจากคณะหรือสาขาหนึ่งไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพตามภาพจำของสาขานั้นเสมอไป เช่น ผู้ที่จบด้านศึกษาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องทำงานเป็นครูเท่านั้น แต่อาจนำความรู้ไปพัฒนาเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหา นักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา หรือประกอบอาชีพรูปแบบอื่นได้ แนวคิดดังกล่าวช่วยเพิ่ม เสรีภาพในการเลือกเส้นทางอาชีพ และทำให้บุคคลสามารถเป็น “ผู้สร้างงาน” มากกว่าการเป็นเพียง “ผู้หางาน”
การพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างรากฐานทางการศึกษา ไม่ใช่เริ่มจากการสร้างโรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียว หากประเทศไทยต้องการพัฒนา AI จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างบุคลากรที่มีพื้นฐานด้าน คณิตศาสตร์และอัลกอริทึม ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องเริ่มจากความรู้ด้าน ฟิสิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ และวิทยาศาสตร์วัสดุ ก่อนที่จะไปถึงขั้นการผลิตในโรงงาน ดังนั้น รากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจึงอยู่ที่การศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

2.เปลี่ยนห้องเรียนเป็น “Mastery Platform” หนุนมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงชุมชน สู่บันไดรายได้ยุคใหม่
ขณะเดียวกันการพัฒนาทุนมนุษย์ต้องเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และศักยภาพของแต่ละพื้นที่ คนในแต่ละจังหวัดหรือภูมิภาคควรสามารถมองเห็นว่าอะไรคือจุดแข็งหรือ “DNA” ของพื้นที่ของตนเอง เช่น เกษตรกรรม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น จากนั้นจึงนำความรู้จากการศึกษาและการวิจัยกลับไปพัฒนาบ้านเกิดให้เกิดนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม การศึกษาจึงไม่ควรแยกออกจากบริบทของพื้นที่ แต่ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสให้แก่ชุมชน
มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาจึงควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงสถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเป็น “Mastery Platform” หรือแพลตฟอร์มแห่งความเชี่ยวชาญ โดยเริ่มจากการค้นหาความเชี่ยวชาญของชุมชน จากนั้นนำองค์ความรู้เข้าไปสนับสนุน และต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม เมื่อเกิดความพร้อมจึงพัฒนาไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ผู้ประกอบการ ตลาดโลก และเงินทุนเพื่อการขยายธุรกิจ กระบวนการดังกล่าวจะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ความเชี่ยวชาญของบุคคลกับความมั่งคั่งของประเทศ
ในบริบทของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมีอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย บทบาทสำคัญคือการเข้าใจ พื้นที่ ผู้คน สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจความต้องการของพื้นที่แล้ว จึงสามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยด้านการวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดไปสู่ธุรกิจหรือสตาร์ตอัปที่ใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ของท้องถิ่น หากธุรกิจเหล่านั้นสามารถเติบโตและเข้าสู่ตลาดโลกได้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะย้อนกลับมายังประชาชนและพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวสามารถอธิบายผ่าน “Income Ladder” หรือบันไดรายได้ ซึ่งมุ่งสร้างเส้นทางให้คนทุกระดับสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงาน ผู้ประกอบการท้องถิ่น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นักวิจัย หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการปลูกทุเรียน แอปเปิล หรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง สามารถพัฒนาความรู้และมาตรฐานการผลิตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพหรืออุตสาหกรรมอาหารระดับโลกได้ ดังนั้น ความเชี่ยวชาญเล็ก ๆ ในระดับท้องถิ่นก็สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับโลกได้
กระบวนการพัฒนาประเทศจึงควรดำเนินไปเป็นลำดับตั้งแต่ การสร้างคน → การสร้างองค์ความรู้ → การพัฒนาเทคโนโลยี → การสร้างนวัตกรรม → การสร้างธุรกิจ → การพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง → การเพิ่มผลิตภาพและรายได้ของประเทศ การจะก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงจึงไม่สามารถอาศัยความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว แต่ต้องสร้างความเชี่ยวชาญในหลายองค์ประกอบและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นระบบ

3.เปลี่ยนการศึกษาให้เป็นพลังลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนคนทุกกลุ่มสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ
อีกประเด็นสำคัญคือความเท่าเทียม (Equality) เพราะการพัฒนาทุนมนุษย์จะไม่สมบูรณ์หากประชากรบางส่วนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายได้น้อย แรงงาน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือกลุ่มคนที่ขาดโอกาส หากสามารถนำเทคโนโลยีช่วยเหลือ กฎระเบียบ และระบบสนับสนุนที่เหมาะสมเข้ามาช่วยให้คนเหล่านี้สามารถทำงานและสร้างผลิตภาพได้เต็มศักยภาพ ประเทศก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากทุนมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นความเท่าเทียมทางการศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนันย้ำถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะความสามารถในการมองเห็นและทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่ละเอียดมากขึ้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น การศึกษาวัสดุในระดับโมเลกุลสามารถนำไปสู่การพัฒนายาชนิดใหม่ วัสดุชนิดใหม่ หรือแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการนำวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อทำความเข้าใจดิน พืช อาหาร และสุขภาวะอย่างเป็นระบบ โครงการที่กล่าวถึง เช่น Siam Photon, Siam Silica, Siam Medica และ Siam Terra จึงสะท้อนความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในยุค AI การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการศึกษาเฉพาะบุคคล (Personalized Education) จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากทักษะและความรู้บางประเภทสามารถล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว บุคคลจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น บุคคลที่เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรอาจต่อยอดความรู้ไปสู่การบริหารโรงงาน การสร้างธุรกิจ หรือการระดมทุนเพื่อพัฒนาสตาร์ตอัปได้ หากระบบการศึกษาสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ความเท่าเทียมควรครอบคลุมเส้นทางการศึกษาในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาสายสามัญหรืออาชีวศึกษา ผู้เรียนทุกคนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองและก้าวไปสู่รายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ถูกจำกัดด้วยเส้นทางการศึกษาที่เลือกตั้งแต่ต้น แนวคิดนี้จึงมองว่า การศึกษาไม่ใช่เพียงนโยบายด้านการเรียนรู้ แต่เป็นทั้งนโยบายนวัตกรรม นโยบายการสร้างความก้าวหน้าทางสังคม และนโยบายการสร้างความมั่งคั่งของประเทศ

4. เปิด 5 เป้าหมายใหม่ของระบบการศึกษา เพื่อมุ่งสู่ “Nation of Masters”
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวปิดท้ายด้วยประเด็นสุดท้ายที่สำคัญ คือ “5 New Hopes” หรือ 5 เป้าหมายใหม่ของระบบการศึกษา ได้แก่
1. Hope to Discover — ค้นพบศักยภาพ เด็กและประชาชนทุกคนควรมีโอกาสค้นพบว่า ตนเองเก่งอะไร และได้รับการศึกษาเฉพาะบุคคลที่ช่วยพัฒนาความสามารถนั้น
2. Hope to Learn — เรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกคนควรสามารถกลับมาเรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าตนเองจะอยู่ในวัยใดหรือประกอบอาชีพอะไร
3. Hope to Work — มองเห็นอนาคตของงาน การศึกษาและการพัฒนาทักษะต้องเชื่อมโยงกับงานแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Semiconductor, Electronics, Advanced Manufacturing, Robotics, EV, Clean Energy, Biotechnology, Agritech และ Creative & Wellness Economy
4. Hope to Rise — ยกระดับชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ ระบบการศึกษาต้องเปิดเส้นทางให้ทุกคนสามารถยกระดับรายได้และสถานะทางสังคมได้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัย อาชีวศึกษา การศึกษาด้านเทคโนโลยี ธุรกิจครอบครัว หรือภาคเกษตร
5. Hope to Dream — กล้าที่จะฝันและสร้างประเทศ การศึกษาควรทำให้คนไทยไม่ได้เป็นเพียง Job Seekers แต่สามารถพัฒนาไปเป็น Problem Solvers → Innovators → Entrepreneurs → Nation Builders หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างเทคโนโลยีและแก้ปัญหาของประเทศด้วยตนเอง

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวสรุปว่า “แนวคิด Nation of Masters คือการสร้างประเทศไทยที่ทุกคนมีโอกาส “ค้นพบ เรียนรู้ ทำงาน เติบโต และกล้าที่จะฝัน” พร้อมเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของแต่ละคนให้กลายเป็นพลังร่วมในการสร้างอนาคต มีเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนระบบการพัฒนาทุนมนุษย์จากการผลิตคนจำนวนมาก ไปสู่การสร้างคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง และท้ายที่สุด การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านการศึกษา แต่เป็นทั้งนโยบายนวัตกรรม นโยบายการสร้างความก้าวหน้าทางสังคม และนโยบายการสร้างความมั่งคั่งของประเทศ”