สำหรับเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลในฟุตบอล ไม่ว่าฐานะผู้เล่นหรือคนดู เมื่อถึงวัยหนึ่ง ชีวิตมักหยิบยื่นทางเลือกให้เพียงสองทางเสมอ
หนึ่ง คือวันที่ต้องตัดสินใจเลือก ‘ชีวิตจริง’ ของการตั้งหน้าตั้งตาเรียน เพื่อหางานที่มั่นคง แล้วปล่อยฟุตบอลไว้เป็นฝันราง ๆ วัยเยาว์
หรืออีกทาง คือกัดฟันสู้หวังพิสูจน์ว่าหากพยายามมากพอ บางทีฝันเล็ก ๆ ที่มีต้นทุนเดียวคือความหลงใหลอย่างสุดหัวใจ …อาจพาไปเจอที่ทาง ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นงานอาชีพเลี้ยงตัวเองได้สักวันหนึ่ง
และแม้ว่าแก่นแท้ของการศึกษาวันนี้ จะเทน้ำหนักให้การค้นพบตัวเองเป็นฐานการเรียนรู้ ทว่าลำดับขั้นตอนใน ‘ชีวิตจริง’ ก็กลับไม่ได้ง่ายดาย โดยเฉพาะกับเด็กเยาวชนจำนวนหนึ่ง ที่เติบโตขึ้นโดยไม่เคยเฉียดใกล้โอกาส ไม่มีแรงสนับสนุน หรือไม่มีกระทั่งใครสักคน ที่เห็นว่าความลุ่มหลงในฟุตบอลของเขา มีคุณค่าพอให้หยิบยกเป็นหัวข้อในกิจกรรมแนะแนวการศึกษา
เมื่อเป็นอย่างนั้น ทุนติดตัวที่มีแค่ความหลงใหลใฝ่ฝัน หรือเพียงความเพียรพยายาม …จึงยังไม่พอ

ช่วงสายของวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนวคิดของการใช้ ‘นวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ที่จะนำเอา ‘ฟุตบอล’ มาเป็นสารตั้งต้นของการจัดการเรียนรู้ได้ถูกพูดถึงจริงจังเป็นครั้งแรก
ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเป็นรองประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ กล่าวถึงความร่วมมือของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการถอดเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ของฟุตบอล มาสร้างหลักสูตรเรียนรู้ที่มีปลายทางคือ อาชีพหลากหลายที่อยู่ในวงจรของฟุตบอล โดยใช้ชื่อว่า “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล”
…เพราะเด็ก ๆ ควรได้รู้ว่า ทุกลมหายใจที่จดจ่ออยู่กับฟุตบอล จะสามารถนำพาชีวิตไปบนเส้นทางใดได้บ้าง
…หรือใครสักคนที่อาจเพิ่งเริ่มฝัน ณ วันนี้ ก็ควรเห็นสักนิดก่อนจะย่างเท้าก้าวแรก ว่าหน้าตาของลู่ทางที่ตนต้องวิ่งไป เป็นอย่างไร
“ฟุตบอลจะเชื่อมการศึกษากับความฝันของเด็ก ทั้งในโรงเรียนและกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้ไปถึงเส้นทางอาชีพ โดยมีความรักเป็นต้นทุน”
ดร.สิริพงศ์ บอกว่าฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมของคนทั้งโลก เด็ก ๆ ส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับฟุตบอล บางคนชอบเล่น บางคนชอบดูและติดตามผลการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกทุกสัปดาห์ ความชอบความสนใจที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับนี้ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ของการสร้างเส้นทางเรียนรู้สำหรับเด็กทั้งในและนอกระบบการศึกษา หรือคือการออกแบบ ‘การศึกษาทางเลือก’ ที่มีปลายทางอาชีพหลากหลาย ในกรอบวงกลมที่ห้อมล้อมไว้ด้วย ‘ความหลงใหลในฟุตบอล’
แล้วภาพจำในอดีตที่เด็กคนหนึ่งเคยต้องเลือกระหว่าง ‘การเรียน’ หรือ ‘กีฬา’ จนต้องทิ้งฝันไว้กลางทาง ก็กำลังเปลี่ยนไป

“หลักสูตรเรียนรู้ที่มีฟุตบอลเป็นฐาน เราไม่ได้มีเป้าหมายจะปั้นหรือผลิตนักกีฬาอาชีพ แต่ใจความสำคัญคือเด็กเยาวชนที่เข้ามาเรียนรู้ จะต้องได้เปิดโลกทัศน์ ว่าความชอบความสนใจของเขามันพาไปถึงอาชีพอะไรได้บ้าง เพราะในฟุตบอลมันไม่ได้มีแค่ผู้เล่น แต่ยังมีงานโค้ช งานพากย์บอล งานอีเวนต์ที่ต้องใช้คนชำนาญเรื่องแสงสีเสียง นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ต้องมีผู้ดูแลสนามฟุตบอล มีล่าม มีธุรกิจขนาดใหญ่ของเสื้อผ้าอุปกรณ์เกี่ยวกับฟุตบอล และอีกนานาอาชีพในวงจรนี้ ซึ่งมันสร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้จริง”
ดร.สิริพงศ์ เชื่อว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเข้ามาเป็นกลไกหลักของหลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล ที่ช่วยปลดล็อกทัศนคติของการศึกษาแบบเดิมที่ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ามีอยู่ลู่เดียวคือการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ แล้วเมื่อนั้น เด็กทุกคนจะกล้าฝันถึงอนาคตในแบบของตัวเอง
“เมื่อห้องเรียนขยายออกไปในทุกทิศทุกทาง ซึ่งสำหรับหลักสูตรนี้คือสนามฟุตบอล ทุกสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโลกของฟุตบอล ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และคือกิจกรรมแนะแนวอาอาชีพที่เด็กสัมผัสใกล้ชิด สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ ‘โมเดลการจัดการศึกษาที่เอาความชอบความสนใจของเด็กเป็นตัวตั้ง’ แล้วนิเวศที่จำเป็นของการเรียนรู้จึงตามมา แล้วในวันหนึ่งที่หลักสูตรจักรวาลฟุตบอลแข็งแรงขึ้น มีผลลัพธ์ให้เห็น ก็จะเป็นข้อพิสูจน์ว่ากีฬา ดนตรี ศิลปะ หรือความสนใจใดก็ตามของเด็กคนหนึ่ง เราสามารถทำให้เกิดเป็นเส้นทางเรียนรู้ บนลู่ที่จะพาไปสู่อาชีพที่มั่นคงได้ทั้งนั้น”

เป็นห้องเรียน เป็นพื้นที่ความสุข เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทั้งชุมชน …ที่นั่น ‘สนามฟุตบอล’
รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. และรองประธานสโมสรปัตตานี เอฟซี ผู้บริหารจัดการทีมฟุตบอลอาชีพ ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมแฟนบอลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอลจะเริ่มบนพื้นที่ทดลอง (Sandbox) คือชุมชน หรือโรงเรียนกลุ่มเล็ก ๆ โดยคำนึงถึงการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของทั้งกลุ่มผู้เรียนและบริบทพื้นที่ และสิ่งสำคัญคือต้องมีบุคลากรที่เชื่อมั่นว่า ‘ความรักความสนใจในฟุตบอล’ คือกุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้
รศ.ดร.ซุกรี ยกกรณีต้นแบบของฟุตบอลที่มีแรงดึงดูดให้เด็กกลับมาเรียนได้จริง จากโมเดลความร่วมมือของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รวมตัวกันเป็นสหพันธ์กีฬาฟุตบอลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ (IFC) จนมีสมาชิกกว่า 100 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล

“การรวมตัวกันเป็น IFC ทำให้เกิดรายการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนในรุ่นอายุต่าง ๆ และมีกิจกรรมอีกหลายอย่างตามมา ซึ่งไม่ได้เกิดความเคลื่อนไหวแค่ตรงสนามฟุตบอล หรือส่งผลต่อตัวนักฟุตบอลเท่านั้น แต่แรงกระเพื่อมมันกระจายออกไปจนเกิดเป็นกลุ่มย่อยของวัฒนธรรมการเชียร์ ของแรงสนับสนุนอื่น ๆ ที่มาจากธุรกิจในชุมชน จนสืบเนื่องถึงความพยายามยกระดับบุคลากร ผ่านหลักสูตรอบรมการจัดการอคาเดมี่ฟุตบอลสมัยใหม่สำหรับผู้บริหารโรงเรียนและผู้ฝึกสอน หลักสูตรอบรมพัฒนาผู้ตัดสินฟุตบอลในท้องถิ่น และ IFC ยัง MOU กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อร่วมผลักดัน ‘ฟุตบอลวิถีอิสลาม’ สู่สากล มุ่งค้นหาช้างเผือกและส่งต่อเยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ และเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติในอนาคต”
รศ.ดร.ซุกรี ตั้งข้อสังเกตว่าเด็กจำนวนหนึ่งที่ขยับเข้ามาในวงจรของฟุตบอลหลังการเกิดขึ้นของ IFC พวกเขาไม่ได้เตะฟุตบอลเก่ง หรือฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่เป็นเพราะความรักในฟุตบอลได้ชักนำให้อยากเข้ามาใกล้ชิดในทางใดทางหนึ่ง ที่ตามมาคือเมื่อการศึกษาเริ่มเปิดพื้นที่ให้ฟุตบอล ก็กลายเป็นว่าอัตราขาดเรียนของเด็ก ๆ ค่อย ๆ ลดลง ส่วนนความสนใจต่อการเรียนในวิชาอื่น ๆ ก็เริ่มมีมากขึ้น นั่นเพราะความรักความชอบฟุตบอล มันเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้กับความอยากเรียนรู้

“การมาถึงของหลักสูตรจักรวาลฟุตบอล จะช่วยย้ำให้เห็นว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้ ‘ความชอบความสนใจฟุตบอล’ เป็นตัวตั้ง จะเข้ามาเป็นหลักสูตรกระแสหลัก (Mainstream) เทียบเคียงได้กับการสนับสนุนความเป็นเลิศด้านวิชาการ โดยเฉพาะยิ่งถ้าโรงเรียนต่าง ๆ สามารถจับมือกับสโมสรฟุตบอลในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมกันสร้างห้องเรียนที่มีชีวิต ก็จะยิ่งช่วยเติมเต็มความฝันเด็ก ๆ ให้มองเห็นอาชีพที่เป็นไปได้จากสิ่งที่รัก แล้วยึดไว้เป็นเส้นทางเติบโตต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งฝันวัยเด็กเมื่อเติบโตขึ้น”
รศ.ดร.ซุกรี กล่าวว่า ในระยะยาวความร่วมมือที่แน่นแฟ้นทั้งจากภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และชุมชน จะเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนหลักสูตรจักรวาลฟุตบอล ในลักษณะของการเสริมพลังความแข็งแรงของปัจจัยแวดล้อมเดิม
“จากที่เรามักเห็นชินตาว่าสนามฟุตบอลสาธารณะหลาย ๆ แห่ง คือพื้นที่กลางซึ่งคนทั้งชุมชนมาใช้ด้วยกัน มีคนทุกช่วงวัย และมีเด็กทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบมาใช้พื้นที่และเวลาร่วมกัน ในความหมายนี้ สนามฟุตบอลเองก็คือพื้นที่เรียนรู้อยู่แล้ว ฉะนั้นหลักสูตรที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ความหมายของการเรียนรู้ยกระดับความสำคัญขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนเป็นวุฒิการศึกษา เป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพ หรือเป็นพื้นที่เปิดกว้างของโอกาส ที่เด็กแต่ละคนจะมาไขว่คว้าความฝัน มองหางานหาอาชีพได้ ตามเส้นทางของแต่ละคน”

ฟุตบอลช่วยรั้งเด็ก ๆ ไว้ไม่ให้หลุดไปจากรั้วโรงเรียน
ดร.มูฮัมมาดอัสมี อาบูบากา ผู้อำนวยการโรงเรียนพีระยานาวินคลองหินวิทยา จังหวัดปัตตานี เล่าถึงการใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือดึงเด็กไว้ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา โดยทำให้สนามฟุตบอลเป็นพื้นที่ของการรับรู้ว่า ถึงใครจะเรียนไม่เก่ง แต่เขาก็ยังมีตัวตนที่โรงเรียนได้
“เมื่อก่อนเรามีเด็กจำนวนมากที่หลุดออกไปด้วยสารพัดปัญหา แต่ส่วนใหญ่ที่เรารู้ คือไม่ใช่ทุกคนจะถนัดด้านวิชาการ บางคนเมื่อเรียนไม่ไหว ตามเพื่อนไม่ทัน ใจเขาก็ค่อย ๆ ห่างไปจากห้องเรียน หรือบ้างก็ออกห่างจากโรงเรียนไปเลย สิ่งที่เราจะใช้รับมือ จึงไม่ใช่การพยายามบังคับให้เด็กกลับมาเรียน …แต่เราต้องสร้างนิเวศใหม่ขึ้นมา โดยใช้ ‘สิ่งที่เขารักเป็นเครื่องนำทาง’ และหนึ่งในนั้นคือฟุตบอล

“เมื่อนั้นโรงเรียนก่อตั้ง ‘พีระยา ฟุตบอล อคาเดมี’ (Piraya Football Academy) ขึ้น เพื่อระดมความร่วมมือจากข้างนอกโรงเรียน มาช่วยยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เราเริ่มพัฒนาสนามฟุตบอล จัดหาผู้ฝึกสอน ปรับปรุงระบบพัฒนาเยาวชนให้ได้มาตรฐาน โดยยึดหลักของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เป็นของเด็กทุกคน”
ผอ.โรงเรียนพีระยานาวินคลองหินวิทยา ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงหลังการก่อตั้งพีระยา ฟุตบอล อคาเดมี ว่านักเรียนที่ถูกนิยามว่าเป็น ‘เด็กหลังห้อง’ ผู้สะสม 0 ร มส เต็มสมุดรายงานผล จนเกือบตัดสินใจแล้วว่าจะหันหลังให้การศึกษา หลายคนกลับมามีกำลังใจ ตามแก้ไขผลการเรียน และใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนไม่หนีไปไหน เพราะ ‘ใจอยู่กับฟุตบอล’
“เหมือนเรามีสนามบอลเป็นห้องเรียน มีลูกบอลเป็นสื่อการสอน เด็กที่เคยไม่ชอบเรียนหนังสือก็ปรับตัวอยู่ในโรงเรียนได้ดีขึ้น เริ่มรู้สึกมีเป้าหมาย มีตัวตน มีพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งพอเป็นอย่างนั้น ครูจึงค่อย ๆ แทรกเนื้อหาวิชาการในระดับที่เหมาะสมใส่เข้าไป จนพื้นนความรู้ของเด็กดีขึ้น อัตราคนหลุดกลางคันลดลง และมีเด็กเรียนจบตามเกณฑ์เพิ่มขึ้น”
ดร.มูฮัมมาดอัสมี พูดถึงการนำฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษา ว่า หัวใจของหลักสูตรจะต้องไม่มุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ หากคือมุ่ง ‘สร้างคน’ ให้เติบโตเป็นประชากรคุณภาพ มีทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต รู้จักระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถซึมซับได้ ผ่านทุกองค์ประกอบของฟุตบอล

ความรักและความสุข จุดเริ่มต้นเส้นทางสู่มืออาชีพ
‘จ่าเย็น’ มงคล ทศไกร อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นโค้ชและผู้ส่งต่อโอกาสให้กับเด็ก ๆ มากมายที่รักฟุตบอล สะท้อนประสบการณ์จากห้องเรียนสนามฟุตบอลว่า “ในบทเรียนของเด็กเล็ก ๆ ที่ใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้ พื้นที่ตรงนั้นจะต้องให้โอกาสลองผิดลองถูก ได้ค้นหาความสนใจความถนัดของตัวเอง และที่สำคัญคือการเรียนรู้ต้องดำเนินบนความสนุก ไม่กดดัน เด็ก ๆ ต้องได้พบเพื่อนใหม่ มีประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อที่ช่วงเวลาของการเริ่มต้น จะค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความรัก”
ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่ในทุกศาสตร์ ทุกสาขาอาชีพ ‘ความรัก’ จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีสมาธิจดจ่อ แล้วจึงต่อยอดเป็นความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองในทุกวัน แล้วถึงจุดนั้นการตื่นเช้า การฝึกหนัก หรือจะมีบททดสอบที่ยากขึ้นเท่าไหร่ เด็ก ๆ ก็จะพร้อมฝ่าฟันด้วยตัวของเขาเอง

“สิ่งที่ฟุตบอลสอนเรา คือทุกความสำเร็จ ทุกจุดหมายปลายทาง ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคและความลำบาก ยิ่งการจะยืนระยะเพื่อไปถึงเส้นทางอาชีพ เราต้องมีวินัยและอดทนทั้งในสนาม และต่อสิ่งยั่วยุมากมายที่เข้ามาในแต่ละช่วงการเติบโต”
จ่าเย็นเปรียบถึงการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพในทุกสายงาน ว่าไม่ต่างกับนักฟุตบอล ที่ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง กล้าชนอุปสรรค พร้อมเผชิญหน้ากับความคาดหวังและความกดดัน เพื่อผ่านบททดสอบสู่ความสำเร็จ
ในฐานะโค้ชหรือผู้ฝึกสอน จ่าเย็นกล่าวว่า “ความภูมิใจของเรา คือการเห็นเด็กคนหนึ่งสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ด้วยพลังใจ ด้วยความเชื่อในความฝัน แล้วเมื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาจะยังคงหล่อเลี้ยงความรักและความสุขเอาไว้ได้ ในการทำสิ่งที่ชอบที่สนใจต่อไป”

นักพากย์ขอบสนาม อีกเส้นทางหนึ่งของความรักที่มีต่อฟุตบอล
‘ชาร์ป’ ไพศาล อำไพกูลย์ นักพากย์ฟุตบอลเดินสาย ผู้เริ่มเส้นทางอาชีพด้วยความรักในฟุตบอล บอกว่าเขาเริ่มจากวัยเด็กที่เคยอยากเป็นนักฟุตบอลเหมือนเด็กคนอื่น แต่วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้จับไมค์ ชาร์ปก็ค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่เขา ‘รัก’ และ ‘ทำได้ดี’ กว่าการลงไปโลดแล่นในสนามฟุตบอล
“มันเริ่มขึ้นจากวันกีฬาสีที่โรงเรียน ผมเสนอตัวขอครูพากย์ฟุตบอล แล้วผมก็รู้ว่าตัวเองทำได้ และทำได้ดีมาก ๆ กว่าการลงไปเล่นฟุตบอล”
พอเจอเส้นทางที่ใช่ ชาร์ปเริ่มทุ่มเทเวลากับการลักจำจากนักพากย์รุ่นพี่ แล้วลองฝึกพากย์กับคลิปที่บ้าน พยายามหาสไตล์ของตัวเองจนพบ และจากแค่ในรั้วโรงเรียน ชาร์ปพาตัวเองไปเปิดหูเปิดตาลองพากย์ฟุตบอลในรายการแข่งขันของชุมชน ขยับสู่ระดับตำบล จนที่สุดก็ยึดอาชีพนักพากย์ฟุตบอลเดินสายพร้อมมีทีมงานไลฟ์มืออาชีพ ที่มีตารางงานแน่นเอียด กินพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี จนถึงนครปฐม

อย่างไรก็ตามในวัย 17 การมีอาชีพมีรายได้ก็แลกมาด้วยอนาคตทางการศึกษาที่ไม่แน่นอน เมื่อชาร์ปที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย แต่กลายเป็นเสาหลักครอบครัวไปแล้ว เขาเริ่มไปโรงเรียนน้อยลงจนเกือบจะหลุดออกมากลางคัน กระทั่งคุณครูสังเกตเห็น และชวนให้เข้าเรียนในรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ ของโรงเรียนพนมทวนชนูปถัมภ์ จากนั้นชาร์ปจึงพากย์บอลและเรียนหนังสือไปพร้อมกันได้ จนใกล้จะจบรับวุฒิ ม.6 ในอีกไม่นานนี้
“ผมรักฟุตบอล รักการพากย์ฟุตบอล แล้วก็อยากเรียนหนังสือให้จบด้วย ก็ดีใจครับที่โรงเรียนมีหลักสูตรที่ทำให้เราสามารถเรียนและทำงานไปด้วย แต่ส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ในบทเรียนของผม คุณครูเขาจะปรับเอาสิ่งที่เกี่ยวกับการพากย์ฟุตบอล ทั้งการใช้ภาษาหรือความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาใส่ไว้ด้วย นอกจากนี้บทเรียนที่ออกแบบมาสำหรับผมโดยเฉพาะ ยังทำให้เห็นว่าผมจะสามารถเติบโตไปบนเส้นทางที่ถนัดได้ยังไง มีงานพากย์หรืองานมีเดียรองรับแค่ไหน แล้วถ้าจะไปบนทางนั้น ผมยังต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง”
ชาร์ปขมวดสรุปว่า เรื่องราวของเขาอาจถือเป็นสาขาหนึ่งของ ‘หลักสูตรจักรวาลฟุตบอล’ ซึ่งแสดงให้เห็นอาชีพที่วนเวียนในวงจรฟุตบอล และรูปแบบการศึกษาที่สนับสนุนให้เขามีโอกาสเรียนจบเหมือนเพื่อน ๆ ด้วยรูปแบบการศึกษาที่สอดคล้องกับชีวิต
และนี่คือเรื่องราวการเปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นห้องเรียน ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นโดยใช้ฟุตบอลเป็นฐานเชื่อมองค์ความรู้ วุฒิการศึกษา ทักษะชีวิต และทักษะเฉพาะทางเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสของการเรียนรู้ตามความสนใจ ตามศักยภาพ และแตกแขนงออกไปได้เป็นเส้นทางสายอาชีพอีกไม่รู้จบ ด้วยจุดเริ่มต้นจาก …‘ความรักในฟุตบอล’
