เวอร์จิเนียวอนรัฐบาลท้องถิ่นปรับกฎหมายกำกับสถาบันอุดมศึกษา
โดย : Steven Allen Adams Special to The Journal
แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เวอร์จิเนียวอนรัฐบาลท้องถิ่นปรับกฎหมายกำกับสถาบันอุดมศึกษา

ตัวแทนมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ แสดงความเห็นพร้อมคำแนะนำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติท้องถิ่นปรับแก้กฎหมายโครงสร้างการบริหารงานและกำกับดูแลวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่งในเขตเวสต์เวอร์จิเนีย เพื่อช่วยให้มหาวิทยาลัยยกระดับเป็นศูนย์กลางในการผลิตแรงงานทักษะขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบันและอนาคตต่อไปได้

โรบิน เคปฮาร์ต (Robin Capehart) ประธานวิทยาลัยรัฐ Bluefield State College และเป็นหนึ่งในตัวแทนภาคมหาวิทยาลัย ได้เข้าร่วมประชุมกับทางคณะกรรมการร่วมด้านการศึกษา (Joint Standing Committee on Education) โดยระบุชัดว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติจำเป็นต้องพิจารณาการยกระดับโครงสร้างการกำกับดูแลใหม่ โดย ครอบคลุมถึงวิธีการจัดการสรรทุนและการพัฒนาหลักสูตรทั้งในระดับปริญญาตรี 4 ปี ระดับวิทยาลัยชุมชน 2 ปี และระดับเทคโนโลยีอาชีวะ

“สิ่งที่เราต้องการทำคือ เราต้องการให้โอกาสทางวิชาการที่ดีขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น รวมถึงเปิดให้ตลาดมีส่วนในการตัดสินใจเรื่องหลักสูตร ผมเชื่อว่าเมื่อมีความต้องการ ตลาดย่อมมีทางที่จะตอบสนองได้ และสถาบันที่ให้ความรู้ต่อไปสามารถเป็นทั้งแคมปัสที่มีอาคารมาเรียนหรือเป็นรูปแบบออนไลน์ได้ทั้งสิ้น” เคปฮาร์ตกล่าว

การเสนอความเห็นของเคปฮาร์ตครั้งนี้ถือเป็นแนวทางสำหรับวาระการประชุมสภาในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะพิจารณาร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติการเข้าถึงการศึกษา หรือ Access to Education Act ที่ได้รับการปรับปรุงจากการเสนอครั้งแรกในปี 2018

ทั้งนี้ ในมุมมองของเคปฮาร์ต สมาชิกสภาฯ ควรตั้งสำนักงานการศึกษาระดับมัธยมปลายที่จะยกเลิกระเบียบวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐทั้ง 10 แห่ง และมอบอำนาจให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระมากขึ้น ช่วยให้การวางแนวทางนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ปรับเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เคปฮาร์ตยังเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของการปรับแก้กฎหมายที่จะเปิดทางให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ สามารถคิดค้นพัฒนาหลักสูตรได้กว้างขวางมากขึ้น ให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้มีพื้นที่แข่งขันเพื่อนำเสนอหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนได้มากที่สุด

“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย เราต้องการโมเดลใหม่ที่เน้นการเข้าถึงการศึกษา ไม่ใช่อำนาจและการปกป้องคนพิเศษใดๆ เราต้องการโมเดลที่มีพื้นฐานมาจากการแข่งขัน ไม่ใช่คำสั่งและการควบคุมผ่านระบบราชการ ผมคิดว่าเราต้องการระบบที่ช่วยให้วิทยาลัยสามารถสร้างสรรค์ รังสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของบรรดานักเรียนและเหล่าผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจได้”

ปัจจุบัน กฎหมายของรัฐจำกัดการออกหลักสูตรของบรรดาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย โดยต้องได้รับอนุมัติจาก HEPC และ West Virginia Community and Technical College System และเฉพาะวิทยาลัยชุมชนและวิทยาลัยเทคนิคเท่านั้นที่สามารถเปิดสอนหลักสูตรสองปีได้ เว้นแต่โปรแกรมนั้นจะเปิดสอนมานานแล้ว

ขณะเดียวกัน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถยื่นเรื่องคัดค้านการตั้งหลักสูตรใหม่ของทางสถาบันอื่นๆ ต่อทาง HEPC หรือ WVCTCS แม้ว่าสถาบันที่คัดค้านจะไม่มีการจัดทำหลักสูตรดังกล่าวก็ตาม ซึ่งเคปฮาร์ตในฐานะประธานวิทยาลัยรัฐ Bluefield State College ก็ประสบปัญหาดังกล่าวมาก่อน เมื่อพยายามจัดตั้งหลักสูตรเทคโนโลยีการผ่าตัดในวิทยาเขตเวสต์เวอร์จิเนียตอนใต้ และเมื่อพยายามเสนอหลักสูตรเทคโนโลยีวิศวกรรมในวิทยาเขต Northern Panhandle

เคปฮาร์ตกล่าวว่า การคัดค้านดังกล่าวไม่ได้ทำด้วยความอาฆาตพยาบาทใดๆ แต่เป็นแค่ความพยายามของสถาบันที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน และกฎหมายของรัฐก็เปิดช่องให้ทำ โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลเสียต่อระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยรวม

นอกจากการตั้งหลักสูตรใหม่ๆ จะขาดความยืดหยุ่นแล้ว หลักสูตรวิทยาลัยชุมชุมที่ใช้เวลา 2 ปีในการเรียน และค่อนข้างได้รับความนิยม ก็ไม่มีการปรับปรุงหลักสูตรหรือสร้างหลักสูตรใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานอีกทางหนึ่งด้วย สวนทางกับความต้องการเรียนที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลจากบันทึกการลงทะเบียนของ HEPC ในปี 2020 ของวิทยาลัยชุมชนของรัฐและวิทยาลัยเทคนิค พบมีนักศึกษา 15,817 คนที่ลงทะเบียนเรียน โดยจำนวนนี้ นักศึกษา 13,538 คนเข้าร่วมหลักสูตรปริญญาตรี ขณะที่นักศึกษาอีก 2,392 คนลงทะเบียนในโครงการพัฒนากำลังคน

ยิ่งไปกว่านั้น เคปฮาร์ตยังชี้ให้เห็นว่า การที่สถาบันเปิดให้เรียนหลักสูตรออนไลน์ ทำให้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้ ทำให้เกิดหลักสูตรที่คล้ายคลึงกันหรือซ้ำซ้อนกันมากขึ้น ทั้งในหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 2 ปี ซึ่งความคล้ายคลึงกันนี้ จะส่งผลต่อรายรับของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในพื้นที่โดยรวม

ทั้งนี้ เคปฮาร์ตย้ำว่า ข้อเสนอของตนมีเป้าหมายหลักเพื่อให้สถาบันการศึกษามีพื้นที่สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยขนาดเล็กสามารถแข่งขันเพื่อนำเสนอหลักสูตรที่ดีและใหม่ได้มากขึ้น “เราต้องแข่งขันกัน เพราะ 70 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณการศึกษามาจากค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม และเงินช่วยเหลือ และแหล่งอื่นๆ เพื่อให้เราสามารถแข่งขันได้ เราต้องมีสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน และเราต้องมีความยืดหยุ่น” เคปฮาร์ตกล่าว

ที่มา : Capehart: New model for higher education needed

รายชื่อโรงเรียน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จังหวัด นราธิวาส จำนวน 4 โรงเรียน

  • โรงเรียนผดุงมาตร
  • โรงเรียนสวนพระยาวิทยา
  • โรงเรียนราชพัฒนา
  • โรงเรียนนราสิกขาลัย

จังหวัดยะลา จำนวน 15 โรงเรียน

  • โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 94 (บ้านบ่อน้ำร้อน)
  • โรงเรียนคุรุชนพัฒนา
  • โรงเรียนบ้านตาเซะ
  • โรงเรียนบ้านราโมง
  • โรงเรียนบ้านกาตอง
  • โรงเรียนบ้านหลักเขต
  • โรงเรียนพัฒนาบาลอ
  • โรงเรียนบ้านโกตาบารู
  • โรงเรียนบ้านตะโละหะลอ
  • โรงเรียนบ้านเยาะ
  • โรงเรียนบ้านโต
  • โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะปันยัง
  • โรงเรียนบ้านคลองน้ำใส
  • โรงเรียนบ้านสะเอะ
  • โรงเรียนกาบังพิทยาคม

จังหวัดปัตตานี จำนวน 16 โรงเรียน

  • โรงเรียนวุฒิชัยวิทยา
  • โรงเรียนนิคมสร้างตนเองโคกโพธิ์ มิตรภาพที่ 148
  • โรงเรียนบ้านบางมะรวด
  • โรงเรียนบ้านท่าน้ำตะวันออก
  • โรงเรียนบ้านน้ำบ่อ
  • โรงเรียนบ้านปาลัส
  • โรงเรียนบ้านตรัง
  • โรงเรียนบ้านกระเสาะ
  • โรงเรียนบ้านบูดี
  • โรงเรียนบ้านฝาง
  • โรงเรียนบ้านตะโละไกรทอง
  • โรงเรียนบ้านน้ำดำ
  • โรงเรียนบ้านโลทู
  • โรงเรียนบ้านวังกว้าง
  • โรงเรียนสะนอพิทยาคม
  • โรงเรียนวังกะพ้อพิทยาคม

รายชื่อโรงเรียน ภาคตะวันตก

จังหวัดตาก จำนวน 1 โรงเรียน

  • โรงเรียนบ้านร่มเกล้า 2