‘การศึกษายืดหยุ่น’ ไม่ควรเป็นเพียงทางเลือกของเด็กที่ไปต่อในระบบเดิมไม่ได้ แต่คือโอกาสการเรียนรู้ที่เด็กทุกคนต้องเข้าถึงได้

‘การศึกษายืดหยุ่น’ ไม่ควรเป็นเพียงทางเลือกของเด็กที่ไปต่อในระบบเดิมไม่ได้ แต่คือโอกาสการเรียนรู้ที่เด็กทุกคนต้องเข้าถึงได้

เด็กคนหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในแต่ละปีเดินสายไปกับคณะหมอลำ ตารางชีวิตของเขาเริ่มต้นและสิ้นสุดไม่ตรงกับเวลาเรียนในโรงเรียนทั่วไป

อีกคนใช้เวลาหลังเลิกเรียนอยู่บนสนามฟุตบอล ฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่เขาเรียนรู้ในแต่ละวันไม่ได้มีเพียงการเลี้ยงบอล ส่งบอล หรือยิงประตู แต่ยังมีวินัย การทำงานเป็นทีม การวางแผน การตัดสินใจ และความเข้าใจในโลกของฟุตบอลที่อาจต่อยอดไปสู่อาชีพได้อีกหลายเส้นทาง

หากมองผ่านกรอบการศึกษาแบบเดิม ชีวิตเหล่านี้อาจกลายเป็น “ข้อจำกัด” เพราะไม่สามารถจัดวางลงในตารางเรียน ห้องเรียน หรือหลักสูตรแบบเดียวกันได้อย่างพอดี แต่ถ้าลองกลับคำถามใหม่

แทนที่จะถามว่า จะทำอย่างไรให้เด็กปรับชีวิตของตัวเองให้เข้ากับการศึกษา เราสามารถออกแบบการศึกษาให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กได้หรือไม่?

คำถามนี้กำลังพาเราไปไกลกว่าการพูดถึง “การศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning)” ในฐานะเครื่องมือพาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่การเรียนรู้

เพราะหากเด็กทุกคนมีชีวิต ความสนใจ ความถนัด และวิธีเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ความยืดหยุ่นจึงไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะในวันที่เด็กคนหนึ่ง “ไปต่อในระบบเดิมไม่ได้” แล้วเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาควร “เปิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ตั้งแต่ต้น”

นี่คือหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชวนนักขับเคลื่อนการศึกษาร่วมคิดบนเวที National Education Forum 2026 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ถึงความหมายของการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่ไปได้ไกลกว่าการเป็น “ทางเลือก” สำหรับเด็กบางกลุ่ม แต่สามารถเป็นอีกกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนระบบการศึกษาให้รองรับความแตกต่างของผู้เรียนทุกคน

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

ถ้าระบบการศึกษามีเส้นทางเดียว เด็กบางคนจะค่อย ๆ หายไป

ในมุมมองของ ศ.ดร.สมพงษ์ ปัญหาหนึ่งของระบบการศึกษาหลัก คือการมีลักษณะเป็น “กระแสที่คัดเลือกคน” ด้วยระบบที่มีมาตรฐาน เวลาเรียน วิธีเรียน และความคาดหวังชุดหนึ่งเป็นเส้นทางหลัก เด็กที่สามารถปรับตัวเข้ากับเส้นทางนั้นได้ก็เดินต่อไป ขณะที่เด็กอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเด็กหลังห้อง เด็กยากจน และกลุ่มเปราะบาง จะค่อย ๆ ถูกผลักออกจากระบบไปอย่างเงียบ ๆ

บางคนไม่ได้มีปัญหาว่า “เรียนไม่ได้”

แต่เขาอาจต้องทำงานหาเงินไปพร้อมกับการเรียน

บางคนไม่ได้ไม่มีความสามารถ

แต่ความสามารถของเขาอาจไม่ได้อยู่ในสิ่งที่หลักสูตรหรือการประเมินแบบเดิมให้ความสำคัญ

และบางคนไม่ได้ไม่อยากเรียน

แต่จังหวะชีวิตของเขาอาจไม่สามารถเดินตามตารางเวลาและรูปแบบการเรียนที่ระบบกำหนดไว้ได้

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามเรื่องเด็กหลุดจากระบบจึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก” แต่ต้องย้อนกลับมาถามด้วยว่าระบบการศึกษามีพื้นที่มากพอสำหรับความแตกต่างของเด็กหรือยัง?

ศ.ดร.สมพงษ์จึงมองว่า การศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการคืนโอกาสให้เด็กที่ระบบเดิมยังไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ และเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเส้าของความมั่นคงในชีวิตเด็ก” ร่วมกับการสร้างโอกาสและทุนการศึกษา

เพราะสำหรับเด็กที่มีข้อจำกัด การมีทุนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากรูปแบบการเรียนยังไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของเขา ในทางกลับกัน ต่อให้มีรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น แต่เด็กไม่มีทรัพยากรหรือโอกาสมากพอที่จะเข้าถึง การเรียนรู้ก็อาจไปต่อไม่ได้เช่นกัน การสร้างความมั่นคงทางการศึกษาจึงต้องทำให้ทั้งโอกาส ทรัพยากร และรูปแบบการเรียนรู้ เดินไปด้วยกัน

การศึกษายืดหยุ่น เริ่มต้นจากการรู้ว่า ‘เด็กคนนี้คือใคร’

หัวใจของ Flexible Learning ไม่ใช่เพียงการย้ายห้องเรียนออกไปอยู่นอกโรงเรียน หรือเปลี่ยนจากเรียนกลางวันเป็นกลางคืน แต่คือการเปลี่ยนจุดตั้งต้นของการออกแบบการศึกษา

จากเดิมที่ระบบมีหลักสูตรอยู่ก่อน แล้วพยายามนำเด็กที่มีชีวิตแตกต่างกันเข้าไปอยู่ในกรอบเดียวกัน เปลี่ยนมาเป็นการเริ่มต้นจาก “ผู้เรียน” ดูว่าเขาสนใจอะไร กำลังเผชิญปัญหาอะไร มีความจำเป็นอะไรในชีวิต และมีทุนหรือความสามารถอะไรอยู่แล้ว จากนั้นผู้เรียนและผู้สอนจึงร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง

ศ.ดร.สมพงษ์ยกตัวอย่างเยาวชนที่จำเป็นต้องทำงานและสร้างรายได้ไปพร้อมกับการเรียน ซึ่งหากระบบกำหนดว่าการศึกษาที่มีคุณภาพต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น เด็กกลุ่มนี้อาจถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “การเรียน” กับ “การมีรายได้เพื่อดำรงชีวิต” แต่ Flexible Learning กำลังตั้งคำถามว่า เหตุใดสองสิ่งนี้จึงต้องแยกออกจากกัน ถ้าการทำงานมีความรู้และทักษะเกิดขึ้นจริง ประสบการณ์เหล่านั้นสามารถนำมาออกแบบเป็นการเรียนรู้ได้หรือไม่

ถ้าเด็กมีความถนัดหรือความสนใจอยู่แล้ว ระบบสามารถเข้าไปเติมความรู้และสมรรถนะให้สิ่งที่เขาทำอยู่พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิมหรือไม่ และถ้าชีวิตของเด็กไม่สามารถเดินตามเวลาเรียนของโรงเรียนได้ เราสามารถทำให้ “เวลาเรียน” เดินตามชีวิตของเด็ก ได้หรือไม่

นี่คือการเปลี่ยนความหมายของความยืดหยุ่น จากการ “ผ่อนปรน” ให้เด็กบางคน ไปสู่การออกแบบการเรียนรู้บนความจริงที่ว่า เด็กแต่ละคนมีชีวิตไม่เหมือนกัน

‘หมอลำ’ ไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับ ‘การศึกษา’

ภาพของเยาวชนหมอลำทำให้แนวคิดนี้เห็นชัดขึ้น เยาวชนที่เลือกเดินบนเส้นทางศิลปินหมอลำต้องฝึกซ้อมและเดินสายแสดง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ตารางชีวิตจึงไม่สอดคล้องกับเวลาเรียนในโรงเรียนภาคปกติ หากมีเพียงระบบเดิมให้เลือก เด็กต้องตัดสินใจระหว่าง “ปากท้องและความฝัน” กับ “การศึกษา”

แต่ “หลักสูตรหมอลำศึกษา” ซึ่ง กสศ. ร่วมกับศูนย์การเรียนปัญญากัลป์และเครือข่ายวงหมอลำในภาคอีสานพัฒนาขึ้น กำลังทดลองตั้งคำถามอีกแบบว่า ทำไม “หมอลำ” กับ “การศึกษา” ต้องอยู่คนละฝั่งกันตั้งแต่แรก

เมื่อมองให้ลึกลงไปในวิถีหมอลำ เด็กไม่ได้เรียนรู้เพียงการร้องหรือการแสดง แต่ยังมีภาษา วัฒนธรรม การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา ความรับผิดชอบ และประสบการณ์จากการทำงานจริง

สิ่งที่ระบบต้องทำจึงไม่ใช่ดึงเด็กออกจากโลกของหมอลำเพื่อพากลับเข้าไปนั่งในห้องเรียน แต่คือการเข้าไปมองว่า ในโลกที่เด็กกำลังใช้ชีวิตอยู่นั้น มีการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้นแล้วบ้าง และจะออกแบบการศึกษาเข้าไปเติมเต็มและรับรองการเรียนรู้เหล่านั้นได้อย่างไร เมื่อทำเช่นนี้ สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นสาเหตุให้เด็ก “เรียนต่อไม่ได้” อาจกลับกลายเป็นทุนสำคัญในการเรียนรู้และสร้างอนาคตของเขาเอง

‘สนามฟุตบอล’ กลายเป็นอีกห้องเรียนหนึ่ง

ภาพเดียวกันเกิดขึ้นกับฟุตบอล เด็กที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่บนสนามอาจถูกมองว่า เวลานั้นอยู่ “นอกการศึกษา” หากเรานับการเรียนรู้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน แต่ “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล” ที่ กสศ. ร่วมพัฒนากับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย กำลังทดลองเปลี่ยนสนามให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ นำการฝึกซ้อม การแข่งขัน และประสบการณ์จริงมาเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเทียบโอนผลการเรียนรู้ 

ที่สำคัญ โลกของฟุตบอลไม่ได้มีปลายทางเพียงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ความสนใจเดียวกันสามารถแตกแขนงไปสู่ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักจัดการแข่งขัน นักพากย์ฟุตบอล ตลอดจนอาชีพอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมกีฬาได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ “ฟุตบอลนับเป็นวิชาเรียน” แต่คือการใช้สิ่งที่เด็กสนใจเป็นประตูบานแรก แล้วเปิดออกไปสู่โลกของความรู้ ทักษะ และอาชีพที่กว้างขึ้น จากเดิมที่ระบบอาจถามว่า “เด็กคนนี้เก่งวิชาอะไร” การศึกษาที่ยืดหยุ่นกำลังชวนถามอีกแบบว่า

“เด็กคนนี้รักอะไร ทำอะไรได้ดี และเราจะใช้สิ่งนั้นพาเขาไปเรียนรู้ต่อได้ไกลแค่ไหน”

บนเวที National Education Forum 2026 เด็กจากหลักสูตรหมอลำศึกษาและจักรวาลวิทยาฟุตบอลได้ขึ้นมาสาธิตสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้จริง ทั้งการแสดงหมอลำ ทักษะฟุตบอล และการพากย์ฟุตบอล

ภาพเหล่านั้นอาจเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ แต่สะท้อนหลักคิดใหญ่ของ Flexible Learning ได้ชัดว่า เมื่อระบบขยับเข้าใกล้ชีวิตของผู้เรียน สิ่งที่เด็ก “รักและทำอยู่แล้ว” สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และต่อยอดไปสู่อนาคตได้

นอกจาก ‘ช่วยเด็กที่หลุดแล้ว’ ต้อง ‘ป้องกันไม่ให้เด็กหลุด’ ไปพร้อมกันด้วย

ที่ผ่านมา การศึกษายืดหยุ่นมักถูกพูดถึงในบริบทของเด็กนอกระบบ เด็กยากจน หรือเด็กกลุ่มเปราะบาง เพราะเป็นกลุ่มที่ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของระบบเดิมได้ชัดที่สุด Flexible Learning จึงมีบทบาทสำคัญใน Thailand Zero Dropout เพื่อเปิดเส้นทางให้เด็กที่หลุดออกไปแล้วสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อีกครั้ง

แต่หากหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เราอาจกำลังรอจนเด็ก “หลุด” ก่อน แล้วจึงค่อยสร้างทางเลือกให้เขา ข้อเสนอของ ศ.ดร.สมพงษ์จึงไปไกลกว่านั้น

“การศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ได้เหมาะเพียงแค่เด็กเปราะบางหรือเด็กด้อยโอกาส แต่เหมาะกับเด็กไทยทุกคนที่ต้องการพื้นที่ในการพัฒนาความถนัดและความสนใจของตนเอง”

นี่คือการเปลี่ยน Flexible Learning จาก “มาตรการเยียวยา” หลังจากระบบเดิมรองรับเด็กไม่ได้ ไปสู่ “กลไกป้องกัน” ที่ทำให้ระบบมีทางเลือกหลากหลายตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะต้องตัดสินใจเดินออกไป

เด็กคนหนึ่งอาจยังเรียนอยู่ในโรงเรียนตามปกติ แต่ต้องการใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งพัฒนาทักษะอาชีพ

อีกคนอาจเรียนรู้ได้ดีผ่านการลงมือทำมากกว่าการนั่งฟังในห้อง

บางคนอาจมีความสามารถด้านกีฬา ศิลปะ หรือวัฒนธรรม และต้องการเวลาเพื่อพัฒนาความสามารถนั้นอย่างจริงจัง

หากระบบมีความยืดหยุ่นมากพอ เด็กเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองกลายเป็น “เด็กนอกระบบ” ก่อน จึงจะมีสิทธิเลือกวิธีเรียนที่เหมาะกับชีวิต

ความยืดหยุ่นต้องไม่ขึ้นอยู่กับ ‘โครงการพิเศษ’

อย่างไรก็ตาม การมีหลักสูตรหมอลำ ฟุตบอล หรือพื้นที่ทดลองที่ประสบความสำเร็จ ยังไม่เท่ากับการทำให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นโอกาสของเด็กทุกคน

เพราะตราบใดที่ความยืดหยุ่นยังเกิดขึ้นได้เฉพาะในบางโครงการ บางโรงเรียน หรือขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นมีคนกล้าคิดและกล้าทำหรือไม่ เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสแบบเดียวกันได้ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ความยืดหยุ่น “เข้าไปอยู่ในระบบ”

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวถึงทิศทางเชิงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษานอกห้องเรียนและการศึกษาทางเลือก รวมถึงกลไกอย่างศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างพื้นที่ทางกฎหมายให้รูปแบบการเรียนที่หลากหลายได้รับการยอมรับในระบบ ความหมายของเรื่องนี้จึงใหญ่กว่าการเพิ่ม “หลักสูตรทางเลือก” อีกไม่กี่หลักสูตร

เพราะหากต้องการให้ Flexible Learning เข้าถึงเด็กทุกคน ระบบต้องขยับพร้อมกันทั้ง กติกา งบประมาณ การกระจายอำนาจ การรับรองผลการเรียน และพื้นที่ให้ผู้จัดการศึกษารูปแบบต่าง ๆ สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้จริง เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่การสร้าง “ระบบทางเลือก” อีกระบบหนึ่งขึ้นมาวางขนานกับการศึกษากระแสหลัก แต่คือการทำให้ระบบการศึกษาทั้งระบบมีทางเลือกอยู่ภายในตัวเอง

วันนี้คำว่า ‘ทางเลือก’ อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

บางที เด็กหมอลำ เด็กที่รักฟุตบอล เด็กหลังห้อง เด็กที่ต้องทำงาน หรือเด็กที่ไม่สามารถเดินตามจังหวะเดียวกับโรงเรียน อาจไม่ได้เป็น “เด็กพิเศษ” ที่ต้องการระบบพิเศษ พวกเขาเพียงทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า มนุษย์เรียนรู้ไม่เหมือนกันมาตั้งแต่ต้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า เราจะสร้างทางเลือกเพิ่มอีกกี่รูปแบบเพื่อรองรับเด็กที่ระบบเดิมไปไม่ถึง แต่ควรถามต่อว่า เราจะทำอย่างไรให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นธรรมชาติของระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กไม่จำเป็นต้องหลุดออกไปก่อน จึงจะได้พบการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวเอง 

เพราะการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการลดมาตรฐาน หรือการปล่อยให้เด็กเลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่คือการยอมรับว่า การไปถึงเป้าหมายของการศึกษาอาจมีได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง และหน้าที่ของระบบคือทำให้เส้นทางเหล่านั้นมีคุณภาพ ได้รับการรับรอง และเชื่อมต่อกันได้

วันหนึ่ง ความสำเร็จของ Flexible Learning จึงอาจไม่ได้วัดจากจำนวน “หลักสูตรทางเลือก” ที่เพิ่มขึ้น หรือจำนวนเด็กนอกระบบที่ถูกพากลับมาได้เท่านั้น แต่อาจวัดจากวันที่เด็กคนหนึ่ง ไม่ต้องเลือกระหว่างชีวิตกับการศึกษา ไม่ต้องละทิ้งสิ่งที่รักเพื่อให้ตัวเองยังมีที่ยืนในระบบ และไม่ต้องรอให้หลุดออกจากโรงเรียนก่อน จึงจะมีใครถามว่าเขาอยากเรียนรู้อย่างไร

ถึงวันนั้น “การศึกษายืดหยุ่น” ไม่จำเป็นต้องถูกเรียกว่า “ทางเลือก” อีกต่อไป เพราะความยืดหยุ่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่เด็กทุกคนเข้าถึงได้