Mobile School เพราะการศึกษา ควรเคลื่อนที่ไปหา และมอบอำนาจการเรียนรู้ให้เด็ก

Mobile School เพราะการศึกษา ควรเคลื่อนที่ไปหา และมอบอำนาจการเรียนรู้ให้เด็ก

พิมพ์ชนก จอมมงคล เจ้าหน้าที่มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) และผู้ประสานงานเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น และ Mobile School Thailand

เมื่อพูดถึง Mobile School ในไทย แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรบันทึกไว้ แต่น่าจะกล่าวได้ว่า ครูตูน พิมพ์ชนก จอมมงคล และทีมงาน CYF (Children and Youth Development Foundation) คือผู้คนกลุ่มแรกๆ ที่ริเริ่ม ผลักดัน และเชื่อมร้อยเครือข่ายให้เข้มแข็ง จนแนวคิด Mobile School ก่อเกิด และเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้างในปัจจุบัน

Mobile School เริ่มก่อตัวช่วงแรก จากการพยายามมองหาทางออกทางการศึกษาให้แก่เด็กในกระบวนการยุติธรรม หรือสถานพินิจจังหวัดนครพนม ซึ่งจากการที่ครูตูนและทีม CYF ได้เข้าไปจัดพื้นที่การเรียนรู้และการเทียบโอนวุฒิการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ จนเจอ pain point ว่า หลายครั้งที่เด็กออกไปจากรั้วสถานพินิจแล้ว เขาไม่ได้รับการส่งเสริมหรือมีโอกาสได้เรียนรู้ต่อ จนขาดความรู้ไปจนถึงขาดวุฒิการศึกษา อันทำให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงตกอยู่ในวังวนแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของเด็กและอนาคตของประเทศ

จากความตั้งใจที่อยากหาพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กสถานพินิจจังหวัดนครพนมได้เรียนอย่างต่อเนื่องจนได้วุฒิ ณ วันนี้ Mobile School ได้ขยายความฝันและภารกิจ จนกลายมาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่โอบกอดความฝันของเด็กหลากหลายกลุ่ม พร้อมกับทำงานกับภาคีเครือข่ายในหลายท้องถิ่น เพื่อเป้าหมายคือ พาการศึกษายืดหยุ่นไปถึงมือเด็ก และขยายศักยภาพเด็กให้ตอบโจทย์ชีวิตเขามากที่สุด

ด้านล่างนี้คือบทสนทนา ที่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักที่มาที่ไปของ Mobile School, เป้าหมายที่ครูตูนมีต่อการศึกษาไทย, รวมถึงมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผู้หญิงคนหนึ่ง ที่คลุกวงในกับการศึกษายืดหยุ่นมาตลอดหลายปี

จุดเริ่มต้นของคำถาม และการพบกับ CYF

ย้อนกลับไปเกือบหนึ่งทศวรรษก่อนที่แนวคิด Mobile School จะถือกำเนิด ครูตูนเริ่มต้นการเดินทางในฐานะครูอาสาบนพื้นที่ราบสูงปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นั่นเธอได้พบกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยมีทักษะชีวิตสูงน่าทึ่ง แต่กลับไร้ซึ่ง “ความฝัน” ในอนาคต สิ่งเหล่านี้ทำเธอเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา

คำถามนั้นทำให้ครูตูนตัดสินใจร่วมงานกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) ภายใต้การนำของ คุณวิทิต เติมผลบุญ หรือ “พี่หน่อง” ผู้ที่คลุกคลีกับการสร้างโรงเรียนบนดอยมานาน บทเรียนสำคัญที่ CYF ได้รับคือโรงเรียนรูปแบบรัฐมักจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เด็กออกจากหมู่บ้านจนชุมชนล่มสลาย “พี่หน่องเลยเรียนรู้ว่า โรงเรียนมันผลักให้เด็กออกจากชุมชน CYF จึงเปลี่ยนมาทำเรื่องการศึกษากับวัฒนธรรม รวมถึงเริ่มช่วยชุมชุมจัดตั้งศูนย์การเรียน”

พวกเขาจึงหันมาใช้ช่องทางตามกฎหมายมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการศึกษาได้เอง โดยมีศูนย์การเรียนแห่งแรกของประเทศไทยคือบ้านห้วยพ่าน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ส่วนครูตูนเข้าร่วมเป็นครูอาสาที่ศูนย์การเรียนแห่งที่ 2 ของ CYF คือ ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง – วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร ที่สังขละบุรี กาญจนบุรี

แต่จุดพลิกผันที่สำคัญจริงๆ กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเธอและทีม CYF เข้าไปทำงานที่จังหวัดนครพนม

วุฒิการศึกษาในฐานะอำนาจและการคืนคุณค่าให้ชีวิต

ในปี 2563 ช่วงที่โควิด-19 ทำให้เด็กนับแสนคนหลุดออกจากระบบการศึกษา ครูตูนและทีม CYF ได้ขยายภารกิจไปทำงานร่วมกับเด็กในสถานพินิจจังหวัดนครพนม ภายใต้โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดนครพนม) การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่นั่นเธอพบว่าเด็กเกือบทั้งหมดหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากเงื่อนไขทางอายุและภาระชีวิต

“เด็กกลุ่มนี้เขาอายุ 15-18 ปีแล้ว แต่เขาหยุดเรียนมาตั้งแต่ ป.4 ป.5 บางคนเรียนแค่ ป.1 ต้องใช้เวลาอีก 6 ปีถึงจะจบ ม.3 ถ้าให้เขากลับไปนั่งเรียนกับเด็กประถมต้น หรือต้องขึ้นรถไปเรียนไกลหลายสิบกิโล มันเป็นไปไม่ได้” ครูตูนอธิบายถึงความท้าทายที่พบ

รูปแบบการศึกษายืดหยุ่นที่สถานพินิจจังหวัดนครพนม จึงเริ่มต้นจากแนวคิดว่า ประสบการณ์ชีวิตและผลการเรียนเดิมของเด็ก น่าจะถูกนำมา “เทียบโอน” ได้ ด้วยแนวคิดนี้ ครูตูนและทีมจึงทดลองใช้กลไกที่กฎหมายเปิดไว้ คือการรับรองการเรียนรู้จากชีวิตจริงของเด็ก

“เวลาเราสัมภาษณ์เทียบโอนเด็ก เราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเด็กเขามีทักษะชีวิตและศักยภาพเยอะมาก บางเรื่องเราไม่รู้เท่าเขาด้วยซ้ำ เช่นเรื่องปลูกข้าว เรื่องจมูกข้าว” เธอเล่าถึงสิ่งที่ค้นพบ

เด็กบางคนเรียนกับศูนย์การเรียนเพียง 1 ภาคเรียน หรือ 5 เดือน ก็ได้วุฒิ ม.3 หรือ ม.6 แล้ว นั่นเป็นพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้มาแล้วตลอดชีวิตถูกนำมานับค่าอย่างเป็นธรรม “เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เพราะสิ่งที่ทำในอดีตถูกนำมาเทียบโอนเป็นเกรดได้ เช่น การทำนา กรีดยาง” เธออธิบายถึงความหมายของการเทียบโอน

แม้ในช่วงแรกครูตูนจะยอมรับว่ามีความกังวลถึงมาตรฐานอยู่บ้าง “ตอนแรกเราก็กลัวว่ามันง่ายไปไหม แต่วันที่เด็กสถานพินิจคนหนึ่งพูดบนเวทีรับวุฒิ ว่า ‘ใบกระดาษนี้ทำให้เขากล้าฝันถึงการเรียนต่อ’ ความกลัวของเราก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความมั่นใจ ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความหมายอย่างแน่นอน” เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในใจ

แต่แล้วครูตูนก็เจอ pain point ที่ทำให้เธอและทีม CYF ต้องหันมาคิดนอกกรอบเพื่อหาทางออก

โรงเรียนมือถือ การไม่ปล่อยเด็กหลุดมืออีกครั้ง

ปัญหาใหญ่ที่ครูตูนและทีม CYF พบคือ เมื่อเด็กในสถานพินิจที่ร่วมโครงการนั้นยังเรียนไม่ครบ แต่ถูกปล่อยตัวออกจากสถานพินิจเสียก่อน พอเด็กออกจากรั้วสถานพินิจ การเรียนการสอนก็ขาดช่วง ขาดการติดตาม จึงเกิดการหลุดจากระบบอีกครั้ง

ครูตูนและทีม CYF จึงพยายามเสาะหาทางออกเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

“เราเจอปัญหาว่าเมื่อเด็กรุ่นแรกออกจากออกจากสถานพินิจแล้วเราตามตัวเขากลับมาเรียนไม่ได้ พอรุ่นถัดมา เราเลยหารูปแบบที่จะทำให้เรายังติดตามเด็กได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” เธอเล่า

ในที่สุด ทีมงานก็พบว่า การเรียนรู้ผ่านเครื่องมือใกล้ตัวอย่างโทรศัพท์มือถือ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด “ตอนนั้นถ้าถามว่าใครมีเฟซบุ๊กมั้ย เด็กทุกคนล้วนเล่นเฟซบุ๊ก เราเลยแลกเฟซบุ๊กกับเด็ก แล้วก็สร้างกลุ่มเฟซบุ๊กเป็นกลุ่มเรียนให้เด็กมาโพสต์การเรียนรู้ ถ่ายรูป แล้วเราก็เป็นเพื่อนกับเค้าในเฟซบุ๊ก เราก็จะเห็นชีวิตเด็ก โดยที่เขาไม่หายไป” ครูตูนอธิบายถึงจุดเริ่มต้น

“นี่ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนมือถือ” ครูตูนอธิบาย

Mobile School คืออะไร และทำงานอย่างไร

อย่างที่ได้เล่าด้านต้น Mobile School ไม่ได้เกิดจากการออกแบบแพลตฟอร์มล้ำสมัย แต่เกิดจากการใช้เฟซบุ๊กและไลน์เป็นพื้นที่เรียนรู้ โดยครูตูนและทีมงานจะกระตุ้นให้เด็กบันทึกสิ่งที่ทำ ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง และให้เด็กสะท้อนกลับมาว่าการเรียนรู้นั้นเชื่อมโยงกับวิชาใด

“เด็กอาจจะอยู่บ้าน ไปทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ทำนา ขายของ แต่เขาถ่ายภาพ บันทึกเรื่องราว และเล่าว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร มันเชื่อมโยงกับวิชาอะไร เช่น การทำนาเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ การขายของเชื่อมกับคณิตศาสตร์และภาษา” ครูตูนอธิบาย

เมื่อการเรียนรู้ตามอัธยาศัยถูกแปลงให้มี “ร่องรอย” ที่สามารถนำไปประเมินผลได้ Mobile School จึงไม่ใช่ออนไลน์เลิร์นนิงแบบดูคลิปแล้วจบ แต่คือระบบ “เก็บเครดิตชีวิต” ของเด็ก ต่อมา Mobile School ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. ให้พัฒนาเป็นเว็บไซต์ที่มีระบบครบวงจร ครูตูนอธิบายว่า “จากที่เป็นไลน์เป็นเฟซบุ๊ก ตอนนี้ Mobile School ก็ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. ให้มาลงทุนแบบจริงจัง ก็เลยเกิดมาเป็นตัวเว็บไซต์ที่จะมีฟีเจอร์ต่างๆ”

“ถ้ามอง Mobile School ตอนนี้เลย เราต้องการเป็นตัวเก็บเครดิตเด็ก ทั้งออนไซต์และคอร์สออนไลน์” เธออธิบายถึงแนวคิดหลัก นั่นคือ Mobile School ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ แต่เป็นระบบที่เชื่อมโยงการเรียนรู้จากทุกแหล่ง ทั้งการเรียนในชุมชน การทำงาน การเข้าร่วมกิจกรรม และคอร์สออนไลน์ มารวมเป็นหน่วยกิตเดียวกัน

ครูตูนอธิบายว่า เวลาสื่อสารกับชุมชน จะอธิบาย Mobile School ผ่าน 3 กระบวนการหลัก ที่เธอเรียกว่า “กระบวนการเรียนโรงเรียนมือถือ”

โดยกระบวนการแรกคือ “อยากเรียน” โดย Mobile School จะเปิดรับสมัครทุกวันไม่ต้องรอกรอบเวลาของรัฐ “เด็กมาสมัครเมื่อไหร่ก็เริ่มนับเวลาเรียนได้เลย… เพราะเรารับสมัครเด็กทุกวัน”

กระบวนการที่สอง คือ “เทียบโอน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน โดยจะนำต้นทุนเดิมของเด็กมาสืบเสาะผ่านการสัมภาษณ์และแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อให้เด็กตระหนักถึงมูลค่าของประสบการณ์ตนเอง

และกระบวนการสุดท้ายคือ “การเรียนรู้” ที่แบ่งเป็นสามเสาหลักคือ วิชาการผ่านเวิร์คบุ๊ค วิชาชีวิตผ่านการสะท้อนสมรรถนะ และวิชาชีพผ่านสถานีเรียนรู้ในชุมชน ด้วยระบบที่ยืดหยุ่นนี้ เด็กที่มีต้นทุนชีวิตเพียงพออาจเรียนเพียงภาคเรียนเดียวก็สามารถสำเร็จการศึกษาได้

นอกจากนี้ในการดำเนินการ Mobile School นั้นไม่ได้สื่อสารกันแค่ในออนไลน์ แต่ต้องเชื่อมโยงกับผู้คนมากมายในท้องถิ่น ครูตูนและทีม CYF จะต้องพูดคุยและขยายเครือข่ายไปตามชุมชน ชักชวนเจ้าหน้าที่เทศบาล อบต. หรือ อสม. เข้ามาช่วยติดตามเด็ก และเชื่อมโยงเด็กกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชนอีกด้วย

“ที่ผ่านมา อสม. รวมถึงคนในชุมชนช่วยเราสแกนหาเด็กนอกระบบมาได้ 50 กว่าคน แล้วก็มาจัดการเรียนรู้ผ่าน Mobile School ร่วมกัน มันเลยกลายเป็นว่า อบต.และชุมชนเป็นครูพี่เลี้ยงเด็ก ส่วนศูนย์การเรียน CYF เป็นหน่วยที่ไปซัพพอร์ตวิชาการและออกวุฒิให้เด็ก” ครูตูนอธิบายถึงการทำงานเป็นเครือข่าย

ดังนั้นแล้ว Mobile School จึงเป็นแนวคิดการเรียนรู้ที่แม้จะอยู่บนออนไลน์ แต่ก็มีเครือข่ายชุมชนออฟไลน์ไว้รองรับและดูแลเด็กด้วย

นครพนมโมเดล: จากจุดเล็กๆ สู่เครือข่ายใหญ่

จากความสำเร็จในสถานพินิจ จังหวัดนครพนมได้กลายเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญของ Mobile School ภายใต้ชื่อ “นครพนมโมเดล” ที่รวม 21 หน่วยงานทำงานร่วมกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “Thailand Zero Dropout”

นครพนมโมเดลทำงานกับเด็ก 3 กลุ่มหลัก ที่ครูตูนเปรียบเทียบเป็น “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” โดยต้นน้ำคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ยังอยู่ในโรงเรียน, กลางน้ำคือเด็กที่หลุดจากระบบหรือ “เด็กแขวนลอย” และปลายน้ำคือเด็กในกระบวนการยุติธรรม

ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจนคือชุมชนพิมาน อบต.พิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ครูตูนเล่าว่า “พอขึ้นปีที่ 2 เด็กในตำบลใกล้เคียงเห็นเพื่อนกำลังจะมีวุฒิการศึกษา เขาก็พากันมาสมัครเรียนเอง จนเข้าปีที่ 3 ความสำเร็จของพื้นที่กลายมาเป็นตัวตั้งต้นในการผลักดันให้เกิดโครงการ Thailand Zero Dropout แล้วชุมชนพิมานก็ยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบ ขยับจากพื้นที่การศึกษาระดับตำบลไปเป็นอำเภอ”จากนครพนม บุคลากรที่ได้รับการพัฒนาก็กระจายตัวไปเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนอื่นๆ ทั้งสุรินทร์ ลำปาง สงขลา ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน Mobile School มีนักเรียนประมาณ 500-600 คน มี 12 โรงเรียนต้นแบบและ 12 ตำบลต้นแบบ ทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งโรงเรียน 3 รูปแบบของ สพฐ. และศูนย์การเรียนมาตรา 12

ความท้าทายและอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Mobile School ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน แต่ Mobile School ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ครูตูนบอกว่า ทีมยังต้องเผชิญกับกำแพงกฎหมายที่ยังไม่เปิดกว้างเต็มที่  อาทิ

“ปัจจุบัน Mobile School ยังต้องออก portfolio เหมือนโรงเรียนปกติ แล้วก็ต้องพิสูจน์ตัวเองทุกครั้งว่าสามารถออกวุฒิได้” ครูตูนอธิบายถึงอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ว่าระบบการศึกษาไทยยังคงยึดติดกับโครงสร้างแบบเดิม ทำให้การศึกษายืดหยุ่นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ “ความเชื่อของสังคม” ที่ยังยึดติดกับภาพโรงเรียนที่มีโต๊ะเก้าอี้และครูหน้าชั้น

“ความท้าทายหนึ่งก็คือเรื่องของคนในสังคมไม่รู้จักการศึกษารูปแบบนี้เลย แล้วก็ไม่รู้ว่ามาตรา 15 การศึกษาตามอัธยาศัยคือเรียนแบบไหนก็ได้ มายด์เซตของคนจะไม่ค่อยรู้” ครูตูนอธิบาย

แต่สำหรับครูตูน สิ่งที่ทำให้ไม่ย่อท้อท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้คือ “การเปลี่ยนแปลงที่เห็นในตัวเด็ก” ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า Mobile School ทำงานได้จริง และควรค่าแก่การต่อสู้

ความฝันและข้อเสนอเชิงนโยบาย

เมื่อมองไปข้างหน้า ครูตูนมีภาพฝันที่ต้องการเขย่าโครงสร้างการศึกษาไทยให้ขยับไปสู่ระดับสากลมากขึ้น เธอเปรียบเทียบการศึกษาในอนาคตกับระบบ Blockchain ที่ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงและกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง

 “ภาพมันจะคล้ายๆ กับ blockchain ที่เมื่อก่อนมันจะเป็นศูนย์กลางแล้วก็กระจาย แต่ตอนนี้มันทุกอย่างมันต้องกลายเป็น blockchain ที่มันมาเชื่อมต่อกันได้” ครูตูนใช้คำเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ

ในภาพนี้ แต่ละพื้นที่จะมีจุดเด่นในการสอนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น “โรงเรียนนี้เก่งภาษาอังกฤษมีครูภาษาอังกฤษ โรงเรียนนี้เก่งคณิตศาสตร์ หรือโรงเรียนนี้ชุมชนนี้เก่งเรื่องของการตีมีด ชุมชนนี้เก่งเรื่องของทอผ้าเก่งเรื่องการทำย้อมสี มันกลายเป็นแบบเค้าจะวางแผนการเรียนรู้ของเค้าเองได้ แล้วก็ไปทัวร์เรียนในสิ่งที่สนใจ” เธอเล่าถึงวิสัยทัศน์ของการศึกษาที่เด็กเป็นนักเดินทางทางการเรียนรู้

ข้อเสนอที่น่าคิดตาม คือการเปลี่ยนระบบงบประมาณรายหัวจากการจ่ายให้โรงเรียน มาเป็น “คูปองการศึกษา” ที่เดินตามตัวเด็ก “มันจะกลายเป็นว่าเด็กเลือกเข้าไป join แหล่งเรียนรู้ไหน แล้วตัวคูปองเนี่ยมันก็จะไป support แหล่งเรียนรู้นั้น แทนที่จะ fix ว่าฉันสังกัดโรงเรียนนี้ต้องเรียนกับแค่โรงเรียนนี้ แต่โรงเรียนจะกลายเป็นเปิดรั้วแล้วโรงเรียนจะเป็นหน่วยแค่ว่าเก็บช่วยเก็บเครดิตให้เด็กเพื่อที่จะออกวุฒิ” ครูตูนอธิบายระบบที่จะสร้างการแข่งขันในเชิงคุณภาพ ในภาพนี้ การศึกษาจะไม่ใช่เรื่องของ “สังกัด” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ความสนใจ” และ “ศักยภาพ” ของเด็กแต่ละคน

ครูตูนมองว่าระบบคูปองการศึกษาสามารถเริ่มต้นได้เลยจากเงินที่มีอยู่แล้ว “ตอนนี้ กสศ.เค้าจะมีเรื่องของค่าดูแล 4,000 ให้กับเด็กนอกระบบ ถ้าเรามาถัวให้มันกลายเป็นคูปอง ถ้าเรานำร่องแต่ละพื้นที่ ก็สามารถทำได้เลย มีเด็กกลุ่มหนึ่งมีแหล่งเรียนรู้หนึ่ง แล้วบริหารจัดการหน่อย เราก็ใช้ตัว Mobile School มาช่วยบริหารจัดการตัวแมปปิ้งแหล่งเรียนรู้ แล้วก็ให้เด็กเลือกลงแหล่งเรียนรู้ไหน คูปองก็จะตามไปกับเด็ก” เธออธิบายถึงวิธีการที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ ครูตูนเสนอว่าการศึกษาควรอนุญาตให้เด็กค้นพบความถนัดเฉพาะทางได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมหรือศิลปะ “การศึกษาในอนาคตมันน่าจะเฉพาะทางได้แล้ว เฉพาะทางไปเลย เด็กคนนี้รู้ว่าฉันอยากเรียนแบบเขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก ก็เฉพาะทางได้” ครูตูนมองว่า ระบบการศึกษาควรรองรับความหลากหลายนี้

สิ่งหนึ่งที่ครูตูนเน้นย้ำคือ Mobile School ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบ แต่เป็น “ต้นแบบ” ของการศึกษาในอนาคตที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ “Mobile School อยากขยายไปมากกว่าเด็กขาดโอกาส เราอยากจะเอาเด็กเก่งๆ จากกรุงเทพมา join ด้วย เพื่อให้กระชับพื้นที่ความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กได้เข้าถึงกัน ให้เขาได้มาเจอกัน” เธอเล่าถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เธอมองว่า การทำให้เด็กจากพื้นที่ต่างๆ ต่างฐานะ มาเรียนรู้ด้วยกัน จะช่วยลดช่องว่างทางสังคมและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ท้ายที่สุด เธอมองว่า รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “เจ้าของอำนาจ” มาเป็น “ผู้เชื่อมประสาน” ที่ชวนภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมจัดการศึกษา

“ตอนนี้ยังไม่มีประตูที่เปิดเชื่อมโยงกัน สิ่งนี้จะเป็นพลังมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยกันจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ ตอนนี้รัฐมองตัวเองเป็นผู้จัดการศึกษาอย่างเดียว แต่รัฐสามารถมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมประสานด้วยได้ไหม ชวนคนมาทำงานด้วยกัน และมีบทบาทในการสนับสนุนให้สิ่งนี้อยู่ได้ในเชิงระบบ”

ครูตูนมองว่า ถ้ารัฐสามารถเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ชุมชน และสถานศึกษาเข้าด้วยกัน จะเกิดพลังมหาศาลในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างแน่นอน