ปาฐกถาพิเศษ 8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย

โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  (กสศ.)

แขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

ก่อนที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2561 ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้งเป็นเวลายาวนานกว่า 3-4 ทศวรรษ เรามีการออกกฎหมายใหม่ มีแผนและนโยบายปฏิรูปการศึกษามาหลายฉบับ แต่สังคมไทยและรายงานการศึกษาจากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศก็ยังคงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพของคนไทย รวมทั้งเศรษฐกิจสังคมไทย

ทำไมวาระซึ่งเป็นที่สนใจของคนในชาติมากเช่นนั้น ถึงยังไม่มีความก้าวหน้า

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยขาดความตั้งใจ  แต่อยู่ที่ความไม่ต่อเนื่องของการปฏิรูป และขาดกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่วางกลยุทธ์ และนำไปใช้ทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้  แม้เราจะมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในปี 2542 มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีการปรับโครงสร้างสู่การกระจายอำนาจรวมทั้งมีการปรับหลักสูตร 

แต่ระหว่างปี 2542-2560 ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมากถึง 20 คน หรือเฉลี่ยรัฐมนตรีแต่ละท่านจะมีเวลาทำงานเพียง 10-11 เดือนเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพียง 4 และ 5 คนตามลำดับเท่านั้นในช่วงเวลา 18 ปีเท่ากัน การที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 5 เท่าเช่นนี้ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและผู้บริหารระดับสูงบ่อยครั้ง วาระการปฏิรูปที่ถูกกำหนดขึ้นในรัฐบาลหนึ่งหรือรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็มักถูกทบทวนหรือยกเลิกในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีท่านถัดไป  จึงเปรียบเสมือนกับการสร้างบ้านบนทราย ไม่ว่าจะสร้างได้สวยงามเพียงใด เมื่อคลื่นมาทุกอย่างก็มักจะหายไป ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 จึงวางรากฐานให้เกิด กสศ. ขึ้น ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 โดยออกแบบให้ กสศ. เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์การปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทย โดยอาศัยการทำงานด้วยข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ และงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับกลไกการจัดการศึกษาที่มีอยู่แล้วทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ และมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

กสศ. ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำทุกอย่างเพียงลำพัง และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่ใครแต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรที่คิดได้ ออกแบบได้ ทดลองพัฒนานวัตกรรมต้นแบบได้ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะแก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสังคมไทยได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อชวนทุกภาคส่วนมาร่วมเดินทางสู่เป้าหมายการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยกันได้ บนรากฐานองค์กรที่แข็งแกร่งพอที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นอิสระต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมเศรษฐกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลและรัฐสภาตามกฎหมาย

จากการเดินทางตามเจตนารมณ์ของ พรบ.กสศ. ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้เรียนรู้ว่าอะไรได้ผล อะไรต้องปรับ และอะไรที่หากทำต่อเนื่องจะเปลี่ยนชีวิตเด็กเยาวชน ครูและความเสมอภาคทางการศึกษาได้จริง วันนี้ในโอกาสที่ กสศ. ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ผมจึงขอเล่าถึงประสบการณ์การเดินทางของ 8 นวัตกรรม ที่เราเชื่อว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต

นวัตกรรมที่ 1 ระบบข้อมูล

ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เราจะกำหนดนโยบายการเงินที่ดีไม่ได้เลย หากไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง เพียงพอ และต่อเนื่องในระยะยาว เพราะนโยบายการเงินไม่ได้ตัดสินใจจากความรู้สึก แต่ตัดสินใจจากข้อมูล ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อผิดพลาด การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยก็ผิดทิศทาง และผลกระทบจะตามมาในอีกหลายเดือนข้างหน้า กว่าจะรู้ว่าตัดสินใจผิด ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว  

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ไม่ต่างกัน  ในอดีตเราขาดมิติของข้อมูลด้านการศึกษาที่สำคัญอยู่ 3 ด้าน 

ประการแรก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดมีกี่คน และอยู่ที่ไหน ยังอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่  เด็กบางคนมีชื่ออยู่ในทะเบียนของหน่วยงานหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏในอีกระบบหนึ่ง บางคนยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ไม่ได้มาเรียนมานานแล้ว 

ประการที่สอง เราไม่มีชุดข้อมูลคุณภาพสูงที่ต่อเนื่องยาวนานพอที่จะบอกได้ว่าคุณภาพการศึกษาของเราเป็นอย่างไร เด็กที่เดินทางผ่านระบบการศึกษาของเราในแต่ละช่วงชั้น มีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในช่วงวัยเดียวกันในระดับนานาชาติ 

ประการที่สาม เราไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่า ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา เราต้องลงทุนกับเขาในเรื่องอะไรบ้าง และต้องเริ่มในจุดใดของชีวิตเขาในระบบการศึกษา

เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ไม่มีแม้แต่ชื่อของคนไข้ที่นอนอยู่ตรงหน้าต่อให้หมอเก่งและตั้งใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะวินิจฉัยหรือรักษาโรคได้ถูก

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กสศ. จึงริเริ่มการพัฒนาระบบข้อมูลที่ต้องอาศัยทั้งความกล้า ความอดทน และสะสมทุนความไว้วางใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ตัวอย่างแรกคือ ฐานข้อมูลเด็กรายคนระดับประเทศ ที่เชื่อมข้อมูลระหว่าง 20 กว่าหน่วยงานเข้าหากัน และติดตามเด็กและเยาวชนแต่ละคนได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการศึกษา ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงวัยทำงานครอบคลุมเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาไทยที่เราสามารถมองเห็นเส้นทางการศึกษาของ เด็กเป็นรายคนจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งเราได้พัฒนาระบบ iSEE ขึ้นเพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถมองเห็นเส้นทางของเด็กเหล่านี้จากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกหน่วยงานมาร่วมกันช่วยเด็กเยาวชนเหล่านี้ได้ตรงจุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ตัวอย่างที่สองคือ การสำรวจข้อมูลเด็กเยาวชนแบบติดตามซ้ำทุกปีนับตั้งแต่ก่อนก่อตั้ง กสศ. จนถึงวันนี้รวมเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ข้อมูลที่ได้คือสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือภาพพัฒนาการระยะยาวของเด็กกลุ่มเดียวกันหลายพันชีวิต ที่เราเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องจนสามารถผลิตงานวิจัย และรายงานที่สำคัญ อาทิเช่น รายงานเรื่องภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ได้เป็นครั้งแรกในช่วง COVID-19 รวมทั้งรายงานเรื่องภาวะถดถอยของพัฒนาการด้านสติปัญญาหรือ IQ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ยิ่งเรียนสูงขึ้นตลอด 7-8 ปีในระบบการศึกษาไทย แต่กลับมีพัฒนาการทางสติปัญญาถดถอยลงเมื่อเทียบกับพัฒนาการของเด็กกลุ่มเดียวกันในระดับนานาชาติ เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 รายงานสำคัญนี้ได้ถูกนำไปใช้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาล และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ตลอด 2-3 ครั้งที่ผ่านมา

ตัวอย่างที่สามคือ เมื่อนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบติดตามซ้ำในช่วงประถมศึกษาดังกล่าว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลการประเมินผล PISA ของเด็กไทยอายุ 15 ทำให้เรามีหลักฐานเชิงประจักษ์ในระยะยาวที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กเมื่ออายุ 15 ปี  ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น แต่คือปัจจัยที่เกิดขึ้นกับเด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ซึ่งยังขาดการลงทุนที่เพียงพอในระยะยาวทั้งด้านทรัพยากร บุคลากร และคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเป็นที่เรียนส่วนใหญ่ของประชากรเด็กเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราอยากเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่ง เราต้องเริ่มลงทุนให้เร็วขึ้น และมากขึ้นกว่าที่เคยคิด และต้องลงทุนอย่างเสมอภาค เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาให้ได้อย่างมีประสิทธิผล

นวัตกรรมที่ 2 หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

งานแรก ๆ ที่ผมมีโอกาสทำเมื่อเริ่มต้นการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คือการทำความเข้าใจปัญหาความยากจนของประเทศไทย และยิ่งศึกษาลึกลงไป ก็ยิ่งเห็นชัดว่ารากของปัญหาอยู่ที่วงจรที่ส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น

ความยากจนถ่ายทอดข้ามรุ่นเหมือนโรคทางพันธุกรรมที่ไม่มีใครเลือกได้ พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทุนทรัพย์น้อย ไม่มีกำลังพอที่จะดูแลลูกให้ได้เรียน ได้กิน ได้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสจำนวนมากไม่ได้รับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเต็มที่ และนี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาช้านาน

กสศ. จึงได้ริเริ่มสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาเพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น และตรึงการพัฒนาทุนมนุษย์ ในเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสทั่วประเทศ ด้วยนวัตกรรม “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” (Conditional Cash Transfer: CCT) โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจน การติดตามพัฒนาการทางร่างกายที่สมวัย และการเข้าเรียนอย่างต่อเนื่องไว้ในกลไกเดียวกัน และสามารถดำเนินการได้พร้อมกันในระดับประเทศ

ในปี 2568 ระบบนี้ให้ทุนแบบมีเงื่อนไขที่ผูกกับพัฒนาการทางร่างกายที่สมวัยและการเข้าเรียนอย่างต่อเนื่องแก่นักเรียนยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน โดยผ่านการคัดกรองจากครูกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มนี้มีอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาร้อยละ 97

อย่างไรก็ดี การตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นจะสำเร็จได้ต้องไม่จบเพียงการทำให้เด็กอยู่ในโรงเรียน เพราะยิ่งได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ทุนมนุษย์ก็ยิ่งมากขึ้น และโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้สำเร็จก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย กสศ. จึงวางเส้นทางทุนการศึกษาที่ต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ทุนเสมอภาค 12 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ไปจนถึงการศึกษาระดับที่สูงกว่าภาคบังคับ ได้แก่ ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น และทุน ODOS

ดังนั้นวันนี้เราจึงสามารถบอกพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กทุกคนไม่ว่าเกิดมายากดีมีจนเช่นไร ไม่ว่าพวกเขาจะเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาจากอนุบาลแห่งใด หากพวกเขามีความมุ่งมั่นพยายามอย่างต่อเนื่อง จนมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทยตอบรับเขาเข้าศึกษา เขาจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้สำเร็จการศึกษาสูงสุดตามศักยภาพของเขา เพื่อที่จะได้ร่วมกันพัฒนาประเทศให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป

นวัตกรรมที่ 3 Thailand Zero Dropout

ย้อนกลับไปในปี 2533 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชนที่หาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของปฏิญญาจอมเทียน และหลักการ Education for All ที่ประกาศต่อโลกว่า “การศึกษาคือสิทธิของทุกคน”

ผมจึงอยากเล่าให้ทุกท่านฟังว่าก่อนหน้าที่จะมี กสศ. ตัวเลขที่ทำให้การศึกษาไทยเป็นการศึกษาเพื่อปวงชนโดยแท้จริงนั้นมาจากไหน ไม่ใช่จากหน่วยงานของรัฐ แต่มาจาก UNESCO ที่รายงานว่าประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาเป็นจำนวนหลักแสนคน ในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศยังไม่มีการรายงานตัวเลขนี้

ด้วยข้อมูลดังกล่าว ในช่วงแรกเริ่มก่อตั้ง กสศ. พวกเราจึงพยายามรวบรวมข้อมูล และผลักดันเรื่องการค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศกับหน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ไม่สำเร็จในทันที กสศ. จึงหันไปผลักดันวาระดังกล่าวกับภาคเอกชน และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่เห็นความสำคัญของโจทย์นี้ และกล้าตัดสินใจลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ที่ขายให้แก่นักลงทุนได้หมดภายในเวลาราว 3 นาที และนำไปสู่การพัฒนาโครงการค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรีภายใต้โครงการราชบุรี Zero Dropout ซึ่งต่อมาได้ขยายผลกลายเป็นวาระแห่งชาติภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ที่มีเป้าหมายว่า “เด็กทุกคนต้องได้เรียนภายในปี 2570”

บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งคือเมื่อข้อมูลชัดเจนและน่าเชื่อถือ ทุกภาคส่วนก็พร้อมมาร่วมลงทุน และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเสมอไป บางครั้งภาคเอกชนก็สามารถเริ่มเดินก่อน และทำให้ภาครัฐขยับตามได้

ปัจจุบัน Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงอย่างน้อย 11 หน่วยงานหลัก ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และสามารถพาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในปี 2567 กลับเข้าสู่การเรียนรู้ ในภาคเรียนที่ 1/2568 ได้กว่า 330,000 คน

แต่การพาเด็กกลับมาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เหมือนกับการพาคนป่วยกลับเข้าโรงพยาบาลแต่ไม่ได้รักษาโรค เขาก็ต้องออกมาอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่เราจะก้าวจาก Thailand Zero Dropout ไปสู่ Thailand Zero Dropout Plus ซึ่งหมายถึงการไม่หยุดเพียงการค้นหาและพากลับมาเรียน แต่เชื่อมต่อไปถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตของเด็กทุกคนได้ รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Learn to Earn) เพื่อให้เด็กและครอบครัวสามารถรักษาโอกาสทางการศึกษาได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่กลับเข้ามาแล้วหลุดออกไปอีกครั้ง

นวัตกรรมที่ 4  โรงเรียนพัฒนาตนเอง

สามนวัตกรรมแรกมุ่งแก้ปัญหาว่าเด็กจะเข้าถึงการศึกษาได้อย่างไร แต่ยังมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเมื่อเด็กเข้ามาแล้ว การศึกษาที่ได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่

คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง โรงเรียนแต่ละแห่งมีเด็ก มีครู มีชุมชน และมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน โรงเรียนในเชียงรายไม่เหมือนโรงเรียนในปัตตานี โรงเรียนบนดอยไม่เหมือนโรงเรียนในเมือง การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการมองเห็นปัญหาของตนเอง เรียนรู้จากข้อมูล และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองหรือ TSQM จึงเปลี่ยนวิธีทำงานจาก “การเข้าไปสนับสนุนรายโรงเรียน” ไปสู่ “ขบวนการขับเคลื่อนเชิงกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้” ให้โรงเรียน ครู เครือข่าย ชุมชน และท้องถิ่นร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมเป็นเจ้าของ ในปี 2568 มีโรงเรียนกว่า 1,364 แห่งใน 48 จังหวัดเข้าร่วม และโรงเรียนกว่า 3,661 แห่งนำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามผลนักเรียนรายบุคคล

หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือ แต่คือการทำให้โรงเรียนใช้เครื่องมือนั้นเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง นี่คือการสร้าง “การนำการพัฒนาตนเอง” ไม่ใช่การ “สั่งการ”

นวัตกรรมที่ 5 ครูรัก(ษ์)ถิ่น

มีปัญหาหนึ่งที่ดูเหมือนแก้ไม่ได้มาช้านาน นั่นคือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู

เราส่งครูเข้าไป แต่ครูก็ขอย้ายออกมา เราส่งเข้าไปใหม่ แต่ก็ขอย้ายออกมาอีก วนซ้ำอยู่อย่างนั้น เพราะครูที่ไปจากเมืองไม่รู้ภาษา ไม่คุ้นวัฒนธรรม และไม่มีรากในชุมชน ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ แต่เพราะชีวิตของเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะส่งครูจากที่ใดเข้าไปเติมตำแหน่งว่าง” แต่เริ่มจากคำถามที่แตกต่างออกไปว่า “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนได้รับโอกาสพัฒนาและกลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง”

นี่คือนวัตกรรมการผลิตครูระบบปิดแบบครบวงจร ค้นหาเด็กในพื้นที่ห่างไกล บ่มเพาะตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย และกลับไปบรรจุในโรงเรียนบ้านเกิด บัณฑิตรุ่นที่ 1 และ 2 รวม 622 คน ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน 555 แห่งใน 52 จังหวัด และระบบนี้มีอัตราการคงอยู่ในเส้นทางวิชาชีพสูงถึงร้อยละ 99.6

ครูเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนวิชา แต่เป็นคนที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และความฝันของเด็กในชุมชน เพราะพวกเขาเติบโตมาจากชุมชนเดียวกัน รากของพวกเขาอยู่ที่นั่น

การสร้างครูที่ดีและมีคุณภาพหนึ่งคนสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

นวัตกรรมที่ 6 การศึกษาที่ยืดหยุ่น

หากเราลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่ต้องตื่นตี 4 เพื่อช่วยพ่อแม่ขายของในตลาด ก่อนเดินทางไกลเพื่อไปโรงเรียนแล้วกลับมาดูแลน้องในตอนเย็น ระบบการศึกษาแบบเดิมบอกเขาว่า “ถ้าเรียนไม่ทันเพื่อนก็ต้องซ้ำชั้น” แต่ไม่เคยถามว่า “ระบบทำให้ชีวิตของเขายากขึ้นหรือเปล่า”

ระบบการศึกษาแบบเดิมตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเด็กทุกคนมีเวลา มีครอบครัว และมีเงื่อนไขชีวิตเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง ชีวิตของเด็กไทยหลายล้านคนไม่ได้เป็นเช่นนั้น

หลักสำคัญคือเราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยืดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก

นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ขยายครอบคลุม 927 อำเภอ Mobile School ทลายข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา และหน่วยจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ 670 แห่งใน 71 จังหวัด เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนา Learning Passport เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานหรือในชีวิตจริง ได้รับการรับรองและนำไปใช้สร้างอนาคตได้

การศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ใช่การลดมาตรฐาน แต่คือการเปิดเส้นทางที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถไปถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้

นวัตกรรมที่ 7 All for Education

ผมต้องเรียนตามตรงว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปีไหนเลยที่ กสศ. ไม่ถูกตัดงบประมาณ โดยเฉลี่ยงบประมาณที่บอร์ด กสศ. เสนอไปที่รัฐบาลมักจะถูกปรับลดลงราวร้อยละ 20-25 ทุกปี ซึ่งก็เป็นประสบการณ์เดียวกันกับที่ทุกหน่วยรับงบประมาณ จากปีแรกที่เราเคยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง 1 ใน 10 ของข้อสังเกตท้าย พรบ.กสศ. วันนี้เราก็ยังได้รับการจัดสรรเพียง 1 ใน 3 ของตัวเลขนั้น

นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องคิดนอกกรอบเรื่องการระดมทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีขนาดและความซับซ้อนมากเกินกว่าจะขับเคลื่อนด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงลำพัง แนวคิด All for Education จึงมุ่งเปลี่ยนทุกภาคส่วน จากผู้ชมเป็นผู้สนับสนุน และกลายเป็นหุ้นส่วนการเปลี่ยนแปลง จากการบริจาคไปสู่การร่วมลงทุน และจากกิจกรรมระยะสั้นไปสู่ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของเด็กในระยะยาว 

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า องค์กรในตลาดทุนมีอะไรที่เด็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังขาดอยู่ คำตอบคือความสนใจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และทรัพยากรทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินที่พร้อมสนับสนุนอนาคตของน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ซึ่งก็ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันวิทยาการตลาดทุน ที่ได้ช่วยกันเชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทั้งใน ตลท. และบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 20 แห่ง ในการจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษามากกว่า 27 ล้านบาท รวมทั้งสนับสนุนคอมพิวเตอร์และแล็บท็อปมากกว่า 1,148 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนกว่า 146 แห่งทั่วประเทศ โดยทุกเครื่องที่ส่งถึงโรงเรียนจะไปพร้อมกับสื่อความรู้ด้านการออมและการวางแผนทางการเงิน 

โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตอุทกภัยที่จังหวัดสงขลาด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนนี้ ทำให้เราสามารถส่งทรัพยากรไปถึงพื้นที่ได้ก่อนที่ระบบภาครัฐจะสามารถเข้าถึงได้ ผลคือโรงเรียน 195 แห่งกลับมาเปิดเรียนได้ และเด็ก 15,208 คนได้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ ทั้งสองกรณีสะท้อนหลักการเดียวกัน คือมูลค่าที่แท้จริงของความร่วมมือตามแนวคิด All for Education ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินหรือสิ่งของ แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงคุณค่าระหว่างผู้ให้ และผู้รับที่ต้องการในสิ่งเดียวกันคือความเสมอภาคทางการศึกษา

โดยล่าสุด กสศ. และภาคีได้ริเริ่มพัฒนากลไกระดมทุนแบบรูปแบบใหม่ที่เรียกกันในเวทีนานาชาติว่า Outcome-based financing หรือการลงทุนมุ่งผลลัพธ์ รวมทั้งเริ่มสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบ Learn to Earn ที่เชื่อมการศึกษา ทักษะอาชีพ และโอกาสมีงานทำเข้าด้วยกัน เพื่อให้การศึกษาตอบโจทย์ชีวิตของเด็ก พร้อม ๆ กับตอบโจทย์นายจ้างให้ตรงความต้องการให้มากขึ้น

นี่คือการเปลี่ยนวิธีมองงบประมาณด้านการศึกษา จากค่าใช้จ่ายให้เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ เพราะผลตอบแทนของการลงทุนในเด็กคนหนึ่งไม่ได้กลับคืนมาเฉพาะแก่เด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อนาคตของเด็กไทยจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงใด องค์กรใด หรือกองทุนใด แต่เป็นอนาคตร่วมกันของพวกเราทุกคนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ

นวัตกรรมที่ 8 การวิจัยเชิงประจักษ์

นวัตกรรมทั้ง 7 ประการที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพ และนี่คือนวัตกรรมที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เป็นรากของนวัตกรรมต่าง ๆ ของ กสศ.

ผมเปรียบงานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่า “เรืออยู่ที่ไหน” แต่งานวิจัยบอกเราว่า “ควรแล่นเรือไปทิศใด” และ “เส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด” โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก นอกจากนั้นตลอดเส้นทาง 8 ปีของ กสศ. งานวิจัยก็มักทำหน้าที่เหมือนพาหนะที่ช่วยพา กสศ. ได้ร่วมเดินทางกับภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศไปสู่ความสำเร็จในหลาย ๆ งานที่การทำงานแบบเดิม ๆ ไม่เคยทำได้สำเร็จ

กสศ. จึงใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลายเพื่อยืนยันคำตอบให้ชัดเจน ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ทั้งการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial: RCT) และการประเมินผลลัพธ์จากการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนข้อค้นพบให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่นโยบายที่เกิดจากความเชื่อหรือความรู้สึก

งานวิจัยคือสิ่งที่ทำให้เราเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นหลักฐาน การค้นพบว่าประเทศไทยเคยมีเด็กเยาวชนอยู่นอกระบบการศึกษามากกว่า 1 ล้านคน การติดตามเด็กกลุ่มเดิมต่อเนื่อง 10 ปี ค้นพบว่าเด็กในพื้นที่ชนบทมีระดับ IQ เฉลี่ยที่ลดลงตามระดับชั้น ไม่ใช่เพิ่มขึ้น และปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จเมื่ออายุ 15 ปี ไม่ใช่ฐานะทางเศรษฐกิจในวันนี้ แต่คือโอกาสที่เขาได้รับในช่วงปฐมวัย 

ข้อค้นพบนี้เปลี่ยนทิศทางนโยบายจากการรอช่วยเมื่อเด็กหลุดออกจากระบบ ไปสู่การลงทุนก่อนที่ปัญหาจะเกิด และยังค้นพบอีกว่ามีเด็กยากจนร้อยละ 15 ที่แม้จะอยู่ในกลุ่มที่ยากจนที่สุด แต่สามารถทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กที่มีฐานะร่ำรวยที่ทำคะแนนสูงสุดของประเทศ นำไปสู่การค้นพบกลุ่ม “นักเรียนช้างเผือก” และกลายเป็นพิมพ์เขียวของนโยบายทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) นี่คือสิ่งที่งานวิจัยทำได้ในสิ่งที่ความเชื่อทำไม่ได้

อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณล่าสุด กสศ. ถูกตัดงบประมาณด้านการวิจัยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การตัดงบวิจัยอาจดูเหมือนประหยัดในระยะสั้น แต่เปรียบเสมือนการถอดเข็มทิศออกจากเรือที่กำลังแล่นอยู่กลางทะเล เราจะยังแล่นต่อไปได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่ากำลังแล่นไปในทิศที่ถูกต้องหรือเปล่า และเมื่อถึงวันที่รู้ว่าหลงทาง ต้นทุนที่เราต้องจ่ายจะไม่ใช่เพียงแค่งบประมาณ แต่คือโอกาสในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต

แขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

ทั้ง 8 นวัตกรรมที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้ ไม่ใช่ผลงานของ กสศ. เพียงองค์กรเดียว แต่เป็นผลของการทำงานร่วมกันกับครูกว่า 400,000 คน ท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงภาคประชาสังคมทั่วประเทศ

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กสศ. พิสูจน์แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ทำได้จริง วัดผลได้จริง และเปลี่ยนชีวิตเด็กได้จริง ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนให้แก่ประเทศอย่างไม่สิ้นสุด

ทั้ง 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมนี้ล้วนสะท้อนความหมายที่อยู่ในโลโก้ของ กสศ. ซึ่งนำเสนอความเชื่อในปรากฎการณ์ผีเสื้อ (Butterfly Effects) ที่องค์กรเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างผลกระทบที่เป็นอนันต์ (Infinity) ร่วมกับทุกภาคส่วนได้

แต่โจทย์ที่ยังค้างอยู่และเป็นโจทย์ที่ใหญ่ที่สุด คือทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้เกิดความยั่งยืน ไม่ผูกติดกับงบประมาณรายปีที่ผันผวน ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว ในขณะที่ความท้าทายใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร กำลังจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขยายกว้างมากขึ้นหากเราไม่เตรียมรับมือ

ผมจึงอยากขอความร่วมมือ ความเห็น และการสนับสนุนจากท่านผู้แทนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านผู้แทนจากภาคเอกชนและทุกภาคส่วนที่อยู่ในห้องนี้ ว่าเราจะช่วยกันออกแบบกลไกทางกฎหมาย กลไกทางการเงินและกลไกทางนโยบายอย่างไรในระยะยาวที่จะทำให้วาระความเสมอภาคทางการศึกษาของคนไทยทุกคน ที่พวกเราได้ร่วมกันผลักดันมาเกิดความยั่งยืนและต่อยอดพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรในอนาคต

เพื่อให้ในวันข้างหน้าความเสมอภาคทางการศึกษาจะเป็นทั้งเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของและผลักดันให้มีความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นบทเรียนให้หน่วยงานของรัฐทั้ง กสศ. และองค์กรภาคีต่าง ๆ สามารถเรียนรู้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการส่งเสริมสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาที่คนไทยทุกคนต้องการได้อย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน Equity Forum 2026 ในวันนี้ครับ


ที่มา : ปาฐกถาพิเศษ 8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย
โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 – 10.00 น. 
ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม (ฝั่งอีสต์) ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค