เมื่อครั้งเคยเทา สองเรื่องเล่าของ แมน และไนซ์ ต้นทุนชีวิตติดลบ หลุดจากระบบการศึกษา ผลักให้ผลัดจากสีขาวเข้าสู่ ‘วงจรเทา’ เพื่อทางรอด แบบไร้ทางเลือก

เมื่อครั้งเคยเทา สองเรื่องเล่าของ แมน และไนซ์ ต้นทุนชีวิตติดลบ หลุดจากระบบการศึกษา ผลักให้ผลัดจากสีขาวเข้าสู่ ‘วงจรเทา’ เพื่อทางรอด แบบไร้ทางเลือก

แม่น้ำโขงยังคงไหลเชี่ยวลากยาวจากจีนผ่านเมียนมาร์ ไทย ลาว ก่อนจะลงสู่กัมพูชาต่อไป ความมหัศจรรย์ของจุดบรรจบทางภูมิประเทศ พรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว และ พม่า ที่มีแม่น้ำโขงเป็นตัวคั่นกลางนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดเชียงราย จนถูกเรียกว่า ‘สามเหลี่ยมทองคำ’

ในอดีตสามเหลี่ยมทองคำคือพื้นที่แห่งความมั่งคั่งจากเส้นทางการค้าระหว่าง 3 แผ่นดิน ในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่แห่งความมั่งคั่งเช่นเดิม แต่มั่งคั่งไปด้วย ‘เงินเทา’ ‘ธุรกิจผิดกฎหมาย’ และแม่น้ำโขงได้กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องและเรื่องผิดกฎหมายที่แห้งขอดลงทุกขณะ

ความมั่งคั่งจากเรื่องผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดนเชียงราย กลายเป็นแม่เหล็กดูดผู้คนเข้าสู่วังวนนี้ เพราะเม็ดเงินทำให้อิ่มท้อง ได้นอนหลับบนเตียงนุ่มๆ มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ โลกทั้งใบไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ปากกัดตีนถีบ 

เหตุผลที่ส่งผลแบบเห็นภาพนี้ทำให้ ‘แมน’ และ ‘ไนซ์’ เด็กวัย 17 (ในขณะนั้น) ตัดสินใจไม่นานที่จะก้าวขาไปสู่ทางลัดของชีวิต 

“ผมอยากได้เสื้อผ้าแบรนด์เนม อยากมีเงินไปเที่ยวกับเพื่อนแบบไม่ต้องขอแม่ พอรุ่นพี่มาชักชวนว่า ‘ทำงานง่ายๆ ได้เงินดี’ ผมก็สนใจ” แมนวัย 17 ให้เหตุผล เหมือนกับที่ไนซ์บอก

“ตอนนั้นรู้อยู่แล้วว่าที่บ้านจน เราไม่อยากเดือดร้อนพ่อแม่ ไม่อยากขอเงินเค้า และไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ พอเห็นรุ่นพี่ในหมู่บ้านเขาทำกันแล้วมีเงินใช้ เราก็เลยตัดสินใจไป” 

ทั้งแมน และ ไนซ์ คือนามสมมุติ เพราะทั้งคู่คือเยาวชนที่ยอมรับว่าหลงเข้าสู่วังวนนี้ ในสายตาคนนอกงานสายเทาอาจดูเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ยั้งคิดของวัยรุ่น เม็ดเงินมันหอมหวนจนโหยหา แต่หากมองผ่านชีวิตของแมน และไนซ์ จากบทสัมภาษณ์นี้ จะพบว่าไม่ใช่แค่เรื่องของความอยากรวย แต่คือการพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด ในวันที่ไร้ทางเลือก 

บทความชิ้นนี้จึงไม่ใช่การเชิญชวนให้ผู้อ่านถลำลึกเข้าสู่วงการทุนเทา มองเห็นประโยชน์ของงานผิดกฎหมาย หรือสร้างความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้กระทำผิด แต่อยากชวนทุกคนมาคลี่ทางเลือกของพวกเขาดูกันว่า ‘โครงสร้างและปัจจัยแวดล้อม’ อะไรที่ผลักให้เลือกทางเลือกนี้

เมื่อปัญหาในชีวิตมาบรรจบกับรอยร้าวจากระบบการศึกษา

มีไม่กี่พื้นที่ในประเทศไทย หรือในประเทศต่างๆ ที่จะมีจุดตัดทางภูมิประเทศที่สามารถมองเห็น 3 ประเทศในระยะสายตาเหมือนสามเหลี่ยมทองคำ แต่เมื่อเปรียบเปรยกับปัญหาชีวิต ทั้งแมน และไนซ์ ในวัยหลักสิบต้นๆ กลับเจอปัญหามาบรรจบกันแบบไม่ขาดสาย 

ไนซ์เริ่มต้นเล่าถึงจุดที่ตัดสินใจข้ามฝั่งไปทำงานที่ประเทศเพื่อนบ้าน คือความอึดอัดที่เห็นครอบครัวลำบาก เพราะตัวเองอยู่ในครอบครัวหาเช้ากินค่ำ ความต้องการเบื้องต้นไม่ใช่ความร่ำรวยล้นฟ้า แต่คือการไม่เป็นภาระมากกว่า

“บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน ตอนนั้นจบม.3 โรงเรียนแถวบ้านแล้วก็ไม่ได้เรียนต่อ ตอนวันสอบวัดสุดท้ายก็ไม่ได้ไป ไปตามสอบหลังจากที่เขาจบจัดงานปัจฉิมกันไปแล้ว ตอนนั้นหนูเป็นโรคซึมเศร้า” 

ไนซ์หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยมปลาย ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะสภาวะทางจิตใจ ช่วงระหว่างนั้นไนซ์ก็รับจ้างทั่วไปอย่างการรับติดตั้งสวนน้ำ เครื่องเล่น ได้เงินรายวัน 100-200 บาท

ไนซ์
ไนซ์

ขณะที่แมน ก็ต้องออกจากการเรียนระบบปกติโรงเรียนเหมือนกัน เพราะค่าใช้จ่ายของครอบครัวหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงเรียนอยู่ในห้องเรียนระบบสอง ที่เป็นการศึกษาแบบทำงานไปด้วยได้จากการเปิดโอกาสของโรงเรียน และก็ติดน้ำท่อมอย่างหนัก

“ออกมาตั้งแต่ชั้น ม.2 เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน บางวันก็ได้เงินไปโรงเรียนแค่ 10 บาท แบบขออะไรก็ไม่ได้ ผมอยากซื้อเสื้อผ้าที่มันแพงหน่อย ขอแม่แม่ก็ไม่มีเงินซื้อให้ ผมเลยต้องทำเองซื้อเอง สบายใจกว่าครับ เคยทำที่ปั๊มน้ำมันแต่ทำได้ไม่นาน เพราะมีปัญหาเรื่องการคิดเลขตอนปิดยอด” 

แมนวัย 15 ทำงานหลากหลายทั้งช่างซ่อมรถ รับจ้างทั่วไป แล้วไปกรีดยางช่วงสี่ถึงห้าโมง และจะทำถึงประมาณสามสี่ทุ่มหรือจนรุ่งสางของอีกวันแล้วแต่สถานการณ์ลมฟ้าอากาศ 

นิยามของทั้งคู่คือนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา จากการประสบปัญหาปากท้องต่อเนื่องจากครอบครัว คล้ายกับเด็กอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือน ที่เผชิญอยู่ใน ‘วัฏจักรความยากจนซ้ำซาก’ ตามรายงาน ‘The State of Equity in Thai Human Development: 5 ข้อค้นพบ ปลดล็อกวิกฤตทุนมนุษย์ สู่อนาคตที่เสมอภาค’ 

กับดักความจนนี้ทำให้การศึกษาไม่ใช่เรื่องที่เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และยังส่งผลกับตลาดงานในอนาคต รวมถึงบรรจบกับ ‘การศึกษาไม่ยืดหยุ่น’ ไม่ปรับตัวตามวิถีการเรียนหรือความสนใจของผู้เรียน ไม่แน่ว่าถ้าไนซ์มีอะไรให้สนใจในโรงเรียนมากกว่านี้ ไนซ์อาจจะได้เรียนต่อในระดับม.ปลายก็ได้ 

ต้องเลือกว่าจะรอด หรือร่วง

เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น จากการที่ไม่ต้องไปเรียนหนังสือเต็มเวลาตามปกติ ทั้งแมน และไนซ์ ต่างหันหน้าเข้าหารุ่นพี่ในชุมชนของตัวเอง และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ 

“เห็นรุ่นพี่ในหมู่บ้านเขาทำกันแล้วมีเงินใช้ เราก็เลยตัดสินใจไป” 

ไนซ์เล่าว่าละแวกหมู่บ้าน การเห็นหรือรับรู้เรื่องการทำเว็บพนัน สแกมเมอร์คือเรื่องปกติ

“พี่เขาก็ชวนแบบไปลองดูไหม งานสบายนะ เงินเดือนดี มีที่พัก มีข้าวให้กินฟรีหมดเลย พี่เขาทำมา 4-5 ปีแล้ว เห็นเขาทำแล้วมีเงินใช้ ไม่เดือดร้อนพ่อแม่ เราก็เลยคิดว่า เออ ลองดู”

รายได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย และการที่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ คือเหตุผลที่ทำให้ไนซ์ตัดสินใจตกลงทำงาน

 “เงินเดือนคงที่ 11,000 แต่ถ้าทำยอดแตก พี่เขาก็บอกว่า ‘เนี่ย…บางคนได้คอมมิชชันรวมแล้วสามหมื่นกว่าบาทเลยนะ’ ซึ่งหนูเคยได้สูงสุด 36,000 บาทต่อเดือน มันเยอะมากนะ แต่เราต้องแลกกับการทำงานวันละ 12 ชั่วโมงในตึกปิด”

ไนซ์ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านด่านแม่สาย และทำงานหน้าที่การตลาดให้กับเว็บพนันออนไลน์

“จริงๆ คือไม่ยากนะ ก็ยิงแอดให้คนเข้าเว็บของเรา นอนหอพักของตึกนั้น แล้วก็มีเวลาเข้างานออกงานเหมือนบริษัททั่วไปเลย”

ช่วงแรกของการทำงาน ไนซ์หมดเงินไปกับสิ่งของที่อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา รองเท้า เสื้อผ้าจากการสั่งของออนไลน์ 

“เดือนแรกไม่ส่งให้แม่นะ ด้วยความเป็นเด็กเราแบบ เออ เงินเยอะเราอยากซื้ออะไร เราอยากได้อะไร เราซื้อจนเงินหมด”

แมน ก็เข้าสู่วงการสีเทาคล้ายกันคือถูกกลุ่มเพื่อนชักชวน 

“ตอนนั้นไปอยู่ตัวเมืองเชียงรายครับ แล้วไปรู้จักรุ่นพี่ผ่านเพื่อน เพื่อนบอกว่าไปทำงานเอาเงินไหม ผมไม่มีเงินผมก็เลยไป เขาก็พาผมไปหารุ่นพี่คนหนึ่ง แล้วเขาก็มีเจ้านายของเขาอีกทีหนึ่ง เขาก็จะส่งโทรศัพท์มาให้เราทางพัสดุ แล้วเขาก็ให้เราไปหาคนมาเปิดบัญชีให้ครับ”

จนแมนกลายเป็นนายหน้าหาคนเปิดบัญชีม้า ที่ได้ส่วนแบ่ง (ค่าหัว) ประมาณพันกว่าบาทต่อคน 

“เขาจะให้เราไปหาคนมาเปิดบัญชี แล้วก็หาซิมมาใส่ เปิดบัญชีเสร็จแล้วข้อมูลมันก็จะอยู่ในเครื่องนั้น แล้วเขาก็จะให้เราส่งโทรศัพท์เครื่องนั้นกลับไปหาเขาครับ”

แมนยอมรับว่ารายได้ดึงดูดมากกว่าตอนที่แมนทำงานเป็นเด็กปั๊ม รับจ้างซ่อมรถ หรือรับจ้างกรีดยางเป็นไหนๆ 

“รู้อยู่ครับ (ว่าผิดกฎหมาย) รู้ตั้งแต่แรกเลยครับ แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเราก็ได้เงิน มันได้เงินง่ายครับ ไม่ต้องออกแรงเหมือนตอนผมเป็นช่างซ่อมรถ”

แมน
แมน

การเป็นนายหน้าหาคนเปิดบัญชีม้า ทำให้เสื้อยี่ห้ออามิลิ (Amiri) ราคาประมาณ 700-800 บาท ที่แมนอยากได้ไม่ไกลเกินเอื้อม

ทั้งแมนและไนซ์ คือตัวแทนของเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เห็นคนรอบตัวทำงานเหล่านี้แล้วมีชีวิตที่ดีขึ้น ทุนเทาแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นความคุ้นชิน ความหวังดี และทางรอดของกับดักรายได้ 

พื้นที่ชายแดนหรือชุมชนเปราะบาง สิ่งผิดกฎหมายมักถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ (Normalization) ผ่านคนใกล้ชิด นอกจากนี้ในทางอาชญาวิทยา มีการอธิบายว่าเมื่อเยาวชนมีเป้าหมายคือ ความสำเร็จหรือการมีเงินช่วยครอบครัว แต่ช่องทางปกติจากการไต่เต้าผ่านระบบการศึกษา หรืองานสุจริตถูกปิดกั้น พวกเขาจะเลือกใช้ ‘นวัตกรรมใหม่’ ซึ่งก็คืออาชญากรรม ผ่านความหวังดีของรุ่นพี่ที่มาชักชวน

จึงไม่เกินคาดที่ปัจจุบันประเทศไทยพบปัญหาบัญชีม้าที่เปิดโดยเยาวชนเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจาก ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (PCT) ระบุว่าขบวนการทุนเทามักจ้างเด็กอายุ 15-18 ปี เพราะโทษทางกฎหมายเบากว่าผู้ใหญ่ และเด็กมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แรงจูงใจอีกอย่างคือตัวเลขเงินที่สูงมากสำหรับเยาวชนในจังหวัดที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ไตรมาสที่ 4/2567) ระบุค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยจำแนกตามการศึกษาทั่วประเทศ พบว่ามัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) เฉลี่ยอยู่ที่ 11,562 บาท และกลุ่มแรงงานนอกระบบ/แรงงานไร้ฝีมือ มักได้รับรายได้เริ่มต้นที่ 9,000 – 10,000 บาท

แต่จากคำบอกเล่าของแมนและไนซ์ รายได้จากเว็บพนันอาจสูงถึง 36,000 บาทต่อเดือน ที่มากกว่าค่าเฉลี่ยเงินเดือนระดับปริญญาตรี 2 เท่า 

ตัวเลขนี้คือคำตอบว่าทำไมทั้งคู่ถึงไม่ลังเลที่จะก้าวขาเข้าไปสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย 

ไม่เป็นไร…ตราบใดที่ยังมีโอกาสอีกครั้ง

“มันคือเงินร้อนค่ะ สุขแค่ตอนใช้เงิน แต่มันลำบากและโดดเดี่ยวมาก” 

ไนซ์สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาตลอดเกือบ 1 ปี เส้นทางอาชีพนี้จบลงเมื่อตำรวจพม่าบุกเข้าจับกุมตึกที่ทำงานอยู่ เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี ไนซ์จึงถูกส่งไปกักตัวที่ ตม. เป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่เพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่ต้องโทษจำคุกต่ออีก

“จริงๆ ตอนโดนจับไม่ได้ลำบาก เพราะตอนนั้นเราอายุน้อยที่สุด พวกพี่ๆ คนไทยในนั้นเขาก็ฟิลเอ็นดู ช่วยเหลือ ดูแลเพราะเรายังเด็ก ข้างใน (ที่คุมขัง) ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองทุกอย่างเลย จะโทรหาแม่ เขาให้เช่าโทรศัพท์ สิบนาทีสามร้อยห้าสิบ”  

เมื่อครบกำหนดกักตัว จึงถูกส่งกลับไทย และพ่อแม่เดินทางมารับตัวกลับบ้านที่เชียงราย

“วันปล่อยตัว พ่อกับแม่เขาไปรับเองเลย เราเห็นแม่ร้องไห้ ตอนนี้เสียใจมาก ตั้งแต่โดนจับมาคือแบบไม่อยากยุ่งอะไรเรื่องนี้อีกแล้ว ตั้งแต่ตอนทำแอดมินเว็บแล้ว คือทำเว็บมาเราไม่เคยเล่นสล็อตเลย ไม่เคยยุ่ง ไม่เคยเล่น ไม่เคยปัด ไม่เคยอะไรเลย” 

ตอนนี้ไนซ์ไม่อยากหวนกลับไปทำอาชีพนั้นอีก และตัดสินใจเรียนต่อที่ ศูนย์การเรียนแห่งหนึ่ง ในเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education: ABE) กสศ.  เพื่อคว้าวุฒิการศึกษา ม.6 ไนซ์พบว่าการเรียนที่นี่ตอบโจทย์มากกว่าในโรงเรียนทั่วไป เพราะเน้นการลงมือทำจริง เช่น การทำอาหาร และการทำพิซซ่า ซึ่งเธอกำลังวางแผนที่จะหารายได้เสริมจากการทำพิซซ่าเดลิเวอรี

pizza

“ในโรงเรียนสอนเป็นคาบวิชา แต่ที่ศูนย์ฯ เขาสอนแล้วให้ทำเลย ใครอยากปลูกผักก็ทำเลย ใครอยากเรียนช่างเขาก็พาไป ที่นี่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคน ไม่กดดันเหมือนโรงเรียนในระบบ”

แม้ลึกๆ ไนซ์จะยังมีความกังวลเรื่องประวัติคดีติดตัว และสายตาจากคนรอบข้างที่มองว่าเคยติดคุก หรือคำสบประมาทว่าทำอะไรไม่รอด แต่ไนซ์ยังคงมีความฝันที่อยากจะเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) หรือเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ตามรอยพ่อ

“เงินนั้นมันเงินร้อนจริง ถึงได้มามันก็ไปใช้ฟุ่มเฟือย สู้เราอยู่บ้านแล้วก็หาเงินไปไม่ดีกว่าเหรอ เงินแค่นี้เราหาไปเดี๋ยวมันก็ครบจำนวนที่อยากได้ ทำงานสุจริตดีกว่า ดีกว่ามากๆ” 

สำหรับแมน ที่เป็นนายหน้าเปิดบัญชีม้าได้ไม่ถึงเดือน ก็ขอกลับออกมาเพราะความกดดัน และกลัวความผิดในภายหลัง 

“ผมกลัวด้วยแหละที่เขาออกข่าวว่าคนไทยโดนหลอกไปทำงานฝั่งนู้นแล้วโดนซ้อม โดนไฟช็อต ผมก็เลยกลัว ผมไม่ไปเลยขอกลับบ้าน”

แมนไม่ได้วางแผนจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเนื่องจากปัญหาเรื่องเงิน แต่ก็มีเป้าหมายคือการเรียนให้จบ ม.6 ในการศึกษาระบบสอง แล้วทำงานหาเงินในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง

“ความภูมิใจสูงสุดคือการทำงานหาเงินด้วยลำแข้งตัวเองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่อยากได้ ถึงงานจะเหนื่อย (งานกรีดยาง) แต่อยู่บ้านเฉยๆ มันไม่มีอะไรทำ กรีดยางสบายใจกว่า ไม่กดดันเหมือนตอนทำบัญชีม้าครับ”

รวมถึงแมนยังเข้าร่วมโครงการหนึ่งในเครือข่าย กสศ. ที่เป็นการสร้างการเรียนรู้เพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงสำหรับเด็กเยาวชนในพื้นที่ การกลับมาเรียนช่วยให้แมนมีกิจกรรมทำ และได้เงินสนับสนุนบ้างในบางครั้ง ซึ่งช่วยลดความกดดันเรื่องเงินในครอบครัวได้บ้าง

“แล้วแต่แม่ปานจะนัดครับ บางทีก็ไปปลูกต้นไม้ บางทีก็มีอบรมเรื่องเพศ เรื่องการเงิน อบรมครั้งนึงก็ได้ห้าร้อยครับ”

แม่ปานที่แมนเอ่ยถึงคือ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในเครือข่าย 

“บางเรื่องที่คุยกับแม่ไม่ได้ ผมก็มาคุยกับแม่ปานครับ อย่างตอนผมมีเรื่องโดนแจ้งความข้อหาพยายามฆ่าผมก็มาคุยกับแม่ปาน แกก็ช่วยหาวิธีแก้ ช่วยพูดให้ผมสบายใจขึ้น”

แม่ปานยังแมีบทบาทสำคัญในการตักเตือนเรื่องการใช้ยาเสพติดของแมนด้วย 

“แม่ปานเขาก็บอกให้ลดครับ ผมก็พยายามลด เมื่อก่อนผมกินน้ำท่อมทุกวัน กินมาเป็นปี จนตอนนี้ผมเลิกน้ำท่อมได้แล้ว แต่ยังเลิกโปร (คล้ายยาเสพติดใช้เสพเพื่อความมึนเมา) ไม่ได้ครับ”

ไม่ต้องเลือก แต่รอดได้ไหม?

แม่ปาน เล่าว่า เด็กๆ ที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าจะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นส่งผลกระทบต่อตัวเขาเอง คือเขาไม่สามารถกู้ กยศ. เพราะชื่อติดแบล็คลิสต์

“เด็กบางคนมาบอกให้เราช่วย สิ่งที่ทำได้คือพาไปแจ้งความดักไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยประสานงานกลุ่มการปกครองเข้าดูแล”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนที่ดูแลหลักๆ แล้วแม่ปานสรุปไว้ว่าคือความยากจน เด็กแว้น ยาเสพติด และเรียนไม่จบ 

“เด็กบางคนทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย บางคนเป็นเสาหลักของที่บ้านแล้วทั้งที่ตัวเองยังไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ หรือบางคนติดยา โดนพ่อแม่ครอบครัวทอดทิ้ง แว้นรถไปวันๆ ”

แม่ปาน
แม่ปาน

สิ่งสำคัญที่โครงการจะไม่ทำกับเด็กๆ ในพื้นที่คือการว่ากล่าว ด่าทอ แต่จะคอยช่วยสอดส่อง ดูแล และเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ เข้าหาเอง 

“เจ้าแมนนี่ ตอนแรกก็ไม่รู้นะว่าเขาทำ แต่เขาก็มาเล่า มีหลายคนที่มาเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟังแบบไม่ต้องเค้น ถ้าเด็กเขาสบายใจ เห็นเราเป็นที่พึ่ง เขาจะมาหาเราเอง”

สำหรับมาตรการป้องกันเรื่องวงจรผิดกฎหมาย แม่ปานบอกว่าจะเริ่มจากการตรวจเยี่ยมบ้านเช็กความเสี่ยง 

“ทีมเราจะประชุมกับผู้ใหญ่บ้าน หรือส่วนกลางของเชียงรายว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง ถึงไหนแล้ว แล้วก็จะเดินเยี่ยมบ้าน ดูสภาพความเป็นอยู่”

ปัญหาทุนเทากับเด็กในพื้นที่ แม่ปานมองว่าต้องร่วมมือกันเป็นขบวนการ

“พวกเขาก็คือลูกหลานเราเนี่ยแหละ เห็นหน้ากันตลอดในชุมชน ถ้าไม่ช่วยเขาแล้วจะช่วยใคร” แม่ปานทิ้งท้าย 

สำหรับที่ศูนย์การเรียนที่ไนซ์เข้าไปเรียนรู้ หนึ่งในเครือข่าย กสศ. ครูของศูนย์ฯ เล่าว่าการเรียนสำหรับที่นี่คือตามใจเด็ก 

“ถ้าเขาอยากทำอะไร เราจะออกแบบให้เหมาะกับเขา และทำให้เขาสบายใจกับการเรียน”

คุณครูเล่าเพิ่มว่าไนซ์สนิทกับคนในศูนย์ฯ มาก และไนซ์ก็ไม่ได้ปิดบังว่าตัวเองเคยโดนจับมาก่อน 

“น้องเคยมาเรียนที่นี่รอบนึงแล้ว แต่รอบนี้มั่นใจว่าเขาจะไม่หายไปอีก เพราะเขาดูสบายใจ ว่างๆ มานั่งคุยเล่นกัน หรือเขาบอกว่าอยากลองทำพิซซ่า เราก็ทำให้เขาได้ลอง ซึ่งทำได้ดีด้วย”

ครูกล่าวต่อว่าหากเด็กๆ สบายใจ การเรียนรู้จะได้มากกว่าเนื้อหาตำรา 

“ที่นี่ไม่บังคับใคร ถ้าใครอยากเรียนก็มา ไม่อยากมาเรียนก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อไหมว่าถ้าทำให้พื้นที่คือที่ปลอดภัยที่สบายใจ เขาจะไม่ไปไหน”

ครูเชื่อว่าถ้าเด็กๆ หรือเยาวชนมีที่พึ่ง หรือหลักยึดทางใจมากพอ แรงจูงใจเรื่องเงินอย่างเดียวจะไม่ทำให้เด็กๆ หลุดเข้าไปสู่วงจรทุนเทา 

“พูดตามตรงรายได้จากสิ่งนั้นเยอะมากนะ เยอะกว่าอาชีพครู เยอะกว่าอาชีพสุจริตอีก แต่ไนซ์เขาก็ยืนยันนะว่าไม่กลับไปแล้ว อยู่ที่นี่สบายใจกว่าเยอะ มันก็น่าจะสบายใจสำหรับเขาจริงๆ”

สุดท้ายไนซ์ และแมน ไม่ใช่ต้นเหตุหรือผู้ร้ายในสังคมที่ถูกวงจรเทาหลอกลวงอย่างเดียว แต่ทั้งคู่ก็อาจจะเป็นเหยื่อคนหนึ่งในสังคมเหมือนกัน เหยื่อที่ว่าคือเหยื่อของช่องว่างทางโอกาส เหยื่อจากความเหลื่อมล้ำ เหยื่อจากการเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ดังนั้นการแก้ปัญหาเยาวชนกลุ่มนี้ไม่ใช่การประณามที่ปลายเหตุ แต่คือการย้อนกลับมาดูว่า ถ้าเขามีทางเลือกมากกว่า 1 หรือการไม่ต้องเลือกระหว่างทางรอด และทางร่วง เขาจะอยากเข้าไปสู่วงจรทุนเทาอยู่ไหม