เวลาพูดถึงอาชีพที่สนใจหรืออาชีพในฝัน ถามสัก 10 คน ก็ต้องมีสักคนที่อยากเป็นหมอ อยากเป็นยูทูบเบอร์ (Youtuber) แต่ในวงเวิร์กช็อปของสมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิมในพื้นที่หนองจอก ฟารุสบอกว่าเขาอยากเป็น ‘เด็กเอ็น (N – Entertain)’
มีคนหลุดขำ มีคนเชียร์ มีคนตั้งคำถามว่าทำไม แต่ไม่มีใครตัดสินว่าเป็นความฝันที่ผิด เพราะฟารุสอธิบายได้ว่า อยากเป็นเด็กเอ็นเพราะชอบร้องเพลง แถมอาชีพนี้ก็ดูสนุกดี แต่ต่อให้ฟารุสจะอธิบายไม่ได้ หรือเหตุผลจะไม่สมเหตุสมผลก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครว่า เพราะนี่คือ 1 ในกระบวนการวิเคราะห์ตัวเองที่มาจาก ‘โมเดลชีวิต 6 ด้าน’
โมเดลชีวิต 6 ด้าน คือ เครื่องมือช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าตัวเองมีทักษะอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน พร้อมประเมินความเป็นไปได้และความเหมาะสมให้กับอนาคตของตัวเอง ซึ่ง 1 ในจุดเด่นของเครื่องมือนี้คือ ผู้ใช้สามารถมองเห็นตัวเองในด้านที่ไม่เคยเห็น ผ่านความคิดเห็นของคนในวงสนทนาที่ทำแบบทดสอบเดียวกัน ซึ่งถูกออกแบบและพัฒนาโดย อานัส มินา, ฟารุก ผ่องใส และภัทรพล มาสตูล คณะทำงานของสมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม ภายใต้โครงการยกระดับพื้นที่ปลอดภัยสู่การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
เมื่อทดลองทำโมเดลนี้ เยาวชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงเยาวชนที่หลุดระบบด้วยเหตุผลที่หลากหลายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาในระบบไม่เอื้อต่อวิถีทางศาสนา เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้และพัฒนา หรือเคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนเพราะความเชื่อทางศาสนา ก็จะสามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้ว่าขาดเหลืออะไรบ้างสำหรับอาชีพที่สนใจในอนาคต เพราะการจัดการการเรียนรู้ภายใต้สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม เน้นการจัดกิจกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม ให้ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘ยึดโยง’ กับความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด
ซึ่งรูปแบบการใช้โมเดล ยังเป็นการสร้างเสริมความแข็งแรงของสมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิมในฐานะ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพราะเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มหรือเวิร์กช็อปร่วมกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็ก ครู บุคลากร และทำให้เด็กสามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่ตัดสิน ตามเป้าหมายของโครงการว่าเป็น ‘การยกระดับพื้นที่ปลอดภัยสู่การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน’
โมเดลชีวิต 6 ด้านที่ใช้อยู่ตอนนี้ อานัสเล่าว่า เป็นรูปแบบที่ถูกพัฒนาเป็นครั้งที่ 3 จากแบบแรกที่เป็นเพียงกระดาษ A4 คล้ายแบบทดสอบทั่วไป พร้อมเปิดมือถือให้ดูต้นแบบโมเดลชีวิต 6 ด้านสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัล
“เราพัฒนามาตลอด พัฒนามาเยอะมาก แต่จริงๆ เนื้อหาข้างในค่อนข้างจะคล้ายเดิม สิ่งที่เปลี่ยนเยอะอย่างชัดเจน คือ รูปร่างหน้าตา เพื่อให้น่าสนใจมากขึ้น จากแผ่นชีทที่พิมพ์ขาวดำ มีกรอบเยอะๆ เขียนเยอะๆ มันเหมือนข้อสอบ ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้น แล้วก็กำลังพัฒนาเวอร์ชันออนไลน์” ฟารุส เสริม
แม้ปัจจุบันหน้าตาของโมเดลชีวิต 6 ด้านจะมีสีสันสดใส มีสติ๊กเกอร์ให้แกะให้แปะ ดึงดูดความสนใจจากเด็กๆ แต่ในมุมของคนนอกที่ลองมาทำ เรากังวลว่าเนื้อหาอาจจะยากเกินไปในการปล่อยให้เด็กเล็กทำเพียงลำพัง
ตรงนี้ฟารุสเฉลยว่า โจทย์นี้แก้ได้ด้วยการให้ผู้ปกครองหรือครูเป็นผู้นำกระบวนการ
“เราไม่ได้ทำโมเดลนี้เพื่อใช้แค่กับเด็ก แต่เราต้องสร้างความเข้าใจทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และบุคลากรต่างๆ ให้เห็นภาพเดียวกัน เราต้องทำให้เขาเอ๊ะว่า โมเดลนี้สำคัญกับการวางแผนอนาคตของลูกเขานะ” อานัสเสริม
การจะเข้าไปคุยกับผู้ปกครองก็มีขั้นตอนไม่ต่างจากการเข้าหาเด็ก คือ เริ่มจากความไว้ใจ
“เราไม่ได้เริ่มจากการสื่อสารโดยตรง แต่เราเริ่มจากการสร้างความใส่ใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่ให้แค่กับเด็กๆ แต่ให้ผู้ปกครองด้วย ให้เขาไว้ใจเรา ให้เขารู้สึกว่า ถ้าลูกเขามาที่นี่จะได้รับความช่วยเหลือ เพราะการสนับสนุนจากเรามันปลอดภัย แล้วอาจจะช่วยเขาได้จริงๆ” ภัทรพลอธิบาย
ที่ผ่านมา โมเดลชีวิต 6 ด้านผ่านการใช้งานนับไม่ถ้วน มีทั้งเด็กราว 60-70 คนที่ได้ลองทำ ไหนจะผู้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ออกมาในแต่ละครั้งจึงมีความแตกต่างกัน บางคนก็ได้คะแนนเต็ม บางคนก็ได้ไม่ถึงครึ่ง แต่ฟารุสบอกว่า ไม่เคยมีใครผิดหวังกับผลลัพธ์ เพราะตลอดการทำโมเดลชีวิต 6 ด้าน ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน และเน้นย้ำว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมด เรายังสามารถพัฒนาต่อไปได้
“บางคนเขาชัดเจน พอลงมือทำปุ๊ปก็เต็มทุกช่อง แต่บางคนก็ไม่ถึงครึ่ง เขาไม่เฟลนะ เพราะมีกำลังใจตลอดทาง เราไม่ได้สอนให้เขายอมแพ้ เราสอนให้เขามองว่า มันน้อยเพราะอะไร ขาดอะไร แล้ววางแผนจะเติมส่วนที่ขาดอย่างไร ไม่มีการตัดสินกัน” ภัทรพลเสริม
ก้าวทีละขั้นผ่านเวิร์กช็อปโมเดลชีวิต 6 ด้าน
ก่อนจะขีดเขียนลงบนแบบทดสอบ สิ่งแรกที่ถูกหยิบยื่นให้เราในวงเวิร์กช็อปโมเดลชีวิต 6 ด้าน คือ กระดาษเปล่าและปากกา เพื่อเขียน ‘จุดแข็ง’ ‘จุดอ่อน’ และ ‘งานอดิเรก’ ของตัวเอง ก่อนจะผลัดกันแนะนำตัวผ่าน 3 หัวข้อที่เขียนลงไป ทำให้นอกจากจะได้ทบทวนตัวเองคร่าวๆ แล้ว ยังมองเห็นภาพกว้างอีกด้วยว่า แต่ละคนในวงเวิร์กช็อปนี้มีทักษะอะไรบ้าง
และขั้นตอนถัดมาคือการเขียนอาชีพที่สนใจจำนวน 10 อาชีพลงไป ซึ่งภัทรพลอธิบายว่า อาชีพที่เขียนจะเป็นอะไรก็ได้ แค่สนใจในอาชีพนั้นก็พอ ทำให้อาชีพที่เกิดขึ้นภายในวงเวิร์กช็อปนี้มีหลากหลาย มีตั้งแต่อาชีพยอดฮิต เช่น หมอ ครู นักกีฬา ไปจนถึงอาชีพที่เด็กเอ็นของฟารุส
ทุกอาชีพที่เขียนมา จะถูกนำเสนอโดยเจ้าตัวว่าทำไมถึงสนใจในอาชีพนั้น เช่น อานัสที่สนใจในอาชีพนักกีฬา เพราะสมัยเด็กเคยเล่นกีฬามาก่อน และจะผลัดกันให้เพื่อนในวงเวิร์กช็อปแสดงความคิดเห็นว่าใน 10 อาชีพที่เพื่อนสนใจ เพื่อนเหมาะกับอาชีพไหน เพราะอะไร โดยอิงจากจุดแข็ง จุดอ่อน และงานอดิเรกที่เขาแนะนำตัวในช่วงแรก
เช่นอาชีพเด็กเอ็นที่ฟารุกสนใจ ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝั่งที่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า ในเมื่อฟารุกมีจุดแข็งคือเข้ากับคนง่าย และดูพูดคุยสนุก ก็สามารถใช้จุดแข็งนี้ในการทำงาน ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็ให้เหตุผลว่า ในเมื่อฟารุกมีงานอดิเรกเป็นการร้องเพลง อาชีพนักร้องอาจจะเข้ากว่า
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพอสมควร ขั้นตอนต่อไปที่ภัทรพลอธิบาย คือ การประเมิน 10 อาชีพที่ตัวเองเขียนลงไปผ่าน 3 เกณฑ์ ได้แก่ ชอบ ถนัด และถูกแนะนำจากคนอื่นในเวิร์กช็อปว่าเหมาะกับเรา เพื่อจะไปเลือกอีกทีว่า 1 อาชีพที่เราสนใจที่สุดคืออะไร จะเป็นอาชีพที่ติ๊กถูกทั้ง 3 เกณฑ์ หรือแค่ชอบอย่างเดียวก็ได้ ซึ่งอาชีพที่เราเลือกจะถูกนำไปเขียนในหน้าถัดไปในตำแหน่ง ‘เป้าหมาย’
“พอเราเขียนเป้าหมายลงไป ก็มาดูต่อว่าในแต่ละด้าน เรามีอะไรบ้าง ถ้ามีก็ลอกสติ๊กเกอร์บนกระดาษไปแปะ ส่วนด้านอุปสรรค ถ้าอะไรเป็นอุปสรรคของเราในการไปถึงเป้าหมาย ก็ลอกสติ๊กเกอร์อุปสรรคไปแปะทับทางเดินสู่เป้าหมายของเรา” ภัทรพลอธิบาย
6 ด้านในแบบทดสอบนี้ประกอบไปด้วย : 1. ความพร้อม 2. คนรอบข้าง 3. รายได้ 4. ศาสนา, ปรัชญา, ศีลธรรม และจริยธรรม 5. แรงบันดาลใจ และ 6. อุปสรรค
ซึ่งคะแนนรวมทั้งหมดเพื่อไปถึงเป้าหมายอยู่ที่ 25 คะแนน โดยด้านที่ 1-5 จะมีคะแนนข้อละ 1 คะแนน ส่วนด้านที่ 6 หรืออุปสรรค จะติดลบข้อละ -1 คะแนน
“คะแนนเอามาใช้เทียบระยะห่างระหว่างตัวเรากับอาชีพที่เราชอบว่าเราเหมาะกับอาชีพนั้นแค่ไหน คะแนนแต่ละด้านสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่เราขาดไป แล้วเราจะวางแผนอย่างไรต่อ”
ภัทรพลเสริมว่า บางครั้งทำออกมาแล้วได้คะแนนน้อย ก็จะแนะนำคนที่ใช้แบบทดสอบนี้ว่า ให้มีความมุ่งมั่นและลองหาทางเติมเต็มคะแนนที่หายไป ชวนเขาสำรวจลู่ทางว่าพอจะมีทางไหนที่ทำได้บ้างหากสนใจในอาชีพนั้นจริงๆ แต่ถ้าลองคิดแล้วมันเกินความสามารถ ก็จะแนะนำให้กลับมาดูอาชีพอื่นๆ ที่เราสนใจ เผื่อมีอาชีพอื่นที่ทักษะของเราสอดคล้องมากกว่า
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร