ยินดี นศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สำเร็จการศึกษารุ่นที่ 3
‘Café Amazon - มิชลิน - เซ็นทรัลเรสตอรองส์กรุ๊ป’ หนุนเข้าทำงานทันที

ยินดี นศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สำเร็จการศึกษารุ่นที่ 3

เมื่อวันที่ 29-31 มีนาคม 2567 ที่โรงแรมเวลคัมเวิร์ลบีช รีสอร์ทแอนด์สปา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จำนวน 107 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2 ปี จาก 11 สถาบันการศึกษาสายอาชีพที่ร่วมโครงการ ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล, วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก, วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา, วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ, วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิคบางแสน, วิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี, วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ และ วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ร่วมด้วยเครือข่ายองค์กรภาครัฐในการดูแลคนพิการระดับพื้นที่จังหวัด และเครือข่ายสถานประกอบการภาคเอกชน

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนการทำงานโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จากการทำงานร่วมกันบนโจทย์พัฒนาการศึกษาสายอาชีพเพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่กลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ หนุนเสริม ‘การศึกษาสู่การมีงานทำ’ ผ่านการวิจัยและระดมทรัพยากรตลอดจนความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงผลักดันให้เกิดการรับรู้และยอมรับในศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ อันเป็นหนึ่งแนวทางสร้างความเสมอภาคบนฐานของความแตกต่างหลากหลาย โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปิดประตูโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้เรียน 

โดยตลอดทั้งสามวัน นักศึกษาทุนผู้สำเร็จการศึกษาได้ทำกิจกรรม Workshop เตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำ อาทิ การเสริมประสบการณ์การสัมภาษณ์งาน การรับฟังตัวแทนสถานประกอบการเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้จ้างงานต่อพนักงาน อีกทั้งมีการตั้งบูธแนะนำสถานประกอบการและตำแหน่งงานต่าง ๆ รวมถึงเปิดรับสมัครและพิจารณารับนักศึกษาทุนฯ เข้าร่วมงานทันทีจากภาคเอกชนที่สนับสนุนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับ กสศ. มาตั้งแต่เริ่มต้นอย่าง Café Amazon, บริษัท สยามมิชลิน จำกัด, เซ็นทรัลเรสตอรองส์กรุ๊ป และ สำนักจัดหางานจังหวัดชลบุรี

ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จากคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานในวันนี้มีเป้าหมายคือสร้างความสุขความประทับใจ และแสดงความยินดีกับการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ รุ่นที่ 3 ทั้งยังถือเป็น ‘โค้งสุดท้าย’ สำหรับการเอื้อให้เกิดคุณค่าที่จะติดตัวนักศึกษาทุกคนไปในโลกของการทำงาน นั่นคือความพร้อมที่จะช่วยให้ทุกคนแน่ใจว่า จะสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานในโลกปัจจุบันได้

ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จากคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“สิ่งสำคัญที่คณะทำงานจะช่วยให้น้อง ๆ ค้นพบ คือความเข้าใจตนเองว่ามีความชอบอะไร หรือทำอะไรได้ดี ซึ่งจะพาไปสู่ความมั่นใจ ภูมิใจ สร้างให้เกิดทักษะสังคมต่าง ๆ ในโลกการทำงาน โดยเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ ‘อยู่ได้’ แต่ทุกคนจะต้องอยู่ได้อย่างยืนยาว และเติบโตในอาชีพ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือนักศึกษาทุนฯ ทุกคน จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้น โดยเฉพาะในฐานะครูการศึกษาพิเศษผู้ผลิตครูไปสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราต้องรู้ว่าผู้เรียนต้องการอะไร มีความคิด ความเชื่อ หรือปัญหาอุปสรรคอะไร แล้วสังคมก็จำเป็นต้องรับฟังและเรียนรู้จากเสียงเหล่านี้ให้ลึกที่สุด เพื่อค้นหาให้พบว่าการช่วยเหลือและการให้กำลังใจที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของน้อง ๆ คืออะไร แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างห้องน้ำหรือทางลาดสำหรับผู้พิการ ไปจนถึงการทำความเข้าใจ การสื่อสาร หรือการมองเห็นว่ามีคนที่แตกต่างอยู่ร่วมกับพวกเราทุกคน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้สังคมเราเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด และยังจะทำให้คนที่ทำงานเกี่ยวข้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำ วันนี้สิ่งที่คณะทำงานโครงการฯ ได้เปลี่ยนแปลงร่วมกันไปแล้ว คือการเกิดขึ้นของทัศนคติของการอยู่ร่วมกันแบบ ‘inclusive society’ (สังคมของคนทุกคน) ซึ่งภาพเหล่านี้จะค่อย ๆ ต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ ที่มีน้อง ๆ นักศึกษาทุนเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยสานฝันให้สังคมของเราดีขึ้นกว่านี้

นายพิษณุเวช โพธิ์เพ็ชร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา สอศ.

นายพิษณุเวช โพธิ์เพ็ชร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา สอศ. กล่าวว่า ผลผลิตจากโครงการฯ คือการจุดประกายให้กับเยาวชนผู้มีความต้องการพิเศษ ว่าความมานะความพยายามคือต้นทางของความสำเร็จ โดยแม้ต้องผ่านปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่บททดสอบหนึ่ง ก่อนที่นักศึกษาทุนฯ จะก้าวไปสู่ทางแยก 3 ทาง ที่มีทางเลือกแรกคือการเข้าทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งหลายแห่งมาร่วมงานในวันนี้และพร้อมรับเข้าทำงานทันที ส่วนสองคือคนที่สนใจตั้งตัวเป็นผู้ประกอบการ ทางเครือข่ายยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้มีทุนตั้งต้นสำหรับการกู้เงินเพื่อประกอบธุรกิจให้กับนักศึกษาทุนฯ ในวงเงิน 40,000-120,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ผ่านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือทางเลือกที่สามสำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สอศ. และ กสศ. จะเป็นผู้สนับสนุนผลักดันให้นักศึกษาเข้าถึงทุนการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ 

“ความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ณ ตรงนี้ คือการส่งผ่านแนวคิดที่ว่า คนทุกคนล้วนมีความสำคัญกับสังคมของเรา เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า มีศักยภาพ มีทัศนคติที่พร้อมพัฒนาเติบโต ซึ่งถ้าได้รับโอกาส ไม่ว่าใครก็ตามก็สามารถใช้การศึกษาเพื่อพาตัวเองไปสู่การมีงานทำได้ พึ่งพาตนเองได้ การตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษในวันนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นผลสัมฤทธิ์แล้วว่าน้อง ๆ ทุกคนทำได้ เมื่อนักศึกษาผู้มีความต้องการพิเศษของเราเตรียมจบการศึกษาอีกรุ่นหนึ่ง และกำลังจะก้าวไปเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว และแม้ว่าหลังจากนี้สิ่งที่น้อง ๆ จะได้เจออาจไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบสมบูรณ์ เพราะแต่ละคนจะต้องเรียนรู้ปรับตัวเพื่อรับมือกับอุปสรรคปัญหาอีกมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมให้ทุกคนเติบโต พัฒนาศักยภาพ และประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ทุกคนแสดงให้เห็นแล้วในพิธีจบการศึกษาวันนี้”

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า ภาพที่เห็นในวันนี้ คือความเป็นนักสู้ของนักศึกษาทุกคน ทั้งในด้านการเรียน และการฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคในชีวิต ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ก่อนที่ทุกคนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงานต่อไป     

“เราไม่ได้พูดถึงแค่นักศึกษาทุนผู้มีความต้องการพิเศษ 107 คนในห้องนี้ หรือแค่จำนวนนักศึกษาทุนฯ ที่รวมกัน 5 รุ่น ราว 500 กว่าคน แต่ความสำคัญของงานที่ทุกฝ่ายร่วมกันทำ กำลังส่งไปถึงคนทุกช่วงวัยที่ต้องการการศึกษาพิเศษทั้งประเทศไทยราว 2 ล้านคน ซึ่ง  60% จบการศึกษาสูงสุดแค่ชั้นประถมศึกษา งานวันนี้จึงถือเป็นภาพตัวอย่างของความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ที่น้อง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็น และแม้ว่าจำนวนนักศึกษาทุนฯ ต่อรุ่นของโครงการจะยังไม่มาก แต่การเติบโตของน้อง ๆ 107 คนในระยะเวลาสองปี ก็ทำให้เราเชื่อมั่นแล้วว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริง นี่คือการพิสูจน์พลังที่อยู่ข้างในตัวเยาวชนทุกคน และสะท้อนไปถึงพลังของสังคมที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน และลดทอนอุปสรรคของการเข้าถึงการเรียนรู้พัฒนาตนเอง อุปสรรคของการเข้าถึงการประกอบอาชีพ และเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันทำงานต่อไป โดยมีน้อง ๆ เหล่านี้เป็นตัวแบบ”

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ.
และอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ระดับสูงกว่าภาคบังคับ

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ. และอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ กล่าวว่า การสร้างและส่งต่อเยาวชนผู้มีความต้องการพิเศษเข้าไปสู่สังคมไม่ใช่เรื่องง่าย หลักการสำคัญไม่ใช่แค่มีทุนที่เป็นตัวเงิน แต่จำเป็นต้องมีหลายฝ่ายมาเกี่ยวข้อง เหนือไปกว่านั้น กสศ. มีข้อค้นพบว่า เยาวชนผู้มีความต้องการพิเศษที่จบการศึกษาระดับ ปวส. จะสามารถพาครอบครัวให้พ้นไปจากความยากจนข้ามรุ่นได้สำเร็จ โอกาสครั้งนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญของทั้งตัวนักศึกษา และต่อแนวทางการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษต่อไป

“ลักษณะพิเศษของเยาวชนกลุ่มนี้คือความพยายาม ความอดทน ความตั้งใจที่จะต่อสู้ฝ่าฟันกับปัญหา มีพลังของการเรียนรู้หรือ Growth Mindset ที่คอยผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า และนั่นคือสิ่งที่ กสศ. จะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เส้นทางพัฒนาตนเองทอดยาวออกไปไม่สิ้นสุด ที่สำคัญคือเราต้องขอบคุณคณาจารย์จากทุกสถาบัน ที่เป็นทั้งผู้ค้นพบ สร้างกำลังใจ และเชื่อมโยงน้อง ๆ ให้ไปถึงแหล่งทุน แสดงถึงหัวใจของความเป็นครูที่ทุ่มเททำงานอยากให้ศิษย์ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ครอบครัวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่หากมีทัศนคติเชิงบวกอยากให้ลูกหลานได้รับการศึกษา ก็จะทำให้เด็กก้าวเดินอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องขอบคุณ คือผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่มีนโยบายเห็นความสำคัญของการรับผู้มีความแตกต่างหลากหลายเข้าทำงาน นี่เป็นบทพิสูจน์ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มีศักยภาพ เขาจะสามารถทำงานและพัฒนาตนเองต่อไปได้ โดยจากบทเรียนความร่วมมือนี้ กสศ. จะพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้ขยายออกไปมากขึ้น”

ด้านตัวแทน นักศึกษาทุนฯ ที่จบการศึกษาเป็นรุ่นที่ 3 ในปีนี้ ได้กล่าวถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งเชื่อมต่อไปถึงการทำงาน

โดย นายคมชาญ แดนกาไสย นักศึกษาทุนฯ ผู้พิการทางการได้ยิน จากวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ กล่าวว่า ปัญหาจากรายได้ครอบครัวที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกือบไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบ ม.6 จนเมื่อได้เข้ามาเป็นนักศึกษาทุนที่วิทยาลัยสารพัดช่าง จึงตั้งใจเรียนได้อย่างเต็มที่ ส่วนการอยู่ร่วมกับเพื่อนในวิทยาลัยก็ช่วยเรื่องการเรียนรู้ปรับตัวเข้าสังคม จนขึ้นชั้น ปวส.2 การเป็นนักศึกษาทุน กสศ. ผนวกกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ของสถาบัน ที่มีการเชื่อมต่อโอกาสให้ได้เรียนรู้และฝึกงานที่ Café Amazon ทำให้เริ่มมองเห็นว่าตนเองจะไปทางไหนต่อได้เมื่อจบการศึกษา โดยหลังจากเรียนและฝึกงานมาเป็นเวลา 1 ปีจนจบการศึกษาชั้น ปวส. ทาง Café Amazon ได้รับเข้าทำงาน และจะเริ่มงานในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

“ผมคิดว่าการได้ทดลองงานทำให้เราเห็นโลกของการทำงานมากขึ้น ลดความตื่นเต้น ความประหม่า ความไม่มั่นใจต่าง ๆ การทำงานทุกวันช่วยให้เราจำสูตรการชงกาแฟ เรียนรู้ทักษะการบริการลูกค้า และปฏิบัติงานได้โดยไม่มีความกังวล สามารถพัฒนาตัวเองและทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งการที่เห็นว่าตัวเองทำได้และเกิดความชอบในงานที่ทำ ทำให้เราเห็นเส้นทางประกอบอาชีพในอนาคต ภูมิใจในตัวเองได้ทั้งในการเรียนจนจบการศึกษา และยิ่งภูมิใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าการศึกษาพาเราไปสู่การทำงานได้จริง ๆ”

นายวรพงษ์ ไชยกันต์ นักศึกษาทุนฯ ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาด้านสายตาทำให้ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เต็มที่ เมื่อเรียนจนจบ ม.6 จึงยังไม่รู้ว่าตนเองต้องเลือกเรียนต่อในสาขาใด จนหลังมาเจอกับวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ได้เข้าเรียนในสาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัลในฐานะนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จึงเริ่มค้นพบว่าตนเองชอบด้านการออกแบบ และคอมพิวเตอร์กราฟิก

“ผมพบว่าการได้ทำในสิ่งที่ชอบทำให้เรามีความสุข จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนที่ขึ้นปีสองได้โอกาสไปฝึกงานที่สำนักงานสรรพากรเชียงใหม่ เขต 1 ได้รับผิดชอบงานเกี่ยวกับระบบข้อมูลและงานประชาสัมพันธ์ ผมมาพบอีกว่าการได้นำความรู้จากที่เรียนในวิทยาลัยมาปรับใช้ จนผู้ใหญ่ในที่ทำงานและเพื่อนร่วมงานยอมรับ ทำให้รู้สึกดีใจ ว่าตนเองสามารถทำงานได้ในมาตรฐานเดียวกับคนทั่วไป ต่อมาหลังฝึกงานเสร็จ ผมก็เอาความรู้จากที่ทำงานมาต่อยอดด้วย จนวันนี้ผมเรียนจบแล้วและได้งานทำทันทีที่สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งงานก็ทำให้ผมได้ข้อค้นพบอีกหนึ่งอย่างว่า หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน เขาไม่ได้มองว่าเราเป็นคนพิการหรือมีความแตกต่างใด ๆ ตราบที่คุณภาพงานของเราอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน หรือสูงกว่างานที่คนอื่น ๆ ทำได้ นั่นทำให้ผมต้องพยายามในทุก ๆ วันเพื่อเรียนรู้ เพื่อรับผิดชอบงานและพัฒนาตนเองยิ่งขึ้นไป แล้วเมื่อผมทำได้ ก็รู้สึกภูมิใจว่าตัวเราไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าใคร ๆ เลย”