ที่ปรึกษากสศ. เสนอรัฐรับมือเปิดเทอมออกนโยบายค่าใช้จ่ายการศึกษาต้องเป็นศูนย์

กสศ.จับมือ 10 ภาคี “ส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน”  สมพงษ์  จิตระดับ ชี้ ครอบครัวยากจน ต้องแบกค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมมากกว่ารายได้ทั้งเดือนเสนอรัฐออกนโยบายค่าใช้จ่ายการศึกษาเป็นศูนย์  

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ที่ชุมชนโค้งรถไฟยมราช กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดโครงการ “กู้วิกฤตส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน” เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการเรียนรู้ การป้องกันสุขภาพจากโรคโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอม และสนับสนุนชุดอุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่กรุงเทพฯที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน และเด็กๆกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ 

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษาก กสศ.

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ในช่วงก่อนเปิดเทอม กสศ.ร่วมมือกับ เครือข่ายองค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับกลุ่มเด็กบนท้องถนนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจข้อมูลของเด็กกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน  ไซต์คนงานก่อสร้าง แรงงานนอกระบบที่อพยพมาจากต่างจังหวัด  ซึ่งกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนเด็กและเยาวชนเปราะบางมากที่สุดของประเทศ  เด็กกลุ่มนี้บางส่วนแม้จะยังอยู่ในระบบการศึกษาแต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ  สังคมและครอบครัว เป็นตัวเร่งให้หลุดออกนอกระบบ ยิ่งในช่วงโควิด-19 กระทบทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้ ตกงาน

“การสำรวจทำให้เราพบเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเปิดเทอม เราพบว่าครัวเรือนฐานะยากจน ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในแต่ละปีสูงสุดในช่วงเดือนเปิดเทอม ระดับประถมศึกษา 1,796 บาท มัธยมต้น 3,001 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 3,738 บาท ในขณะที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,020 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเกือบทั้งหมด หรือมากกว่ารายได้ทั้งเดือนในกรณีที่บุตรหลานอยู่ชั้นมัธยม” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศาสตราจารย์สมพงษ์ กล่าวด้วยว่า เหลือเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์การเปิดภาคเรียนที่ 1 จะมีขึ้นแล้ว  อยากให้ภาครัฐ  มีนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ควรออกนโยบายค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์พร้อมกับการส่งเสริมอาหารเช้าให้กับนักเรียน

“ อยากให้รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนถึงค่าใช้จ่ายการศึกษาต้องเป็นศูนย์ โรงเรียนต้องห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ หากเก็บให้ถือเป็นความผิด เพราะค่าใช้จ่ายแม้แต่ค่าเสื้อผ้า ชุดพละ ชุดลูกเสือ เนตรนารี หรือค่าบริการต่างๆเหล่านี้เป็นอีกปัจจัยที่ผลักเด็กให้ออกจากโรงเรียน หลายคนต้องดิ้นรนช่วยพ่อแม่ทำงาน จากข้อมูลที่ผมคุยกับเด็กคนหนึ่งต้องช่วยพ่อแม่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน จากเดิมขายวันละ 2-3 ชม. แต่ช่วงโควิด-19 เด็กต้องขายนานกว่า 10 ชม.ขึ้นไป เพราะไม่มีคนซื้อ เด็กต้องใช้ชีวิตเสี่ยงบนท้องถนน ในขณะที่พ่อแม่บางคนก็ตกงาน เด็กหลายคนยังต้องพบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทำร้ายสภาพจิตใจเด็กเข้าไปอีก และอยากเสนอให้มีโครงการอาหารเช้าอย่างน้อยมื้อละ 10 บาท เพียงงบซื้อรถถัง 1 คันก็สามารถช่วยเด็กให้อิ่มท้องได้ไม่รู้กี่มื้อ” ที่ปรึกษา กสศ. กล่าวย้ำ 

ที่ปรึกษากสศ. กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กสศ.โดยโครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน (Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ทำการสำรวจเชิงคุณภาพโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อสำรวจความต้องการช่วยเหลือด้านการศึกษาจากผลกระทบโควิด-19 พบว่า  เด็กเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตบนท้องถนน หรือที่สาธารณะมีจำนวนน้อยกว่าอดีตมาก ที่พบเด่นชัดได้แก่ พื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง  มิติของเด็กเร่ร่อนเปลี่ยนไป ไม่เห็นตามถนน ตามตลาด หรือตามที่ต่างๆ แต่จะไปอยู่ในชุมชน รวมถึงแต่งกายดีไม่มอมแมม แต่มีความผูกพันกับถนนที่แน่นแฟ้น ในความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจมากขึ้นโดยใช้ถนนในการทำมาหากิน 

ศาตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าเด็กกลุ่มนี้บางส่วนมักรวมตัวกันในร้านเกมส์ หรือเช่าห้องพักอยู่ร่วมกัน สำหรับสาเหตุที่เด็กออกมาเร่ร่อนจะเป็นเรื่องปัญหาความยากจน ครอบครัวแตกแยกความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ยังเป็นตัวเร่งให้เด็กหลุดออกนอกระบบด้วย บวกกับสภาพแวดล้อมในชุมชนเสี่ยง อาทิ ยาเสพติด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ อาชญากรรม ติดเพื่อน ติดเกมส์ อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้ยังต้องการความช่วยเหลือ เช่นทุนการศึกษาเพื่อเป็นค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร ค่าหนังสืออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้าและกระเป๋านักเรียน

“นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมกสศ.ต้องทำงานกับเด็กกลุ่มเปราะบาง เราพยายามรักษาเด็กกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด   รวมถึงการสร้างทักษะในการส่งเสริมการประกอบอาชีพ การสร้างทักษะในการใช้ชีวิตเพื่อลดจำนวนเด็กจะต้องทำอาชีพบนท้องถนนที่มีความเสี่ยงหรืออาชีพที่อันตราย เบื้องต้นในพื้นที่กทม.จะสามารถช่วยได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน” ที่ปรึกษา กสศ. กล่าว

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร และศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า สถานการณ์เด็กหลุดนอกระบบหรือเด็กใช้ชีวิตบนท้องถนน มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากผลเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน แต่สิ่งที่กระตุ้นสำคัญคือเรื่องปัจจัยในครอบครัวที่มาจากความรุนแรง ความตึงเครียด ที่เป็นแรงผลักทำให้เด็กต้องออกไปใช้ชีวิตบนถนนมากขึ้น และหลังจากโควิด-19 สถานการณ์จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่ได้ลงพื้นที่ในกทม.ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา พบว่าครอบครัวของเด็กเหล่านี้มีรายได้ลดลง บางครอบครัวไม่มีรายได้ ส่วนใหญ่เช่าห้องราคาถูก นอนพักอาศัยใต้ทางด่วน ชุมชนแออัด เป็นลูกแรงงานต่างจังหวัดอยู่ตามไซส์ก่อสร้าง แรงงานนอกระบบ  ทำงานรายได้ต่ำ ทั้งหมดยิ่งตอกย้ำว่าเด็กมีความเสี่ยงหลุดนอกระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องต้นทุนอื่นๆที่สูงเช่นกัน และสภาพเด็กเมื่ออยู่ในวัยแรงงานก็ต้องเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ดังนั้นแนวทางการช่วยเหลือไม่ใช่การเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มเรื่องช่องทางอาชีพและการเรียนที่ยืดหยุ่น self esteem  ทักษะชีวิต เพราะความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตจะสรา้งความมั่นคงได้มากขึ้น

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร และศูนย์แม่โขงศึกษา

นายอนรรฆ กล่าวว่า หลังจากนี้จะทำงานร่วมกับชุมชม NGO ต่างๆ รวมแล้วมากกว่า 10 องค์กรในพื้นที่กทม. เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากกว่า1,000คน ภายใตแนวทางที่ต้องทำฐานชุมชน ภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง เพราะครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหา จึงต้องเข้าไปดูแล และต้องทำตัวเป็นบ้านให้เด็กๆ สำคัญกว่านั้นเด็กหลายคนมีผลการเรียนดี แต่ครอบครัวมีปัญหาอุปสรรคจึงไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งไม่ใช่คนจนทุกคนจะต้อง Drop out

ขณะที่ นางสาวทองพูล บัวศรี หรือ ครูจิ๋ว ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ชุมชนโค้งรถไฟยมราชมีเด็กรวมทั้งสิ้น 200 กว่าคน แต่มีเด็กกลุ่มเปราะบาง ที่มีครอบครัว มีที่พัก แต่ด้อยโอกาส ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือมีฐานะยากจน ที่อยู่ในการดูแลของครูจิ๋วจำนวน 67 คน เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะมีอาชีพเป็นเด็กเร่ร่อน ขอทานชั่วคราว ที่ต้องออกไปขอเงิน ขายพวงมาลัย ดอกจำปีตามถนนในวันหยุด เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ดังนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เด็กออกไปทำงานไม่ได้ รายได้ขาด ก็ทำให้เด็กที่พื้นฐานลำบากอยู่แล้วได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกนอกระบบการศึกษาช่วงใกล้เปิดเทมอ เพราะไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน ซื้อเสื้อผ้า บางครอบครัวก็ไม่อยากให้เด็กได้เรียน เพราะอยากให้ทำงานชดเชยช่วงที่ขาดรายได้

นางสาวทองพูล บัวศรี หรือ ครูจิ๋ว ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

“เด็กกลุ่มเปราะบางทั้ง 67 คน ทุกคนเป็นเด็กที่ครอบครัวไม่พร้อม บางคนอยู่กับตายาย อยู่กับญาติ อยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยากจน พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีสวัสดิการ เงินที่หาได้พอแค่มีกินไปวันๆ ดังนั้นค่าเช่าบ้าน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายเวลาไปโรงเรียน จึงกลายเป็นภาระที่เด็กต้องรับผิดชอบ หลังสถานการณ์โควิด ครูต้องพยายามช่วยทุกทาง เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา ต้องสื่อสารกับผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อะไรที่ขาดจะช่วยหาให้ เราไม่อยากให้เด็กต้องหยุดเรื่องการศึกษา จึงพยายามสร้างโอกาสให้เด็กได้ทำงานด้วยเรียนด้วย อยากให้ช่วยประคับประคองให้เด็กๆได้รับโอกาสเท่าๆ กัน อย่างน้อยให้เด็กกลุ่มเปราะบางได้มีโอกาสรับการศึกษาจนจบ ม.3 ตามพื้นฐานนั้นคือสิ่งที่ครูปรารถนา” ครูจิ๋ว กล่าว

Back To Top