เวลาเด็กสักคนรับผิดชอบตัวเองได้ รู้ว่าอะไรควรไม่ควร คนใต้จะบอกว่าเด็กคนนี้ ‘รู้สา’
ซึ่งสำหรับคณะทำงานของ ‘วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด’ การที่เด็กไม่ไปเรียน อยู่ติดบ้าน คือ สัญญาณที่กำลังบอกว่าเด็กคนนี้อยู่ห่างไกลจากคำนี้
ถึงหัวเรือใหญ่ของหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของ กสศ. แห่งนี้ จะเป็น ‘ผู้ใหญ่เอก’ หรือ ‘เอกชัย ทิพยวัลย์’ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านท่าสะท้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานกันแค่ในพื้นที่หมู่บ้านของตัวเอง เพราะคนทำงานของที่นี่มารวมตัวกันตั้งแต่หมู่ที่ 1 ยันหมู่ที่ 7 ในตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
และ 1 ในนั้น คือ ‘ทีมงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)’ ที่เป็นมากกว่ากลไกด้านสุขภาพ เพราะยังเป็นด่านหน้าของการสังเกตสัญญาณเล็กๆ ที่อาจบอกว่าเด็กคนหนึ่งกำลังต้องการใครสักคนยื่นมือเข้าไปหา
“เด็กหลายคนเขาก็เหมือนลูกเรานั่นแหละ ไปโรงเรียน พอว่างกลับมาไม่ช่วยงานพ่อแม่ อยู่แต่ในห้อง เล่นโทรศัพท์ เล่นเกม ตอนเรามองหาเด็กเราก็คิดไปด้วยว่า จะหาวิธีไหนที่ทำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลุกขึ้นมาช่วยเหลือพ่อแม่บ้าง เพราะเวลาลูกเราไม่ช่วย เราก็หนักใจ ตอนเด็กเรานึกถึงพ่อแม่ ช่วยพ่อแม่เพราะกลัวเขาลำบาก แล้วทำไมลูกๆ เราถึงไม่นึกถึงเราบ้าง”แอน-สุติมา ริยาพันธ์ คณะทำงานจากหมู่ 7 กล่าว
เสียงของแอนไม่ได้เป็นเพียงความห่วงใยในฐานะคนทำงาน แต่เป็นความรู้สึกของคนในชุมชนที่มองเห็นเด็กคนหนึ่งด้วยสายตาเดียวกับที่มองลูกของตัวเอง
เด็กส่วนมากที่อยู่ติดบ้าน ไม่ได้เรียนหนังสือ เวลาพ่อแม่ออกไปทำงานด้านการเกษตร ไปทำงานรับจ้าง ก็จะอยู่บ้านเพียงลำพัง ทำให้เกิดปัญหาติดมือถือ ติดเกม บางคนเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนเพียงลำพัง บางคนก็ชวนเพื่อนมาเล่นเกมด้วย ดึกๆ ดื่นๆ ก็จะต้มน้ำกระท่อมดื่มกัน
พอติดน้ำกระท่อม ติดเพื่อน ก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่เด็กมีต่อครอบครัว ชุมชน และทำให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ติดขัด สมาธิสั้น เกิดภาวะออทิสติกเทียม ปัญหาที่กำลังขยายตัวในพื้นที่ชายขอบเมืองที่พ่อแม่เด็กต้องไปทำงาน ทิ้งเด็กไว้ในบ้าน
นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่ได้ไปเรียนและอยู่ติดบ้าน เพราะเป็น ‘โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities : LD)’ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่าน เขียน คำนวณ ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ คนอื่นเข้าถึงไม่ได้ และพอคิดแบบนี้ เด็ก LD หลายคนจึงถูกทิ้งไว้ในบ้าน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมีจำนวนไม่พอและไม่รู้ต้องทำอย่างไรที่จะเข้าถึงเด็กได้ทุกคน
การที่ทีม อสม. เดินเข้าไปดึงเด็ก LD ออกมาทำกิจกรรมในพื้นที่ของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด สอนปลูกผักจนทำให้สมาธินิ่งขึ้น จึงเป็นกระบวนการที่หน่วยงานใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขยังเข้าไม่ถึง
“พี่อยากให้เด็กหลุดพ้นจากครอบครัว หลายๆ ครอบครัวพ่อแม่เขาทำงาน ไม่ได้ดูแลลูก ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่ดี อย่างน้อยเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยเด็ก” สาว-อุบลรัตน์ เมฆไลย ผู้รับผิดชอบโครงการและคณะทำงานหมู่ 2 อธิบาย
การดึงเด็กออกจากบ้านจึงเป็นหนทางที่จะทำให้เด็ก ‘รอด’ จากความเสี่ยงที่จะตามมา

“ส่วนมากคนในตำบลนี้เป็นญาติกันหมดเลย เราก็จะรู้กันว่าคนนี้มีลูกไม่ได้เรียนหนังสือนะ พอรู้เราก็จะนัดกรรมการเพื่อลงไปบ้านนั้นด้วยกัน ส่วนมากพี่จะดึงพี่คนนี้ไป” สาว-อุบลรัตน์ เมฆไลย ผู้รับผิดชอบโครงการและคณะทำงานหมู่ 2 บ้านบ่อกรัง เล่าพร้อมชี้ไปทาง รา-ชนากานต์ สุวรรณภักดี คณะทำงานหมู่ 3 บ้านท่าสะท้อน
พี่สาวอธิบายว่า การตรวจสอบว่าบ้านหลังไหนมีเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เพราะคนในตำบลนี้ส่วนมากเป็นญาติกัน มีอะไรก็เล่าสู่กันฟัง และยิ่งสวมหมวก อสม. พ่วงตำแหน่งอื่นๆ ในชุมชน จึงไม่แปลกที่จะรับรู้ความเป็นไปของแต่ละครัวเรือน
“เด็กหมู่ 1 ถือว่าเป็นลูกเป็นหลานเราหมดเลย เพราะพี่อยู่หมู่ 1 ตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้เราอายุเยอะ พ่อแม่ของเด็กในหมู่ 1 ก็เหมือนเป็นหลานเรา แล้วเราก็เป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน เป็น อสม. ทำงานหลายตำแหน่ง พ่อแม่ของเด็กก็เห็นว่าให้เด็กมากับเราได้ พอเราลงพื้นที่ไปคุย พ่อแม่เด็กก็บอกว่าให้เอาไปเลย เด็กจะได้รู้สา” เล็ก-จันทิมา อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะทำงานหมู่ 1 บ้านนาค้อ เล่าให้ฟัง
คำว่า ‘รู้สา’ ในภาษาใต้ แปลว่า รู้เรื่องรู้ราว รู้ความ การที่พ่อแม่ของเด็กปล่อยให้เด็กมาอยู่กับกลุ่มจึงแปลว่า พ่อแม่ของเด็กไว้ใจให้กลุ่มดูแลลูกตัวเอง และเชื่อว่ากลุ่มจะสามารถทำให้ลูกของตนพัฒนาขึ้นได้ ซึ่งพี่เล็กเสริมว่าพ่อแม่บางคนที่ปล่อยลูกให้มาร่วมโครงการเป็นเพราะไม่มีเวลาดูแลลูกตัวเอง ต้องออกไปทำงาน ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านโดยลำพัง ทำให้เด็กบางคนติดบ้าน ติดมือถือ ติดเกม
ซึ่งหากชวนแล้ว บอกพ่อแม่แล้ว แต่เด็กไม่ยอมมา ทีม อสม. ก็จะไม่ทิ้งเด็ก จะตามไปชวนอีกรอบ บางครั้งก็ต้องขอให้พ่อแม่มาส่ง หรือบางครั้งพี่สาวก็จะขับรถกระบะไปรับเด็กถึงบ้าน
“ส่วนมากเด็กที่ไม่มา เขามีปัญหาเรื่องการเดินทางด้วย เพราะสถานะทางบ้านยากจน บ้านมีมอเตอร์ไซต์แค่คันเดียว แม่ก็ต้องขี่ไปทำงาน เด็กก็ไปไหนไม่ได้ พี่ก็เลยไปรับมาเลยไง” พี่สาวเล่าพร้อมหัวเราะ
นนท์ วัย 26 ปีที่กำลังจะขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงของกลุ่มก็เคยปฏิเสธการเข้าโครงการ เพราะกังวลว่าความพิการของตัวเองจะส่งผลต่อการเดินทางมาร่วมกิจกรรม และกลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระ แต่เพราะผู้ใหญ่เอกและทีมงานช่วยกันโน้มน้าวให้ลองมาดูก่อน นนท์จึงได้มาร่วมกิจกรรม
“ตอนแรกไม่อยากมา ผมบอกผู้ใหญ่ว่าอย่าดีกว่า เพราะจะเป็นภาระคนอื่นผู้ใหญ่บอกไม่เป็นไร ให้มาค่อยๆ พัฒนาตัวเอง ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนเป็นกันเอง พอได้มาก็ได้เจอผู้คน ทำให้กล้าแสดงความคิดเห็น” นนท์กล่าว
การมาทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ ทำให้จากเดิมที่อยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน นนท์ในตอนนี้ก็มีทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันและเพื่อนรุ่นน้อง มีเงินเดือนจากการได้ไปทำงานในโรงงานในตำแหน่งประสานงานที่จะมีผู้ใหญ่เอกเป็นคนเซ็นเอกสารรับรองให้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือให้เกิดการจัดกิจกรรมในกลุ่มเยาวชน และมีธุรกิจขนส่งเล็กๆ ในชุมชนของตัวเอง

สิ่งที่คณะทำงานของท่าสะท้อนอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก คือ เด็กดูแลตัวเองได้และมีสังคม แต่เด็กแต่ละคนมีเรื่องราว มีอุปนิสัย และความสนใจที่แตกต่างกันไป การทำให้เด็กเปิดใจ ยอมมาทำกิจกรรมบ่อยๆ จึงต้องใช้เวลา ซึ่งตัวคณะทำงานเองก็ต้องสังเกตด้วยว่า เด็กมีความสนใจหรือทักษะอะไรติดตัวมาบ้างหรือเปล่า หรือมีเรื่องไหนที่สามารถส่งเสริมให้เขาพัฒนาตัวเองได้เลยทันที
แต่ก่อนที่จะรู้ว่าเด็กสนใจอะไร มีทักษะด้านไหน จะต้องชวนเด็กมาร่วมกิจกรรมให้ได้ก่อน ซึ่งเคล็ดลับในการดึงเด็กมาที่ผู้ใหญ่เอกเฉลยให้ฟัง คือ การให้ค่าเดินทาง
“ตอนแรกๆ เด็กที่มาเขาไม่เต็มใจมาหรอก แต่พี่ไปบอกว่า น้องมาเถอะ มีค่าเดินทางให้นะ สำหรับเด็กบางคนเงิน 100 บาท มันเยอะ เขาเลยมาเพราะเขาจะได้เงินค่าเดินทาง แต่พอเขามา ได้สัมผัสกับกิจกรรม กับพวกผู้ใหญ่ กับพวกพี่เลี้ยง แล้วประทับใจ เขาก็มาเรื่อยๆ” พี่สาวอธิบาย
เงินค่าเดินทางจึงเป็นก้าวแรกในการพาเด็กเขามาในพื้นที่โครงการ แต่สิ่งที่จะทำให้เด็กมาอย่างต่อเนื่อง สนุกกับการทำกิจกรรม คือ การทำให้เด็กรู้สึกว่าการมาที่นี่ทำให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้พัฒนาตัวเองอย่างอิสระ และทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการติดเกม ติดเพื่อน ติดเที่ยว
ซึ่งเรื่องที่เด็กสามารถพัฒนาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ด้านวิชาการ หรือทักษะในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถเป็นเรื่องทั่วไปอย่างการดูแลเนื้อตัวให้สะอาด
“เด็กบางคนเขาไม่สนใจตัวเอง ไม่อาบน้ำสระผม”
พี่เล็กเล่าว่า เมื่อก่อนเวลาน้องฝน (นามสมมติ) มาร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม น้องจะมีกลิ่นตัว พอถามว่าอาบน้ำหรือยัง น้องฝนมักจะตอบว่าอาบแล้วเสมอ พี่เล็กจึงบอกให้พี่สาวพาน้องฝนไปร้านเสริมสวย โดยให้น้องฝนเลือกได้เลยว่าอยากทำอะไร พี่สาวจะเป็นคนจ่ายให้
แน่นอนว่าน้องฝนเลือกที่จะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สระ ซอย ทรีตเมนต์ และทำให้น้องฝนรู้สึกชอบ ดีใจ และสนิทใจกับกลุ่มมากขึ้น
“เดี๋ยวนี้พอเจอน้องพี่จะถามว่าสบู่ที่ให้ไปหมดหรือยัง วันนั้นน้องตอบว่ายังไม่หมด พี่เลยพูดว่าไม่อาบน้ำอีกน่ะสิเลยไม่หมด แต่น้องบอกว่า หลังจากวันนั้นมีครู กศน. ให้บ้าง แล้วน้องซื้อเองบ้าง มันก็แปลว่าเขาหันมาดูแลตัวเองแล้ว” พี่สาวเล่าเสริม

ทีม อสม. อยากให้พื้นที่กิจกรรมตรงนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กอยากออกจากบ้านมาหา มาทำกิจกรรม ซึ่งพอถามว่าพื้นที่ปลอดภัยคือพื้นที่แบบไหน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตรงไหนก็ได้ที่อยู่แล้วสบายใจ ผ่อนคลาย พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง
ซึ่ง 1 ในเคล็ดลับที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย กล้าพูดคุย คือ ต้องพูดดีๆ กับเด็ก ไม่เหมือนกับบางบ้านที่พูดจาไม่เพราะกับลูก
“เทคนิคการพูดกับเด็กก็สำคัญ แทนที่จะถามเด็กว่า ‘ไปไหน๊ (เสียงดัง ห้วน)’ ก็ให้พูดว่า ‘จะไปไหนเหรอลูก (น้ำเสียงนุ่มนวล)’” พี่เล็กยกตัวอย่าง
ทั้งพี่แอนและพี่สาวอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่แต่ละบ้านพูดห้วน สั้น ไม่เพราะ ไม่มีหางเสียง บางครั้งไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เป็นแค่วิธีการพูดแบบ ‘คนบ้านเรา’ อย่างที่เราเคยเห็นมุกตลกว่าคนใต้นั่งรถไฟสวนกันก็คุยรู้เรื่อง
“เราพูดกับน้องเพราะ เรียกเขา น้องอย่างนู้น น้องอย่างนี้ เราก็เข้าใจนะว่าบางบ้านเขาพูดไม่เพราะ แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับลูกเขา” พี่สาวกล่าว
พอวิธีการพูดแตกต่างกับที่บ้าน เด็กก็จะรู้สึกว่าผู้ใหญ่ที่นี่ไม่น่ากลัว และทำให้เปิดใจพูดคุย ปรึกษาในเรื่องที่เขาอาจไม่เคยคุยกับคนที่บ้านมาก่อน
ซึ่งในตอนนี้ ทีม อสม. หลายคนก็ถูกเด็กๆ เปลี่ยนวิธีเรียก จากเดิมเป็นป้า เป็นน้า ด้วยอายุที่ห่างกันมาก เป็นพี่ หรือไม่ก็แม่ เพราะเด็กๆ รู้สึกสนิทสนมมากขึ้น และรู้สึกว่าคณะทำงานของที่นี่เป็นกันเอง

“พี่อยากให้เด็กหลุดพ้นจากครอบครัว”
นอกจากวัตถุประสงค์ของโครงการแล้ว พี่สาวมีเป้าหมายของตัวเองเป็นการช่วยเหลือให้เด็กออกมาจากสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่ไม่ปลอดภัย โดยยกตัวอย่างเป็นกรณีลูกของเหลนของพี่เล็ก
“หลายครอบครัวที่พี่เห็นไม่ค่อยโอเค ไม่ใส่ใจลูก เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนนิสัยเด็ก อย่างเคสหลานของพี่เขา พี่ก็อยากดึงออกมา เพราะลักษณะบ้านเขาไม่ปลอดภัย”
บ้านของเหลนพี่เล็ก มีลักษณะเป็นห้องโถงกว้างที่นอนรวมกัน และกั้นโซนครัวไว้เล็กน้อย ซึ่งลูกๆ 4-5 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่ในตอนนี้ลูกสาวคนโตของบ้านพาแฟนเข้าบ้าน เวลาคนแม่ออกไปทำงานรับจ้างจึงเป็นกังวลอยู่เสมอ กลัวว่าลูกตัวเองจะไม่ปลอดภัย
หากดึงออกมาร่วมกิจกรรมบ่อยๆ ได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
“แม่เขาทำงานรับจ้างเสิร์ฟอาหารเวลามีงาน มีโต๊ะจีน แล้วที่บ้านเขาไม่ปลอดภัยเพราะมีลูกเขยอยู่ พอลูกคนพี่มาร่วมกิจกรรมกับเรา เขาก็อยากให้คนน้องมาด้วย จะได้ไปทำงานแบบโล่งอก” นิด-นิตยา ศักดา คณะทำงานหมู่ 5 บ้านเขาพลู เสริม
บ้านที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กด้วยเช่นกัน เพราะครั้งแรกที่พี่เล็กเข้าไปคุยกับเด็กในบ้านนี้ เด็กจะไม่ค่อยพูดค่อยจา ก้มหน้า ไม่ร่าเริง แต่หลังจากมาร่วมกิจกรรม พฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไป กล้าพูด กล้าแสดงออก และแสดงความต้องการว่าอยากออกมาอยู่ข้างนอก
“ตอนที่ไปทัศนศึกษาที่เกาะสมุย เราก็ถามเด็กๆ ว่าใครอยากมาเรียนที่นี่บ้าง เขาก็บอกว่าอยากมา แต่อายุเขาไม่ถึง น้องเขาอยากออกมาอยู่ข้างนอก พี่เลยอยากสนับสนุนเขา อยากดึงเขาออกมา” พี่สาวเสริม

สำหรับพี่นิด ความคาดหวังจากการลงมาคลุกคลีกับเด็ก คือ อยากให้เด็กในพื้นที่เรียนจบ มีงานทำ และอยู่ในสังคมได้ เพราะเด็กหลายคนที่นี่ก่อนจะมาเข้าร่วมโครงการ ถ้าไม่อยู่บ้านว่างๆ ไม่ทำอะไร ไม่ช่วยงานพ่อแม่ ก็ติดเกม ติดเพื่อน บางคนก็ลองสารเสพติดอย่างน้ำกระท่อม เพราะเพื่อนชวน
“เราไม่รู้ว่าพ่อแม่จะเลี้ยงดูเขาได้ถึงไหน ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต่อไปชีวิตเขาลำบากแน่ แล้วถ้าเขาอยู่คนเดียว ไม่มีสังคม มันก็ไม่ได้ คนเราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ แต่พอเขาออกมาอยู่ตรงนี้ เขาเริ่มมีสังคม” พี่นิดกล่าว
ตั๊บ วัย 15 ปี เป็นเด็กคนหนึ่งที่พี่นิดบอกว่า พอมาอยู่ด้วยกัน พฤติกรรมก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ด้วยฐานะทางบ้านและพฤติกรรมที่ถูกบอกว่าเกเร ไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำให้ตั๊บหลุดออกจากระบบตอนประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งในช่วงแรกที่หลุดระบบออกมา หากไม่ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ตั๊บก็จะเล่นเกมทั้งวันทั้งคืน
ตั๊บรู้จักกลุ่มนี้ เพราะพี่ชายของตั๊บเองก็อยู่ในโครงการนี้เช่นกัน และกิ๊บ เด็กในโครงการรุ่นแรกที่ผันตัวมาเป็นพี่เลี้ยงก็มาโน้มน้าวตั๊บให้มาร่วมกิจกรรมโดยการบอกว่า ‘ชวนมาเอาตังค์’
“ตอนนั้นที่ชวนมา ผมอยู่ว่างๆ พอมาแล้วได้ความรู้หลากหลายด้าน มันก็ชอบทุกอย่างครับ เพราะผมทำได้เพลินๆ ทำได้เรื่อยๆ” ตั๊บพูด
การที่ตั๊บได้มารวมกลุ่ม ได้เจอคนอื่นๆ มีเพื่อนต่างรุ่น มีผู้ใหญ่ที่สนิทใจ ทำให้นิสัยและพฤติกรรมของตั๊บเปลี่ยนไป ตั๊บได้ไปช่วยงานกู้ภัย ได้ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งคนขับรถบดถนน และจากเดิมที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเรียน ตั๊บในตอนนี้ตั้งใจที่จะเรียน กศน. ให้จบเพื่อวุฒิ ม.6 จะได้เอาวุฒิไปสมัครงาน
“เมื่อก่อนน้องตั๊บเขาแยกตัวเอง พอมาอยู่นี่เราก็เห็นว่าเด็กคนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว หน้าตาก็เปลี่ยนไปเลยนะ น่ารักขึ้น เมื่อก่อนเห็นเราไม่มีทัก นั่งทำหน้าเฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้พอเห็นเราก็เรียก ก็ทักตลอด” พี่นิดเสริม
การมาเอาตังค์ของตั๊บในวันนั้น จึงไม่ได้ทำให้ตั๊บได้แค่เงิน 100 บาท แต่ยังได้โอกาสในการทำความรู้จักเพื่อนคนอื่น ได้โอกาสในการทำงาน และได้ช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของที่บ้าน

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นกิจกรรมเด่นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ที่พอถามเด็กคนไหนในโครงการ ต่างคนก็ต่างพูดถึง และเป็นกิจกรรมที่ชอบกันมากที่สุด เพราะมันสามารถสร้างงานสร้างอาชีพ
แต่สำหรับน้องนาส การเรียนรู้ที่จะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป
“ตอนแรกที่ผู้ใหญ่ไปชวน น้องไม่เต็มใจที่จะมา ผู้ใหญ่ก็คุยกับพ่อแม่จนพ่อแม่พาน้องมาส่ง แม่คอยอยู่ประกบในช่วงแรกๆ ตอนนี้น้องเปลี่ยนไปเยอะ จากเด็กที่เงียบๆ ไม่พูด น้องไปเรียนเกษตร แข่งขันได้ที่ 1”
พี่สาวเล่าว่า ครั้งแรกที่พาน้องมาทำกิจกรรม พอถามว่าน้องชื่ออะไร แทนที่จะตอบชื่อตัวเอง สิ่งที่น้องทำที่การโยนบัตรประชาชนให้พร้อมพูดว่า “ดูบัตรประชาชนเอา”
“น้องเขาไม่ไว้วางใจใครเลยนะ เขาแยกตัวอยู่ในโลกส่วนตัว” พี่เล็กเสริม
แต่พอมาร่วมกิจกรรมบ่อยๆ น้องนาสจึงค่อยๆ เปลี่ยนตัวเอง จากที่ไม่คุยกับใคร น้องนาสในตอนนี้เวลาเห็นหน้าพี่ๆ อสม. ก็จะเรียก ก็จะทักทาย กลายเป็นเด็กที่น่ารัก และกลายเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนอื่นๆ ในโครงการ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของน้องนาสทำให้ตัวพี่สาวภาคภูมิใจในการทำงานของตัวเองเช่นกัน
“ตอน กสศ. ให้ไปนำเสนอที่เมืองทอง แล้วต้องพาเด็กไป พี่ก็นอนห้องเดียวกับน้องเขา วันนั้นน้องเขาปวดท้อง แต่ไม่รู้ว่าปวดอะไร พี่เลยไปซื้อยาให้แล้วน้องก็หายดี พอถึงวันที่กลับ น้องพูดกับพี่ว่า “รู้ไหม น้าสาวดูแลหนูเหมือนแม่เลยนะ” เราเลยรู้สึกประทับใจตัวเองว่า เราสามารถทำให้เด็กวางใจได้ และการที่น้องพัฒนาตัวเองได้ มันก็เป็นความสุขของพี่”
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี