เราอาจไม่รู้สึกตกใจอีกแล้วกับข่าวเด็กที่เรียนจนเครียด สอบจนป่วย หรือหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยใจที่แตกสลาย เพราะภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็กจำนวนมากที่เติบโตมากับการถูกจัดอันดับ เปรียบเทียบ และประเมินคุณค่าผ่านระบบแพ้คัดออกตั้งแต่ในวัยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีศักยภาพแบบไหน การเรียนที่เร่งรัดและเข้มข้นตั้งแต่วัยอนุบาล ไปจนถึงการสอบที่เดิมพันสูงและกดดันมากกว่าวัดการเรียนรู้
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และความรู้สึกว่า ‘ไม่ดีพอ’ ฝังตัวอยู่ในชีวิตเด็กเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมกับความฝันของเด็กจำนวนมากที่ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบงันนับไม่ถ้วน
ปัญหาคือ เราเลือกที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘มาตรฐาน’ แทนที่จะยอมรับว่ามันคือความรุนแรงเชิงระบบ คือการทารุณกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อเด็ก ในนามของ ‘ความเป็นเลิศ’
ภายใต้แรงกดทับของโครงสร้างเช่นนี้ ‘การศึกษายืดหยุ่น’ จึงถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะความพยายามหาทางออกให้กับเด็กที่ไปต่อกับระบบเดิมไม่ไหว และสำหรับ ‘หมอเดว’ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เขามองว่า การศึกษายืดหยุ่นไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามเรื่องรูปแบบหรือเส้นทางการเรียนรู้ แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความพร้อมทางพัฒนาการเพียงใด ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ และผู้ใหญ่ควรรับผิดชอบบทบาทใดในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงนัดหมายสนทนากับ ‘หมอเดว’ เพื่อกลับไปตั้งหลักคิดกันใหม่ว่า การศึกษายืดหยุ่นในความหมายที่ไม่ทำร้ายเด็ก ควรหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อให้เด็กอยู่รอดทั้งทางกาย ใจ และสังคม โดยไม่ถูกปล่อยให้แบกรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่เกินวัยเพียงลำพัง
1.
การศึกษาแบบ ‘ทารุณกรรมเด็ก’
ในนามของความเป็นเลิศ
ถ้าพูดกันตรงๆ คุณหมอมองระบบการศึกษาไทยปัจจุบันอย่างไร
ผมมองว่าการศึกษาปัจจุบันของเราเป็นระบบ ‘แพ้คัดออก’ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถม และในมุมมองของผม นี่คือ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’
คำว่า ‘ทารุณกรรม’ หรือ abuse อ้างอิงตามหลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ได้หมายถึงแค่การทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงการทำร้าย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพศสภาพ ไปจนถึงมิติไซเบอร์ด้วย
ซึ่งเวลาพูดถึง child abuse สังคมมักจะนึกถึงพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเด็ก แล้วเราก็ไปตามจับคนเหล่านั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราแทบไม่เคยตั้งคำถามเลยคือแล้วระบบล่ะ? ระบบการศึกษาที่ออกแบบมาให้เด็กจำนวนหนึ่งแพ้ตั้งแต่ยังเล็กมากๆ แบบนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กหรืออย่างไร?
ร่องรอยของ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’ ปรากฏในชีวิตจริงของเด็กอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่อาการ สุขภาพจิต และพัฒนาการ
โห เยอะมากครับ
อย่างแรกที่เห็นชัดคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่ทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า ตัวเองพ่ายแพ้ในชีวิต แพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เห็นทางออก เช่น เคยมีเด็กคนหนึ่งพูดกับผมว่า “อย่าย่ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิตผมเสียสิครับ”
วันที่เขาพูดประโยคนี้ คือวันที่เขาเอาใบลาออกมาให้ผมดู และในใบนั้นเขียนว่า “ขอลาออกจากระบบการศึกษาประเทศไทย” ทั้งๆ ที่เขายังเรียนอยู่แค่ระดับมัธยมต้น แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว และเลือกจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากมาเรียนอีกแล้ว
ในทางจิตวิทยา ผมใช้คำว่าเขาอยู่ในภาวะ learned helplessness หรือ ภาวะสิ้นหวังกับระบบการศึกษา เพราะเด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ซ้ำๆ ว่า …ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี

เมื่อระบบผลักเด็กออกด้วยโมเดลการแข่งขัน ความสูญเสียที่คุณหมอเห็นมันไปไกลถึงขั้นไหน
มันหนักถึงขั้นการสูญเสียชีวิตครับ มีเด็กที่กระโดดตึกเสียชีวิตหลังสอบไฟนอลเสร็จ โดยครูในโรงเรียนก็บอกผมว่า “เด็กคนนี้เครียดกับการเรียนมาก”
แล้วยังมีเด็กมัธยมปลายโรงเรียนดังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โรงเรียนที่ผลิตเหรียญโอลิมปิกเป็นว่าเล่น จนกระทรวงและประเทศภูมิใจนักหนา เด็กคนนั้นเดินมาบอกผมว่า
“หมอ พ่อผมก็แก่แล้ว เจ็บป่วย ไม่ค่อยมีผลิตผลอะไร ผมว่าแกตายไปก็ดีนะ” พูดง่ายๆ คือสาปแช่งพ่อตัวเอง
สิ่งที่หมอกำลังสะท้อนคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเด็ก ทั้งในรูปของการฆ่าตัวตาย การพยายามฆ่าตัวตาย ความคิดที่บิดเบี้ยว และภาวะซึมเศร้าที่ต้องใช้ยา ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับระบบแบบแพ้คัดออกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เด็กอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า ‘ปีนยังไงก็ไม่ถึง’ ก็พัฒนาไปสู่ภาวะ learned helplessness และเลือกถอยออกจากระบบการศึกษา
ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่เราพูดกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่มันรวมถึงการที่เด็กรู้สึกว่า “ผมไม่ใช่คนที่ระบบต้องการ”
แล้วถ้ามองในกรณีของเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย คุณหมอเห็นภาพของระบบแพ้คัดออก สะท้อนออกมาในชีวิตเด็กอย่างไรบ้าง
ผมเห็นกับตาเลยครับ ในวันสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง มีเด็กสมัครสอบประมาณสามพันคน รับแค่ร้อยคน
ผมเห็นเด็กอนุบาลสามคนหนึ่ง ตาปรือด้วย เพราะคงเหนื่อยล้าและต้องตื่นเช้าแล้วมาเจอกับฝูงชนที่แน่นไปหมด พอเด็กดูปรือๆ แม่ก็กระชากเสียงว่า “ลูก ตื่นได้แล้ว ใกล้เวลาสอบแล้ว” แล้วยังบอกอีกว่า “วันนี้เป็นวันชี้เป็นชี้ตายของลูกนะ”
จากนั้นแม่เอายาหม่องมาทา มานวดที่ขมับและเปลือกตา ให้เด็กตื่นและ alert ผลคือ หลังสอบ เด็กอาเจียน และเลือดกำเดาไหล ผมอยากถามดังๆ ว่า ใจคอผู้ใหญ่ทำด้วยอะไร แบบนี้ไม่เรียกว่าระบบทารุณกรรมเด็กหรือ?
เรามีกฎหมายด้วยนะครับ พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 วางหลักไว้ชัดเจนว่า ต้องไม่มีการแข่งขันคัดเลือกใดๆ ที่กระทบต่อพัฒนาการเด็กนะครับ
เมื่อการศึกษาไม่ควรเป็นสนามแข่งขันตั้งแต่ต้น คุณหมอมองระบบการสอบที่มีเดิมพันสูงในไทยอย่างไร
ไม่ใช่แค่การสอบเข้าของเด็กเล็กนะครับ ยังมีระบบสอบอย่าง TCAS, O-NET รวมถึงการสอบที่เรียกว่า high-stakes test (การสอบที่ผลลัพธ์มีเดิมพันสูงต่อชีวิตเด็ก) หลายประเทศเลิกใช้กันไปนานแล้ว
อย่ามาอ้างคำว่า competitiveness index เพราะสมรรถนะในการแข่งขัน ควรเกิดในวัยที่มีวุฒิภาวะและความพร้อม เหมือนการแข่งกีฬา ที่สมัครใจ แข่งบนกติกา และรู้ผลลัพธ์ที่รับได้
แต่ระบบการศึกษา ไม่ใช่สนามแข่งขัน มันคือระบบพัฒนาคุณภาพพลเมือง คำถามมันจึงควรเป็น …เด็กมี literacy ไหม อยู่รอดในสังคมได้ไหม ประกอบอาชีพได้ไหม มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือเปล่า ไม่ใช่วัดว่าใครได้เกรดเท่าไหร่
2.
มายาคติของ ‘easy child’
เด็กป่วยที่ระบบรัก
‘ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก’ สะท้อนสมมุติฐานอะไรที่ฝังลึกอยู่ในสังคม
ผมคิดว่ามันมาจากมายาคติของผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า ‘เด็กเป็นผ้าขาว’ พอใส่สี ใส่ลวดลายลงไป ก็จะได้ผลลัพธ์ตามแบบที่ระบบต้องการ
แต่จากประสบการณ์ของหมอ ‘เด็กไม่ใช่ผ้าขาว’ แต่เด็กคือ ‘ผ้าสีพื้น’ หมายถึงเด็กแต่ละคนมี temperament หรือลักษณะอารมณ์พื้นฐานติดตัวที่เด็กคนหนึ่งมีมาตั้งแต่เกิด บางคนโทนนี้ บางคนโทนนั้นต่างกันไป
ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไม่เคยออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กเลย ระบบของเราถูกออกแบบมาเพื่อเด็กเลี้ยงง่าย หรือที่เรียกว่า easy child เป็นหลัก
ในทางกุมารเวช เรารู้กันดีว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เกิดมาจะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องมีเด็กเลี้ยงยาก (difficult child) มีเด็กอ่อนไหวง่ายที่เก็บรายละเอียดทุกอย่าง มีอารมณ์ศิลปินตั้งแต่เกิด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวเลี้ยงไม่ดี แต่เป็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาที่ติดตัวมา
พอระบบไม่รองรับความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้เด็กที่พลังเยอะ อยากขยับ อยากปลดปล่อย กลับถูกเขียนรายงานว่า “สงสัยสมาธิสั้น” ทั้งที่จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ระบบที่บังคับให้เด็กทุกคนต้องนั่งนิ่ง เรียบร้อย และรับเนื้อหาในกรอบเดียวกันต่างหากล่ะ
เมื่อกรอบคิดแบบเดิมของผู้ใหญ่ถูกใช้กับเด็กในโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่คุณหมอเห็นคืออะไร
เด็กทุกวันนี้เรียนกันตั้งแต่จันทร์ถึงจันทร์ แต่ไม่ได้เรียนกันแบบ ‘ใจถึงใจ’ สายตาของเด็กจำนวนมากมันจึงดูว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้
มันสะท้อนว่าผู้ใหญ่ยังยึดกรอบคิดจากยุคเดิม ยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงเท่านี้ ระบบดิจิทัลยังไม่เข้ามาจัดอันดับและเปรียบเทียบทุกอย่างตลอดเวลา พ่อแม่เลิกงานก็ยังกลับบ้านได้ และแม้ไม่อยู่ ก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็น buffer ทางอารมณ์ ช่วยพยุงเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเรายังเชื่อว่า เด็กทุกคนมีเวลาเท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต้องเรียนเท่ากัน ชั่วโมงเท่ากัน และถูกมองว่าเป็นผ้าขาวเหมือนกันทั้งหมด กรอบคิดนี้ผิดตั้งแต่จุดตั้งต้น
เมื่อระบบยึดกรอบคิดแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอัดเนื้อหาลงไปตั้งแต่วัยเด็ก โดยไม่เคยถามเลยว่า เด็กแต่ละคนพร้อมรับได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งสังคมแข่งขันสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ก็ยิ่งกดทับช่วงเวลาการเรียนรู้ของเด็ก ชั่วโมงเรียนเต็มไปด้วยเนื้อหา ตัวชี้วัด และการประเมินผล ความเครียดสะสมมากขึ้น และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

แล้วเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเรียนได้ ทำตามกติกาได้ ยังไม่แพ้ในระบบ แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ คุณหมอมองเด็กกลุ่มนี้อย่างไร
หมอขอพูดถึงกลุ่มที่เรียกว่า easy child ก่อนนะครับ เช่น เด็กที่เข้า day care หรือ nursery ได้ตั้งแต่ขวบครึ่ง พ่อแม่ก็ดีใจมาก บอกว่า “ลูกไปได้ ไม่ร้องเลย เลี้ยงง่าย ปรับตัวเก่งมากเลยหมอ”
ก็ใช่ครับ โชคดีของคุณ คุณได้ลูกที่เป็น easy child เขาปรับตัวง่าย ไม่งอแง เข้ามานั่งเรียนก็นั่งนิ่ง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ โตขึ้นมาพ่อแม่สั่งให้เรียนยังไงก็เรียน หันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวา ให้เรียนหนักกวดวิชาเสาร์อาทิตย์ เด็กยอมทำตามทุกอย่างอย่างว่าง่าย
ผลคือ เกรดดี เข้าโรงเรียนดัง สอบติดหมอ เรียนจบหมอครบสูตรแล้วสุดท้าย… บวชทั้งชีวิต
ระบบการศึกษากำลังผลิตเด็กแบบไหนขึ้นมา จากการยกย่อง ‘เด็กเลี้ยงง่าย’ หรือ easy child
หมออยากถามดังๆ ไปถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาว่า คุณพอใจใช่ไหมกับการได้ easy child ที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ไม่มี innovation (นวัตกรรม) ต้องรอคำสั่งตลอดชีวิต สั่งให้ซ้ายก็ซ้าย สั่งให้ขวาก็ขวา ต้องเป็นเด็กผ้าพับ เรียบร้อยตลอดเวลา
เราพอใจกับการพัฒนาพลเมืองที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ทำงานแบบรูทีน ทักษะทางสังคมอ่อน เรียนสูงถึงดอกเตอร์แต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง นั่งวงไหนก็แตกวงนั้นจริงๆ เหรอ
แล้วในอีกด้าน ระบบการศึกษามองว่า เด็กที่ไปต่อกับระบบไม่ได้คือ ‘ปัญหาของเด็ก’ อย่างนั้นเหรอ
นี่คือความเข้าใจผิดสำคัญ เพราะการที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถเรียนและปรับตัวกับระบบได้ ไม่ได้แปลว่าระบบนี้ดีสำหรับทุกคน และใครที่เรียนไม่ได้ก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว
เราเลยเห็นเด็ก ม.4 ต้องไปเรียนคอร์ส ม.6 เด็ก ม.6 ต้องไปเรียนคอร์สปี 2 เด็กบางคนทำได้ พ่อแม่ก็บอกว่า “เขาทำได้อย่างมีความสุขนะหมอ” แต่หมออยากถามว่า เรากำลังขโมยธรรมชาติของเด็ก ขโมยช่วงชีวิตที่เขาควรได้เรียนรู้วิชาชีวิต เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นหรือเปล่า
หมอเองก็เป็นเด็กเรียน แต่ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน สมัยนั้นไม่มี กยศ. ไม่มี กสศ. ประสบการณ์นอกห้องเรียน ทำกิจกรรม ทำงานกับคน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่หล่อหลอมภาวะผู้นำ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในตำราเรียนเลย
เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ให้ขาด อย่าหลงคิดว่า การที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถปรับตัวและไปต่อกับระบบได้ หมายความว่าระบบนี้ดีเพียงพอแล้ว
เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจไปต่อได้ และถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกสิ้นหวัง ความเจ็บป่วยทางใจ และผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิต หากระบบยังยอมรับความสูญเสียเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หมอพูดได้คำเดียวว่า น่าเศร้าอย่างยิ่ง
3.
การศึกษายืดหยุ่น
ทางเลือกที่ต้องมีเข็มทิศ
เพราะแบบนี้ใช่ไหม การศึกษายืดหยุ่นจึงถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง
ใช่ครับ และมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย
หลายปีก่อน หมอเคยให้สัมภาษณ์ในเวที TEP Forum ของ Thailand Education Partnership ตอนนั้นหมอพูดไว้ชัดมากว่า “การศึกษาทางเลือกจะเจริญรุ่งเรือง เพราะคนเริ่มท้อกับระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบมาแบบเดียว”
โลกไปไกลแล้ว แต่การศึกษาของเรายังอืด และสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ เรากำลังทิ้ง human resource หรือทรัพยากรมนุษย์จำนวนมหาศาล ทั้งที่มันคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ การศึกษายืดหยุ่นจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นกระแส แต่มันเกิดขึ้นเพราะเด็กและคนจำนวนมาก ไม่สามารถรอระบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว
ถ้าใช้ภาษาของแพทย์ ไม่ใช่ภาษานโยบาย คำว่า ‘การศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ควรถูกนิยามว่าอะไร
ถ้าพูดแบบแพทย์ ต้องตั้งหลักให้ดีตั้งแต่ต้นครับ หมอมองว่าการศึกษาคือการพัฒนาคุณภาพชีวิต และต้องตั้งธงให้ชัดว่า learn to live กับ learn to love เด็กที่เติบโตขึ้นมาได้ดี ไม่ใช่แค่ต้อง ‘อยู่ได้’ แต่ต้อง ‘รักเป็น’ ทั้งรักตัวเอง รักคนรอบข้าง รักสิ่งแวดล้อม และรักในอาชีพของตัวเอง
เมื่อเราเชื่อแบบนี้แล้ว ต่อมาคือการออกแบบการเรียนรู้ โดยยืนอยู่บนพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก
เพราะฉะนั้น การศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่การปล่อยให้เด็กตัดสินใจอะไรผิดวัย แต่ผู้ใหญ่ต้องออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวุฒิภาวะของเขา คือคำว่า ‘ยืดหยุ่น’ จริงๆ แล้วกำลังเรียกร้องให้ผู้ใหญ่กลับมาทบทวนตัวเองมากกว่า
ถ้าจะทำให้การศึกษายืดหยุ่นเกิดขึ้นจริง ระบบควรออกแบบอย่างไรตามพัฒนาการเด็ก
หัวใจของการศึกษายืดหยุ่นคือ competency-based learning หรือการเรียนรู้ที่ดูจากความสามารถจริง ไม่ใช่แค่คะแนนหรือเกรด
ในทางพัฒนาการ เด็กแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน
ต่ำกว่า 12 ปี เด็กยังไม่มีความพร้อมในการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนออกแบบการเรียนรู้ให้ โดยต้องเข้าใจพัฒนาการเด็ก และมี growth mindset
ช่วงอายุประมาณ 12–15 ปี เด็กยังต้องการ coaching ย้ำว่า โค้ชชิ่ง ไม่ใช่การครอบ ต้องมีครูแนะแนวช่วยประคองการตัดสินใจ
หลังอายุ 15 ปีขึ้นไป งานวิจัยชี้ชัดว่า เด็กเริ่มมี decision-making cognitive ability หรือความสามารถในการตัดสินใจบนข้อมูลด้วยตัวเองได้ดีขึ้น ตรงนี้ผู้ใหญ่ควรถอยมาเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ควบคุม
ดังนั้นจะเห็นชัดเลยว่า การศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันคือเงื่อนไขจำเป็นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและสังคมในระยะยาว

เด็กวัยประถมปลาย–มัธยมต้น (ซึ่งเป็นกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด) ควรมีความยืดหยุ่นในการเลือกเส้นทางการเรียนรู้แค่ไหน และผู้ใหญ่ควรเข้าไปประคองตรงไหน
เด็กกลุ่มนี้ต้องมี ‘โค้ช’ ครับ ถ้าไม่มีโค้ชแล้วปล่อยให้เลือกเองทั้งหมด บอกตรงๆ ว่า ‘เละ’
เหตุผลคือ เด็กวัยนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่อง decision-making cognitive ability (ความสามารถในการคิดและตัดสินใจ) เขายังมองไม่เห็นผลลัพธ์ระยะยาวของการตัดสินใจว่าจะส่งผลต่อชีวิตข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะในระดับ abstract thought (การคิดเชิงนามธรรม)
ในฐานะหมอวัยรุ่น หมอเห็นชัดมากว่า ถ้าเราไปหวังให้เด็กวัยนี้ออกแบบการเรียนรู้เองทั้งหมด เช่น อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทุ่มอะไรเต็มที่ก็ทุ่ม โดยไม่มีใครคอยโค้ช มันเสี่ยงมาก เพราะสิ่งที่มักหายไปคือ ‘รากฐานของชีวิต’
รากฐานนั้นไม่ใช่แค่ทักษะวิชา แต่คือ social competency (สมรรถนะทางสังคม) การอยู่ร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นทีม การรู้จักกติกา และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น
แล้วการศึกษายืดหยุ่นควรออกแบบ ‘กรอบการเรียนรู้’ ของเด็กวัยนี้อย่างไร ไม่ให้หลุดไปสุดทางด้านเดียว
หมออยากชวนตั้งหลักแบบนี้ว่า การพัฒนาเด็กต้องเดินสองขาพร้อมกัน ขาแรกคือ learn to live หมอใช้คำง่ายๆ ว่า คิดเป็น พูดเป็น ทำเป็น
– คิดเป็น คือมีทักษะคิดอย่างมีเหตุผล จะใช้ STEM หรือวิชาอะไรก็ได้ แต่ต้องฝึกให้คิด
– พูดเป็น คือ language ability (ความสามารถทางภาษา) สื่อสารรู้เรื่อง
– ทำเป็น คือการลงมือทำจริง ซึ่งอาจต่อยอดไปถึง entrepreneurship (การเป็นผู้ประกอบการ)
แต่อีกขาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ interdependence หรือการอยู่ร่วมกับคนอื่น ตรงนี้ต้องเอา คิดดี พูดดี ทำดี เอามาเชื่อมกัน ความหมายคือ
– คิดเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดดีด้วย
– พูดเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องพูดให้คนอื่นอยู่ด้วยได้
– ทำเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ดีด้วย
หมอเจอมาเยอะครับ เรียนสูง เป็นดอกเตอร์ พูดเก่ง แต่พอเข้าวงไหน วงแตกหมด เพระพูดไม่เป็นมิตร แบบนี้อยู่ในสังคมไม่ได้ หรือทำเป็นแต่ทำไม่ดี ก็เกิดปัญหาเหมือนกัน
ถ้าเราวางจุดตัดของ ‘คิดเป็น คิดดี / พูดเป็น พูดดี / ทำเป็น ทำดี’ ให้ชัด การออกแบบการเรียนรู้จะไม่หลุดกรอบ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีครูหรือผู้ใหญ่คอยโค้ช
การศึกษายืดหยุ่นที่ขาดบทบาทของผู้ใหญ่ในฐานะโค้ช กำลังสร้างความเข้าใจผิดอะไรขึ้นในตัวเด็กบ้าง
หมอพูดตรงๆ เลยนะครับ แนวโน้มที่พบมากขึ้นคือเด็กจำนวนหนึ่งเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น ‘introvert’ แล้วมาให้หมอรักษาเยอะมาก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ในทางจิตวิทยา personality หรือบุคลิกภาพ มันยังไม่ฟอร์มจริงก่อนอายุ 18 ปี ดังนั้น สิ่งที่เด็กกำลังมีอยู่คือ mental หรือ mentality ซึ่งมันยัง ‘ปั้นได้’
หมอเคยอธิบายในเวทีระดับโลกว่า mental มันเหมือนของกึ่งเหลว (semi-liquid) คล้ายเทียนไขที่ยังอุ่นอยู่ จะปั้นเป็นรูปอะไรก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและผู้ใหญ่รอบตัว
ปัญหาคือ เด็กบางคนใช้คำว่า “ผมเป็น introvert” เป็นข้ออ้าง เพื่อยกเว้นตัวเองออกจากการเรียนรู้ การเผชิญสังคม หรือแม้แต่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปเลย
และสิ่งที่หมอเจอในศูนย์ที่ดูแลเด็กและวัยรุ่นคือ ระบบนิเวศรอบเด็กป่วยยิ่งกว่าตัวเด็ก และเกินครึ่ง… หมอต้องรักษาผู้ใหญ่ที่พาเด็กมา มากกว่ารักษาเด็กเองด้วยซ้ำ

เมื่อการศึกษายืดหยุ่นกลายเป็นเทรนด์ แต่ขาดหลักคิดและทิศทาง คุณหมอมองว่ามันกำลังสร้างปัญหาใหม่อะไรขึ้นกับเด็กและสังคมบ้างคะ
เราจะได้พลเมืองที่ไม่มี ultimate goal หรือเป้าหมายชีวิตร่วมกัน อยู่กันไปวันๆ ตามตรรกะของตัวเอง ตามความอิสระของตัวเอง โดยไม่มีกรอบคิดเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นจริงๆ
ส่วนผู้ใหญ่บางคนอาจจะท่องคำสวยๆ เรื่องเสรีภาพ ภราดรภาพ กันเหมือนนกแก้วนกขุนทอง แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่หายไปคือ ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบและซับซ้อน และการคิดเชิงแนวคิด (conceptual thought) ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เด็กกลุ่มหนึ่งอาจพอเอาตัวรอดได้ ทำงานหน้างานเก่ง วัดกันเป็นชิ้นๆ ไป แต่ก็จะเป็นพลเมืองที่คิดระยะยาวไม่เป็น ขาดกรอบคิดร่วมของสังคม
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ระบบยืดหยุ่นแบบเละเทะจริงๆ อันนี้น่ากลัวกว่า เพราะมันจะสร้างขยะไซเบอร์ เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่พังแล้วถูกกองทิ้งไว้ หรือหุ่นยนต์ที่ช่วงไหนระบบตรรกะยังทำงานก็พอใช้ได้ แต่พอพังขึ้นมาก็ถูกปล่อยทิ้ง
อย่าลืมว่าขยะเหล่านี้คือ human resource หรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าระบบการศึกษายืดหยุ่นไม่มีทิศ ไม่มีหลัก ไม่มีขบวนท่า มันอาจสร้างความเสียหายไม่ต่างจากระบบการศึกษาที่กดทับและทารุณเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบของความเสียหายเท่านั้นเอง
คำถามสุดท้าย คุณหมอมองว่า อะไรคือสิ่งที่ระบบการศึกษาควร ‘หยุดทำทันที’ หากไม่อยากทำให้เด็กป่วยไปมากกว่านี้
เริ่มจากเด็กเล็ก สิ่งแรกที่ควรหยุดทันทีคือ การไม่สนใจกฎหมายที่เรามีอยู่แล้ว นั่นคือพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดมากเรื่องพัฒนาการเด็กและการเรียนรู้ผ่านการเล่น แม้กฎหมายนี้จะไม่มีบทลงโทษ แต่ถูกออกแบบมาดี ผ่านการคิดและสังเคราะห์มาไม่น้อย เพียงแต่ระบบไม่เคยจริงจังกับมัน
ในช่วงปฐมวัยถึงประถมต้น สิ่งที่ควรหยุดคือ ‘ระบบแพ้คัดออก’ และการเร่งประเมินผลก่อนวัยอันควร เด็กช่วงนี้สมองกำลังอยู่ในกระบวนการ brain pruning คือ การคัดเลือกวงจรสมองตามประสบการณ์ หากระบบไปกดดัน แข่งขัน หรือจัดอันดับเร็วเกินไป จะกระทบพัฒนาการระยะยาว ทางออกคือกลับมาโฟกัส learning through play และการพัฒนาแบบ competency-based แทนการตัดเกรด
ส่วนช่วงรอยต่อสำคัญ คือวัย 12–15 ปี นี่คือจุดที่เด็กจำนวนมาก ‘ตกม้าตาย’ หากยังปล่อยให้เด็กต้องตัดสินใจลำพัง สิ่งที่ควรหยุดคือการโยนภาระทั้งหมดให้ครูแนะแนวหรือครูจิตวิทยา ระบบต้องสร้าง coaching system ที่มีเครือข่ายรองรับจริง ไม่ใช่ฝากไว้กับคนไม่กี่คน
วิธีง่ายที่สุดคือฟังเสียงเด็ก แล้วถามพวกเขาดูว่า “เมื่อมีปัญหา ครูคนแรกที่เด็กอยากพึ่งคือใคร” แล้วใช้ครูเหล่านั้นมาสร้างเครือข่ายดูแลกันทั้งโรงเรียน เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าระบบไม่หยุดทำสิ่งที่ผิดตั้งแต่ต้น การเพิ่มนโยบายใหม่เข้าไป ก็แค่ทำให้เด็กป่วยเร็วขึ้นเท่านั้น
เชิงอรรถ
[1] พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และการเรียนรู้ผ่านการเล่น (learning through play) มากกว่าการเร่งวิชาการหรือการประเมินผลเชิงแข่งขัน
ดูโดยเฉพาะ หมวด 1 บททั่วไป ว่าด้วยหลักการพัฒนาและการดูแลเด็กปฐมวัย คลิก
[2] แนวคิด learning through play
เป็นแนวคิดหลักในงานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กและการศึกษาปฐมวัย ที่ชี้ว่า การเล่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง การควบคุมอารมณ์ ทักษะทางสังคม และการเรียนรู้ระยะยาวได้ดีกว่าการเรียนแบบท่องจำหรือการประเมินผลก่อนวัยอันควร โดยแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นฐานในนโยบายและหลักสูตรปฐมวัยในหลายประเทศ
[3] Brain pruning (การตัดแต่งวงจรสมอง)
กระบวนการทางประสาทวิทยาที่สมองเด็กจะคัดเลือกและเสริมสร้างวงจรประสาทที่ถูกใช้งานบ่อย ขณะเดียวกันจะลดหรือกำจัดวงจรที่ไม่ถูกใช้งาน กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงปฐมวัยและวัยเด็กตอนต้น โดยสภาพแวดล้อม ความเครียด และรูปแบบการเรียนรู้ มีผลโดยตรงต่อการจัดรูปแบบของวงจรสมองในระยะยาว
[4] Decision-making cognitive ability ในวัยรุ่น
งานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการและประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความสามารถในการตัดสินใจบนฐานข้อมูล การประเมินผลลัพธ์ระยะยาว และการคิดเชิงนามธรรม (abstract thought) จะพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญหลังช่วงอายุประมาณ 15 ปี โดยก่อนหน้านั้น เด็กและวัยรุ่นตอนต้นยังต้องการผู้ใหญ่ในบทบาท ‘โค้ช’ เพื่อช่วยประคองการตัดสินใจ