7-7-7 ถอดรหัส ‘ท่าสะท้อนโมเดล’: เมื่อวิสาหกิจชุมชนลุกขึ้นมาจัดการเรียนรู้ คืนชีวิตเด็กนอกระบบด้วยเครือข่ายที่กินได้จริง

7-7-7 ถอดรหัส ‘ท่าสะท้อนโมเดล’: เมื่อวิสาหกิจชุมชนลุกขึ้นมาจัดการเรียนรู้ คืนชีวิตเด็กนอกระบบด้วยเครือข่ายที่กินได้จริง

นักเรียนในระบบการศึกษาโดยส่วนใหญ่จะจำได้ดีว่าในชีวิตการเรียนมีสิ่งที่เฝ้ารออย่างจดจ่ออยู่ 2 ครั้งต่อภาคการเรียน คือสิ่งที่เรียกว่าปิดเทอมเล็ก และปิดเทอมใหญ่ แต่สำหรับ ‘กิ๊บ’ ‘ตั๊บ’ ‘นนท์’ เยาวชนที่ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมีเรื่องสนุกรออยู่ในทุกๆ 7 วัน 

7-7-7 คือหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่แม้ผักจะไม่ได้โตใน 21 วัน แต่ ‘กิ๊บ’ ‘ตั๊บ’ ‘นนท์’ ต้องคอยสังเกตผักแปลงของตัวเอง ตั้งแต่ช่วง 7 วันแรกหลังเพาะเมล็ด 7 วันหลังต้นอ่อนงอก และ 7 วันสำหรับการประคับประคองผักให้แข็งแรงพอเพื่อย้ายลงกระถางและเติบโตจนขายได้ในอนาคต 

ภายใต้สีเขียวของใบผัก กลับมีสิ่งที่กำลังเติบโตไปพร้อมกันคือ ‘ความมั่นใจ’’ ของเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เคยถูกนิยามว่า ‘หลุดออกจากระบบ’ ‘มีปัญหาด้านพัฒนาการบกพร่อง’ 

ความมั่นใจนี้เกิดขึ้นได้จากการคณะทำงาน ‘วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด’ ที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่’ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 

ซึ่งความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด เอกชัย ทิพยวัลย์ หรือผู้ใหญ่เอก ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านท่าสะท้อน และเป็นหัวหน้าหน่วยการเรียนรู้ บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้วัดกันที่งบประมาณ แต่วัดที่ความเปลี่ยนแปลงของเด็ก อย่างกรณีน้องกิ๊บ เด็กที่เคยหลุดจากระบบ แต่ปัจจุบันสามารถฝึกงานในร้านขายสินค้ามือสองญี่ปุ่นจนไลฟ์สดขายของและมีรายได้เป็นของตัวเองได้ 

“เราพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ทำให้เห็นผ่านการปฏิบัติเช่น การใช้บ้านเด็กเป็นฐานการเรียนรู้ ให้เด็กดูแลกันเอง โดยมีคณะกรรมการเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ” ผู้ใหญ่เอกกล่าว 

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ และวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว ถ้าขาดการเชื่อมโยงระหว่าง วิสาหกิจชุมชน – ท้องถิ่น – นักวิชาการ และ สมัชชาการศึกษาที่สุราษฎร์ธานี กระบวนนี้จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามโครงการ แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งพอจะโอบอุ้มเด็กนอกระบบให้กลับมายืนได้อย่างมั่นใจในสังคมอีกครั้ง

‘ผู้ใหญ่เอก’ เอกชัย ทิพยวัลย์

ดึงออกมาจากบ้าน ให้ ‘รอด’

การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด สู่การเป็นหน่วยการเรียนรู้ มีที่มาจากการค้นพบปัญหาของเด็กในชุมชนที่ถูกมองข้ามจากคนส่วนใหญ่ ตามแนวคิดที่ว่าเด็กในวันนี้ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในชุมชนวันหน้า 

สุริยันต์ ชอบผล หรือกบ ประธานสภาองค์กรชุมชนท่าสะท้อนกล่าวว่าปัญหาเด็กหลุดระบบในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งการมั่วสุม น้ำกระท่อม หรือการใช้ชีวิตล่องลอยกลางคืน รวมถึงกลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางด้านพัฒนาการ เผชิญโรคซึมเศร้า มีภาวะโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD ก็ถูกขับออกจากระบบไม่ต่างกัน

พอติดน้ำกระท่อม ติดเพื่อน ก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่เด็กมีต่อครอบครัว ชุมชน และทำให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ติดขัด สมาธิสั้น เกิดภาวะออทิสติกเทียม ปัญหาที่กำลังขยายตัวในพื้นที่ชายขอบเมืองที่พ่อแม่เด็กต้องไปทำงาน ทิ้งเด็กไว้ในบ้าน

ในปีแรก โครงการเลยมุ่งเน้นไปที่การค้นหาและสร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่หมู่ที่ 1 ยันหมู่ที่ 7 ในตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

‘กบ’ สุริยันต์ ชอบผล

ซึ่งวิธีแรกๆ คือการดึงเด็กออกมาจากบ้าน ผ่าน ‘ทีมงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)’ โดยเฉพาะการเข้าหาเด็กที่ถูกละทิ้งอย่าง เด็กและเยาวชน ‘โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities : LD)’ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่าน เขียน คำนวณ ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ คนอื่นเข้าถึงไม่ได้ และพอคิดแบบนี้ เด็ก LD หลายคนจึงถูกทิ้งไว้ในบ้าน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมีจำนวนไม่พอและไม่รู้ต้องทำอย่างไรที่จะเข้าถึงเด็กได้ทุกคน

“พี่อยากให้เด็กหลุดพ้นจากครอบครัว หลายๆ ครอบครัวพ่อแม่เขาทำงาน ไม่ได้ดูแลลูก ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่ดี อย่างน้อยเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยเด็ก” สาว-อุบลรัตน์ เมฆไลย ผู้รับผิดชอบโครงการและคณะทำงานหมู่ 2 อธิบาย

การดึงเด็กออกจากบ้านจึงเป็นหนทางที่จะทำให้เด็ก ‘รอด’ จากความเสี่ยงที่จะตามมา

แค่นิ่งขึ้น ก็เปรียบดังการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

กิจกรรมที่เริ่มทำในช่วงแรกจึงมีทั้งนั่งสมาธิ ศึกษาดูงานนอกสถานที่ WorkShop จากสิ่งที่ต้องการ และได้ปลูกผักแบบหลักสูตรชาวบ้าน 7-7-7 

การที่ผู้ใหญ่เอก และคณะทำงานวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ชวนเยาวชนมาปลูกผัก ทำฟาร์ม อาจดูเหมือนการฝึกแรงงานภาคเกษตรทั่วไป แต่ในความจริง นี่คือภาพหนึ่งของการสร้างคุณค่าในตัวเอง ที่สามารถเปลี่ยนสถานะของเด็กจากผู้รอความช่วยเหลือ ให้กลายเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพได้เหมือนกัน

“การปลูกผักไม่ใช่เรื่องง่าย”

 โรจน์–วโรจน์ สกุลโต นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ปรึกษาของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด เล่าเพิ่มเติมว่า การปลูกผักต้องใช้ทั้งความพยายาม ความอดทน และความรู้ประสานกัน 

‘โรจน์’ วโรจน์ สกุลโต

“เมล็ดผักเล็กมาก ตอนเพาะลงถาดเพาะต้องใจเย็น ดูหัวดูท้าย ดูค่ากรดของน้ำ ดูปริมาณปุ๋ยน้ำ วันไหนแดดดีต้นก็จะยืดออก แต่ก็ไม่ใช่ว่าให้เอาเมล็ดไปโดนแดดตรงๆ ไม่งั้นผักจะไม่สวย หรือแม้แต่การย้ายลงกระถางใหญ่ก็ต้องดูให้ดี ช่วงเวลาการตัดผักก็ต้องคำนวณว่าช่วงไหนผักจะไม่ขม” โรจน์กล่าว 

เล็ก จันทิมา อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะทำงานหมู่ 1 บ้านนาค้อ เสริมเข้ามาว่าทุกช่วงเวลาของการปลูกผักสำคัญหมด ถ้าไม่เอาใจใส่ผักจะตายได้ง่ายๆ 

กิจกรรมการปลูกผักต้องใช้ความอดทนสูง แต่ สาว กลับบอกว่าเด็กๆ ตั้งใจเกินกว่าที่คาดหวังไว้ 

“เด็กๆ ที่ดูไม่ฟังใคร ดูซนและวุ่นวายเกือบตลอดเวลาของการทำกิจกรรม หรือบางคนเป็น LD ต้องคอยจับให้เขาอยู่นิ่งๆ ตลอด พอถึงช่วงเวลาหยอดเมล็ดลงแปลงผัก ทุกคนเงียบกันหมด ไม่มีใครพูด เขาตั้งใจกันมาจริงๆ” สาวกล่าว 

‘เล็ก’ จันทิมา อิศรางกูร ณ อยุธยา

“ไฮโดรโปนิกส์มันมีระบบของมัน มีรอบการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน และที่สำคัญคือเรามีตลาดรองรับที่แน่นอนเมื่อเด็กเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันไปปรากฏอยู่บนแผงในตลาด เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีตัวตนในสังคมขึ้นมาทันที มันไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่มันคือการฝึกความรับผิดชอบและการวางแผนธุรกิจ” โรจน์กล่าว 

จากจุดตั้งต้นเดิมที่หน่วยการเรียนรู้อยากให้เด็กมีอาชีพด้วยการปลูกผักไฮโดรฯ ขาย แต่ ณ ปัจจุบัน การปลูกผักได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ความรู้แบบไม่รู้ตัว 

“เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่กับป่ายาง กับสวนผัก แต่เขาไม่เคยหันมาสนใจจริงจัง อีกอย่างมันเป็นการปฏิบัติที่ส่งผลได้จริง ขายได้จริง แปลงผักไฮโดรฯ ก็เลยเป็นหนึ่งในกิจกรรม เหมือนกับที่เราเรียนวิธีว่ายน้ำบนบก ถ้าไม่เห็นของจริง ไม่ลงน้ำจริง มันก็ทำไม่เป็น แต่พอเขาได้ลงมือทำบ่อยๆ มันเกิดความชำนาญ ความเคยชิน เขาก็สามารถทำเองได้” ผู้ใหญ่เอกกล่าว 

จุดเด่นที่ทำให้เด็กในโครงการนี้เห็นความหวัง คือการเชื่อมโยงกับตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพราะคณะทำงานได้ดีลกับภาคเอกชน ดีลกับตลาดเพื่อรับซื้อผลิตภัณฑ์ของเด็กอยู่แล้ว 

“เราไม่ได้ให้เด็กปลูกผักไปวันๆ แต่วางแผนตลาดไว้ให้หมดแล้ว ขอแค่เด็กทำจริง ตลาดรอบๆ อำเภอนี้ยินดีรับผลผลิตทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าอาชีพที่พวกเขากำลังฝึกอยู่เลี้ยงชีวิตได้จริง”

กระบวนการการปลูกผักตั้งแต่การหยอดเมล็ดเล็กๆ ลงแปลงเพาะ ได้เติมน้ำ เติมปุ๋ย ได้เฝ้ามองการเจริญเติบโตของแปลงผักนี้ ทำให้เด็กบางคน ‘นิ่งขึ้น’ ซึ่งสำหรับหน่วยการเรียนรู้รู้ดีว่าการนิ่งขึ้น มันจะได้สร้างการเปลี่ยนแปลงของตัวเด็กแล้ว โดยเฉพาะกับเด็ก LD ที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้

พาไปดู ให้รู้ ให้เห็น

เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 2 ของโครงการ กระบวนการทำงานของหน่วย ABE ท่าสะท้อนมีความเข้มข้นขึ้น ผู้ใหญ่เอกเล่าว่าเป้าหมายหลักคือการพาเด็กออกไปเห็นโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

“เรามองว่าเด็กกลุ่มนี้ขาดโอกาส สิ่งที่เราเติมเข้ามาคือการพาเขาออกไปศึกษาดูงานข้างนอก พัฒนาทักษะให้เขาเห็นไอเดียใหม่ๆ เช่น การไปดูงานกะลาเงินล้านที่พัทลุง เพื่อให้เห็นว่าของเหลือใช้ก็สร้างมูลค่าได้ หรือไปดูไร่นมัสการที่ปลูกกล้วยหอมจนสร้างรายได้หลักแสน เพื่อให้เด็กเห็นว่างานเกษตรก็เป็นอาชีพที่มั่นคงได้โดยไม่ต้องเป็นลูกจ้าง”

โรจน์ ย้ำถึงความสำคัญของการพาเด็กไปดูงาน ‘กะลาเงินล้าน’ ที่พัทลุง และการทำเกษตรแบบมืออาชีพที่เกาะสมุย

“เราสอดแทรกการพาไปข้างนอก เพื่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ให้เขาเห็นว่าอาชีพเกษตรสามารถสร้างเงินได้จริงโดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างเขาอย่างเดียว” 

เป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การมีอาชีพติดตัว แต่คือการทำให้เด็ก ‘รู้สา’ ซึ่งเป็นคำในภาษาใต้ที่หมายถึงการรู้ความ รับผิดชอบตัวเองได้ และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ 

“น้องเขาภูมิใจในตัวเองว่าเขาสามารถหาเงินได้เองแล้วนะ ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่แล้ว มันคือการสร้างโอกาสที่กินได้จริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ” โรนจ์ อธิบาย 

นอกจากความภูมิใจ เด็กเยาวชนยังได้โชว์ศักยภาพของตัวเองแบบที่ไม่ได้อคติมาปิดบัง 

ผู้ใหญ่เอกเล่าว่าที่ผ่านมามีเด็กคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการพูด ไม่เข้าสังคม และขี้อาย แต่เด็กคนนั้นสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองการปลูกผัก จากงานการประชุมวิชาการระดับชาติ ขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 46 สิ่งนี้ทำให้หน่วยการเรียนรู้ภูมิใจมาก 

“จากคนที่พ่อแม่ไม่คิดว่าจะรอด ตอนนี้ได้รางวัล ทุกคนชื่นชม มีภาพติดไว้ที่ศาลา กล้าพูด กล้าคุยมากขึ้น ได้กลับมามีที่เรียนอีกครั้ง ผมภูมิใจมากเลย” ผู้ใหญ่เอกกล่าว 

คอนเนค เข้าใจ และมองเป้าหมายในทางเดียวกัน

กบ บอกว่ารางวัลการปลูกผักของเด็ก เป็นสิ่งนี้เล็กๆ ที่สำคัญในแง่ของการทำงานของหน่วยการเรียนรู้อย่างมาก

“ทำงานกับเด็กยากนะ และท้อด้วย บางคนก็มีงานหลายบทบาททั้ง อสม. ทั้งคณะกรรมการชุมชน ไหนจะอาชีพของตัวเอง แล้วพวกเขาก็เข้ามาเป็นทีมพี่เลี้ยงด้วย พอเด็กคนนั้นได้รางวัล เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กว่าสิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า มันรู้สึกดีมากเลยว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” กบ กล่าว

หัวใจสำคัญที่ทำให้หน่วยเรียนรู้ท่าสะท้อนเดินหน้าได้โดยไม่สะดุด คือการออกแบบ ‘ทีมงาน’ ที่เข้าใจกันและกัน ผู้ใหญ่เอกอธิบายว่า คณะทำงานของหน่วยเรียนรู้มีตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาที่มีใจอยากช่วยเด็ก มีทีมอสม. ที่มีข้อมูลพื้นฐานแต่ละครอบครัว มีหน่วยงานข้างนอกเข้ามามีส่วนร่วม และภาคีการศึกษาที่ทั่วถึงทั้งจังหวัด

“อย่างโรจน์ ตอนแรกเขาไม่ได้มาทำงานกับเรานะ เป็นแค่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร แต่พอเราวางแผนว่าจะมีการปลูกผักเลยต้องใช้ความรู้เชิงวิชาการ เราก็ไปคุยไปดีลกับเขา ซึ่งพอเห็นความเป็นไปได้เขาก็เลยเข้ามาช่วยหน่วยการเรียนรู้แบบเต็มตัว ต้องขอบคุณเขาสำหรับงานเอกสาร การเติมเต็มองค์ความรู้แบบที่ชาวบ้านไม่ค่อยรู้” ผู้ใหญ่เอกกล่าว 

ผู้ใหญ่เอกย้ำว่า การจะดึงภาคีอย่างเกษตรจังหวัด, ประมง หรือ ปศุสัตว์ เข้ามาช่วยได้นั้น ต้องสร้างความไว้วางใจล่วงหน้า

“เราทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว เราช่วยงานหน่วยงานต่างๆ ก่อน เมื่อเขามีความเชื่อถือในตัวเรา พอเราทำเรื่องเด็ก เขาก็ยินดีเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เป็นวิทยากรให้ สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้เขาเห็นว่าเขาเข้ามาแล้วได้อะไร อย่างน้อยคือภาพความสำเร็จที่ส่งผลต่อเด็กจริงๆ และการยกย่องขอบคุณให้เขามีตัวตนในผลงานนั้นด้วย” 

เช่นเดียวกับงานเรื่องกระบวนการองค์ความรู้ ก็มีโรจน์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ที่เข้ามาเติมเต็มในส่วนของงานวิชาการและงานเอกสารที่ซับซ้อน ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของคนทำงานในพื้นที่

“งานเอกสารของ กสศ. มีระบบชัดเจน งานเอกสารก็สำคัญมากต่อการดำเนินโครงการ ผมจึงเข้ามาช่วยงานตรงนี้ ในขณะที่ผู้ใหญ่เอกและพี่กบจะเป็นฝ่ายปฏิบัติการที่เข้าถึงตัวเด็กและชุมชนได้จริง”

นอกจากนี้ การแบ่งบทบาทหน้าที่ยังกระจายลงไปตามหมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการดูแลเด็กในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด หากใครคนใดคนหนึ่งติดภารกิจ ก็จะมีคนสำรองที่ถูกบ่มเพาะผ่านการร่วมกิจกรรมมาแทนที่ได้ทันที ทำให้งานไม่หยุดชะงัก

ผู้ใหญ่เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า มีทีมทำงานหลายคนที่ขอออกจากหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการออกในลักษณะที่กลับไปจัดการภาระหน้าที่ของตัวเอง เพราะทุกคนมีบทบาทในชุมชนต่างกัน 

“คนที่ออกไปหลักๆ คือกลับไปจัดการตัวเอง ไม่ได้ออกเพราะไม่อยากทำ เช่น คนนี้ทำสวนยาง ตัวเขาก็เป็นกรรมการหมู่บ้าน แล้วก็เป็นคนทำงานก็หน่วยการเรียนด้วย ภาระเขาเยอะ เลยขอออกไปจัดการดีกว่า แต่เขาก็ยังกลับมาเข้าหน่วยเป็นคณะทำงานได้ หรือตอนที่มีกิจกรรมถ้าเขาว่างเราก็เชิญมาเหมือนเดิม ส่วนใหญ่ก็คนรู้จักกันทั้งนั้น” 

ผู้ใหญ่เอกกล่าวเพิ่มเติมว่า หากทีมทำงานคนใดคนนึงหายไป ไม่ค่อยส่งกระทบต่อการทำงาน เพราะทุกคนรับรู้ว่าเป้าหมายของทีมคืออะไร ใครทำอะไรตรงไหนอยู่ แล้วมีคนที่พร้อมจะเข้ามาทำงานแทนด้วยกัน

“เวลาเราเสร็จจากกิจกรรม เราก็จะนัดกรรมการมาประชุมอีกครั้งเพื่อสรุปโครงการหรือสรุปกิจกรรมที่เราทำ เราก็จะเรียกสรุปว่าผลที่กิจกรรมวันนี้มีปัญหาเรื่องอุปสรรคอะไรบ้าง น้องคนไหนเป็นยังไงก็พยายามพูดคุยกับกรรมการว่าถ้าคนนี้เราพยายามอย่าไปพูดปมด้อยเขา เราพยายามทำความเข้าใจให้กับคนทำงานด้วยว่ามันจะไม่เหมือนเราทุกคน กรรมการแต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้นเราพยายามทำความรู้ความเข้าใจให้เหมือนกัน ไปในทิศทางเดียวกัน” 

และไม่ใช่แค่เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ คณะทำงานก็ได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน 

“คำว่าล้มเหลวในนิยามของผม ไม่ใช่เด็กหนีไปติดคุกเพราะนั่นคือพฤติกรรมเขา แต่ล้มเหลวคือการที่เด็กมาร่วมกิจกรรมกับเราแล้วเขายังอยู่กับที่ ไม่มีการพัฒนา” ผู้ใหญ่เอกกล่าว 

ความแข็งแกร่งของท่าสะท้อนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ ‘สมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานี’ ซึ่งถือเป็นจังหวัดต้นแบบที่ขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นระบบ 

ในระดับนโยบาย สุราษฎร์ธานีใช้กลไก Thailand Zero Dropout (TZD) ซึ่งเชื่อมโยงกับหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่’ (Area-based Education : ABE) เป็นการเรียนรู้ระดับท้องถิ่น 

ไม่ว่าเป็น ผู้ใหญ่เอกและกบ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้นำชุมชน แต่ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้จัดการเรียนรู้’ ที่ใช้ทุนทางสังคมและคอนเนคชั่นส่วนตัวดึงหน่วยงานประมง เกษตร และปศุสัตว์เข้ามาเป็นพวก จนมาเจอกับโรจน์ จากสำนักงานเกษตรจังหวัดเข้ามาเติมเต็มงานจัดการและเอกสาร เพื่อให้คนหน้างานเดินได้อย่างคล่องตัว รวมถึงมีทีมทำงานที่เข้าใจกันและกัน อย่างคนในชุมชน แม่ๆ อสม. ที่มีข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน

ความพิเศษของที่นี่คือการไม่ได้มองว่าปัญหาเด็กนอกระบบเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ ‘ภารกิจร่วม’ ที่เชื่อมโยงทั้งพื้นที่และนโยบายเข้าด้วยกัน