นายกสมาคม อบจ. จับมือ กสศ. ลงนาม MOU ดึงท้องถิ่นทั่วประเทศแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา มุ่งสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout Plus

นายกสมาคม อบจ. จับมือ กสศ. ลงนาม MOU ดึงท้องถิ่นทั่วประเทศแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา มุ่งสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout Plus

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สำนักงานสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพประชากรวัยแรงงาน” โดยการลงนาม MOU ในโอกาสนี้ เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบ ในการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือ ตลอดจนการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หลักสูตรสายอาชีพให้สอดรับกับเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อบจ. มีหน้าที่โดยตรงในการพัฒนากำลังคนและคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ผ่านมา อบจ. หลายแห่งได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาตามบริบทพื้นที่จนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม อาทิ อบจ.ปัตตานี และอบจ.ยะลา ที่เป็นแกนกลางค้นหาเด็กหลุดจากระบบ อบจ.ศรีสะเกษ ที่พัฒนาระบบการศึกษาในโรงเรียนสังกัดอย่างเป็นระบบ, อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่เชื่อมโยงการศึกษากับอาชีพท้องถิ่นร่วมกับผู้ประกอบการ และ อบจ.สุรินทร์ ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ในพื้นที่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษา–พัฒนาประชากรวัยแรงงาน ดึงกลไกพื้นที่แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout PLUS

“สมาคมฯ ได้มีการหารือกับกสศ. เพื่อร่วมกันขยายพื้นที่ไปยังอบจ.อื่นๆ โดยมุ่งขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การค้นหาเด็กนอกระบบและการบริหารจัดการข้อมูลโดย อบจ. เพื่อการช่วยเหลือที่ทันท่วงที, การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้เรียน และการพัฒนาหลักสูตรสายอาชีพที่ตรงตามความต้องการของพื้นที่ พร้อมเชิญชวน อบจ. ทั่วประเทศร่วมกันดึงเด็กที่ตกหล่นกลับเข้าสู่โอกาสทางการเรียนรู้ เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไป

ด้านศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไกสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน” โดยชี้ว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพคนและพัฒนาพื้นที่ พร้อมให้หลักคิดว่า การลดความเหลื่อมล้ำคือการทำให้ความแตกต่างลดน้อยลงในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งโรงเรียนท้องถิ่นไม่มีสิทธิเลือกรับผู้เรียน จึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้มาตรฐานขั้นต่ำ ก่อนต่อยอดสู่ความเป็นเลิศเฉพาะทาง

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์วุฒิสาร ได้กล่าวว่า ท้องถิ่นยังมีความพร้อมทั้งด้านความรับผิดชอบทางสังคม กฎหมาย และความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ไปสู่การสร้างโอกาสที่ยั่งยืน รวมถึงสามารถบูรณาการงานการศึกษาร่วมกับ รพ.สต. เพื่อดูแลสุขภาวะและโภชนาการของเด็กในพื้นที่อย่างรอบด้าน โดย กสศ. เตรียมขับเคลื่อนงานนำร่องร่วมกับ อบจ. ทุกแห่ง และในอนาคตจะขยายความร่วมมือไปยังสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ และสมาคม อบต. ต่อไป

ขณะที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้นำเสนอกรอบการทำงานเชิงพื้นที่ว่า จากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับทุกสังกัดการศึกษา พบเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ราว 600,000 คน ไม่อยู่ในระบบการศึกษาใด ๆ และกว่า 2 ใน 3 ปฏิเสธการกลับเข้าสู่ระบบแบบเดิม กลไกท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเข้าถึงและทำความเข้าใจเด็กกลุ่มนี้

กสศ. จึงได้เปิดระบบสารสนเทศ iSEE (isee.eef.or.th) ให้ อบจ. สามารถนำข้อมูลเชิงลึกระดับตำบลและช่วงวัยไปใช้ชี้เป้าค้นหา ช่วยเหลือเด็กได้อย่างแม่นยำ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับ สปสช. เพื่อให้ อบจ. ใช้กลไก รพ.สต. เร่งดูแลสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพพื้นฐาน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบ ทั้งนี้ ได้กำหนด 3 แนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout PLUS ร่วมกับกลไกจังหวัดและตำบล รวมถึงการพัฒนาการศึกษาที่ยืดหยุ่นในโรงเรียนสังกัด อบจ. กว่า 300–400 แห่ง ตลอดจนส่งต่อเยาวชนไปสู่การประกอบอาชีพ มีงานทำผ่านหลักสูตรทางเลือกและวิชาชีพ และการจัดหลักสูตรเร่งรัดมีงานทำระยะสั้น 1 ปี เช่น ผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ เพื่อผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของ อบจ. ดังเช่นโมเดลที่ประสบความสำเร็จของ อบจ.ศรีสะเกษ

ทั้งนี้ กสศ. เปรียบเสมือนทีมมดงานที่สนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และฐานข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อส่งต่อ “คานงัด” นี้ให้ อบจ. ซึ่งมีพลังแห่งการรวมตัว (All for Education) พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อทำงานแบบตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ให้เกิดผลกระทบสูงสุด นำไปปรับใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน