หลักสูตรระยะสั้น ‘พนักงานให้การดูแล Caregiver’ เปลี่ยนความขาดแคลนเป็นอนาคต ลดช่องว่างในสังคมสูงวัย

หลักสูตรระยะสั้น ‘พนักงานให้การดูแล Caregiver’ เปลี่ยนความขาดแคลนเป็นอนาคต ลดช่องว่างในสังคมสูงวัย

ในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเต็มรูปแบบ ความต้องการบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ‘ผู้ให้การดูแล’ หรือ Caregiver ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งของสังคมยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่แม้เรียนจบ ม.6 แล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสทางการศึกษา และไม่สามารถก้าวเข้าสู่โลกการทำงานได้ ด้วยข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ครอบครัว หรือเงื่อนไขชีวิต

เพื่อเชื่อมร้อยระหว่างความต้องการของสังคมและข้อจำกัดของเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้พัฒนาหลักสูตรสั้น ‘พนักงานให้การดูแล’  และเปิดรับนักศึกษาในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูง ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนเพียง 6 เดือน เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลนสามารถก้าวสู่โลกการทำงานและมีรายได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

Caregiver หลักสูตรจากโจทย์จริงของสังคม เปลี่ยน ‘เด็กด้อยโอกาส’ เป็น ‘ผู้ดูแลที่มีศักยภาพ’

ปัจจุบันระบบสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะ ‘พยาบาล’ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ แต่หลักสูตรพยาบาลต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี ดังนั้นหลักสูตรผู้ให้การดูแล หรือ Caregiver จะเป็นหนทางที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยได้

ผศ.ดร.วนิดา วิสุทธิพานิช คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า คณะพยาบาลศาสตร์มีความพยายามในการนำความเชี่ยวชาญด้านการพยาบาลหรือสาธารณสุขมาต่อยอดในเรื่องของการให้บริการวิชาการที่ตอบสนองต่อป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ใน 3 ข้อสำคัญ ได้แก่ ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) ข้อ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) และข้อ 10 การลดความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequality) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการทำงานของ กสศ. จึงได้เขียนโครงการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาหลักสูตรผู้ให้การดูแล เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้นักเรียนที่จบ ม.6 ซึ่งด้อยโอกาสให้ได้มีวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ผศ.ดร.วนิดา วิสุทธิพานิช

“หลักสูตร Caregiver ใช้เวลาเรียนเพียง 6 เดือน ซึ่งเนื้อหาวิชาในหลักสูตรจะครอบคลุมตามเกณฑ์มาตรฐานของสภาการพยาบาล ผู้เรียนต้องมีขอบเขตองค์ความรู้และทักษะในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น ในการเรียนจะแบ่งออกเป็นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยในภาพรวมจะเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการอาหาร วิชากายวิภาค ซึ่งเป็นการเรียนรู้เรื่องของระบบร่างกายโดยพื้นฐานทั่วไป การบันทึกรายงานผู้ป่วย รวมถึงการดูแลเบื้องต้น เช่น การทำความสะอาด การดูแลสิ่งของเครื่องใช้เพื่อให้ปราศจากเชื้อ เป็นต้น”

แม้ Caregiver จะมีขอบเขตการทำงานจำกัดกว่าพยาบาล แต่ก็เป็นกำลังสำคัญในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสหลายคนที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก 

“หลักสูตรผู้ให้การดูแลถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และตอบโจทย์ชีวิตเด็กด้อยโอกาสที่จะต้องเรียนจบให้ไว และมีงานทำเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว แต่ทั้งนี้ก็อยากให้เด็ก ๆ ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อมีโอกาสก็อยากให้พัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต เช่น การเรียนต่อผู้ช่วยพยาบาล หรือพยาบาล เพื่อให้ตัวเขาเองมีความมั่นคง ขณะเดียวกันจะส่งผลให้งานด้านสาธารณสุขหรือการพยาบาลของประเทศเข้มแข็งด้วย เพราะจะมีบุคลาการด้านการพยาบาลที่มีทักษะในการดูแลคนไข้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” 

Caregiver หลักสูตรที่ให้ทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และอาชีพในอนาคต

ด้วยการทำงานในฐานะผู้ให้การดูแล ที่ต้องดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีความเจ็บปวดทางร่างกายและความแปรปรวนทางอารมณ์ ฉะนั้นสิ่งสำคัญของหลักสูตรนี้ไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการเตรียมเด็กให้พร้อมต่อโลกการทำงานจริง

ผศ.ดร.ผกาพรรณ บุญเต็ม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและบริการวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า ความจริงแล้วลักษณะของงานการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุจะเหมาะกับผู้ที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตในระดับหนึ่ง ดังนั้นพอเป็นเด็กที่เพิ่งเรียนจบชั้น ม.6 ก็ต้องพยายามเสริมประสบการณ์ด้วยการฝึกปฏิบัติ

ผศ.ดร.ผกาพรรณ บุญเต็ม

“เด็ก ๆ ที่เรียนในหลักสูตรจะได้ลงฝึกปฏิบัติจริงทั้งในหอผู้ป่วย สถานสงเคราะห์บ้านสุทธาวาสซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เป้าหมายก็เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เจอกับผู้ป่วยหรือผู้รับบริการจริง ได้สัมผัสลักษณะของผู้ป่วยที่มีความหลากหลาย ทั้งผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วย ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่ง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีในชุมชน ได้เห็นพี่ ๆ พยาบาลที่ทำงานบนวอร์ด เหมือนได้เห็นชีวิตจริงว่าถ้าทำงานต้องเจอกับอะไร รวมทั้งได้ฝึกลงมือปฏิบัติ เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การวัดสัญญาณชีพ การดูแลทำความสะอาดแผลเบื้องต้น” 

นอกจากความรู้ในห้องเรียนและการฝึกทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยแล้ว การเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในฐานะผู้ให้การดูแลยังต้องอาศัยทักษะชีวิตอีกหลายด้าน

“ทักษะสำคัญที่หลักสูตรพยายามเสริมให้กับนักศึกษา คือการปรับตัวและการทำความเข้าใจต่อโลกในชีวิตจริง เพราะสิ่งที่เห็นในกระดาษ คือ 1+1=2 แต่ในชีวิตจริง 1+1 อาจไม่ใช่ 2 เนื่องด้วยสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและปัจจัยแวดล้อมที่มีมากกว่าสิ่งที่ปรากฏในตำรา” 

อีกหนึ่งทักษะสำคัญในความเห็นของ ผศ.ดร.ผกาพรรณ คือ ‘ทักษะสื่อสาร’ เนื่องจากผู้ให้การดูแลต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า ดังนั้นความแตกต่างระหว่างช่วงวัยหรือเจเนอเรชันจึงเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำงาน

“เราเพิ่มทักษะการสื่อสารเข้าไปอยู่ในรายวิชาที่เรียนเลย โดยเด็ก ๆ ต้องมีการทำรายงาน และการนำเสนองาน เป็นการพัฒนาทักษะการสื่อสารทั้งในรูปแบบการเขียนและการพูด นอกจากนี้ต้องฝึกการสื่อสารกับคนไข้ บอกได้ว่าวันนี้วัดความดันแล้วคนไข้มีความดันปกติหรือผิดปกติ ต้องอธิบายได้ สื่อสารได้” 

ขณะเดียวกัน การทำงานในฐานะผู้ให้การดูแลย่อมต้องเผชิญกับความแปรปรวนทางอารมณ์ของผู้ป่วยและผู้สูงอายุอยู่เสมอ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความกดดันและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานก็จะช่วยให้นักศึกษาก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริงได้อย่างมั่นคง

“เรามีกิจกรรมเสริม มีการเชิญผู้ช่วยพยาบาลที่จบการศึกษาแล้วมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำงาน เป็นการเตรียมพร้อมว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง เพื่อเตรียมรับมือ รับอารมณ์จากทั้งผู้ป่วยและญาติ เราอยากให้เขาได้ศึกษาจากสถานการณ์จริงของคนที่มีประสบการณ์ แต่แน่นอนว่าต่อให้เตรียมตัวอย่างไรก็ไม่เท่ากับการได้เจอของจริงด้วยตนเอง แต่อย่างน้อยการได้เห็นภาพล่วงหน้า จะช่วยให้เขาได้ระวัง ฉุกคิด หรือหมั่นสังเกตมากขึ้น เช่น หากคนไข้เริ่มมีคำพูดที่แรงขึ้น เราต้องทำอย่างไร” 

ศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์: บทเรียนชีวิตจริงของ Caregiver

หลังจากเรียนครบภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติแล้ว ทางคณะพยาบาลศาสตร์ มศว ยังได้มีความร่วมมือกับศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ ปราจีนบุรี ในการรับนักศึกษาจากหลักสูตรผู้ให้การดูแล หรือ Care Giver เข้าฝึกงานเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูง ในการเชื่อมต่อสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการ

คุณคมสันต์ ใจสดใส ผู้อำนวยการศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ ปราจีนบุรี กล่าวว่า ศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน เป็นบ้านที่ให้การดูแลผู้สูงอายุยากไร้และทุพพลภาพ ซึ่งสาเหตุที่เปิดรับน้อง ๆ เข้ามาฝึกงาน เพราะอยากเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้มาเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ ได้ฝึกฝนทักษะการทำงานจริง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปสู่การทำงานในอนาคต แต่ขณะเดียวกันศูนย์สงเคราะห์เองก็ได้ประโยชน์ เพราะน้อง ๆ ที่มาฝึกงานก็จะช่วยเสริมกำลังการทำงาน เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันบุคลากรด้านการดูแลยังมีไม่เพียงพอ การมีน้อง ๆ เข้ามาช่วยจึงทำให้เราสามารถแบ่งเบาภาระงานที่ทีมต้องรับผิดชอบอยู่ได้มากขึ้น และเมื่อมีบุคลากรเพิ่มขึ้น ก็ส่งผลให้คุณภาพในการดูแลผู้สูงอายุดีขึ้นตามไปด้วย

คมสันต์ ใจสดใส

ปัจจุบันศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ ดูแลผู้สูงอายุกว่า 70 คน ซึ่งมีทั้งผู้ที่ยังช่วยเหลือตนเองได้ และผู้ป่วยติดเตียง โดยผู้ที่จะเข้ามาทำงานให้การดูแล คุณคมสันต์บอกว่านอกจากต้องมีทักษะด้านการพยาบาลในการช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นพื้นฐานแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘หัวใจรักในการดูแล’

“หัวใจสำคัญของวิชาชีพนี้อันดับแรกคือขอให้มีใจรักก่อน เพราะงานดูแลผู้สูงอายุต้องใช้ความอดทนสูง ผู้สูงอายุบางคนมีปัญหาด้านความจำ หรือมีความแปรปรวนทางอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าน้อง ๆ มีใจรักก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะผมเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคณะพยาบาลศาสตร์ มศว จะบ่มเพาะความรู้และทักษะให้เด็ก ๆ มาอย่างเข้มข้น ขาดแต่เพียงทักษะการปฏิบัติจริงที่อาจยังไม่เต็มร้อย แต่เราชื่อว่าพัฒนาได้ โดยอาศัยการเรียนรู้เพิ่มเติมจากรุ่นพี่ หรือพี่เลี้ยงที่จะคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้เขาเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ในเส้นทางอาชีพนี้”

ในแต่ละวัน ผู้ให้การดูแลจะต้องช่วยกิจวัตรต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ ตั้งแต่อาบน้ำ ป้อนอาหาร แจกยา พาไปทำกิจกรรม ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เช่น การเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือให้อาหารทางสายยาง ซึ่งตลอดระยะเวลาการฝึกงาน เด็ก ๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างดี

“น้อง ๆ มีความตั้งใจมาก ขยัน อดทน และมีความพยายามในการเรียนรู้ หลายครั้งเราสังเกตเห็นว่าเขาเห็นความต้องการของผู้อื่น หมายความว่า เห็นความต้องการของผู้สูงอายุ มีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปช่วย เช่น เข็นรถให้ หรือคอยสังเกตความผิดปกติของผู้ป่วย เพราะผู้สูงอายุบางคนพูดไม่ได้ บางคนมองไม่เห็น ซึ่งเราเห็นว่าน้องรู้จักสังเกต เป็นสิ่งสำคัญในการประเมินผู้สูงอายุ ถือว่ามีศักยภาพในการทำงานด้านนี้อย่างดี มีทักษะในการเอาใจใส่”

แน่นอนว่าการมีโอกาสฝึกงานในสถานการณ์จริง ย่อมเป็นข้อได้เปรียบ เพราะประสบการณ์จากการดูแลผู้สูงอายุในชีวิตจริง จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ที่หลากหลาย และค่อย ๆ สร้างความมั่นใจในบทบาทของตนเองในฐานะผู้ให้การดูแล

“การที่เขาเจอผู้สูงอายุที่มีความหลากหลาย มีความเจ็บป่วยที่แตกต่างกัน จะทำให้เขาเข้าใจในการดูและรับมือกับผู้ป่วยแต่ละเคสที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งเจอผู้สูงอายุชัก อาจจะตกใจ และทำตัวไม่ถูก แต่ถ้าเขาเรียนรู้และถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ เขาจะมีความมั่นใจ และสามารถไปทำงานที่อื่นได้อย่างดี เป็นการติดอาวุธให้เขาก่อนลงสนามจริง”

อย่างไรก็ดี การเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้เข้ามาฝึกงานเช่นนี้ คุณคมสันต์มองว่า ไม่เพียงช่วยบ่มเพาะวิชาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน แต่เป็นการเชื่อมทางให้เด็กด้อยโอกาสได้ก้าวเดินต่อไปในชีวิต 

“ผมคิดว่าเราก็เป็นเหมือนสะพาน หรือบันไดขั้นหนึ่ง ที่ช่วยให้น้อง ๆ ก้าวไปสู่เส้นทางชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญเมื่อจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ความต้องการบุคลากรด้านการดูแลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การมีหลักสูตรแบบนี้จะช่วยให้เด็กด้อยโอกาสได้เรียนในสายอาชีพที่ตลาดต้องการจริง ๆ และมีโอกาสที่จะมีงานทำ มีรายได้ดูแลตนเองและครอบครัว”

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ ประกอบกับผลงานระหว่างการฝึกงานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความรับผิดชอบของเด็กๆ ทำให้ภายหลังสิ้นสุดช่วงฝึกงาน ทางสถานสงเคราะห์ได้เปิดรับพวกเขาเข้าร่วมทำงานจริงในทันที 

ผศ.ดร.วนิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า รู้สึกปลื้มใจและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็ก ๆ เรียนจบและมีงานทำ ซึ่งการที่เขามีการศึกษา มีอาชีพ และมีรายได้ ไม่ได้แค่ช่วยให้เขารอด แต่รวมถึงครอบครัวเขาด้วย ช่วยให้เขาดูแลครอบครัวเขาต่อไปได้ แต่สิ่งที่หนึ่งเราอยากปลูกฝังคือ วันนี้เขาเป็นผู้รับแล้ว วันหนึ่งที่เขาพร้อมก็อยากให้เขาลุกมาเป็นผู้ให้ 

“อยากบอกเด็ก ๆ ว่า การที่เขาได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนและเข้ามาเรียนหลักสูตรผู้ให้การดูแลถือว่าเป็นเกียรติและมีบุญมาก ๆ อยากให้เก็บสิ่งที่ได้รับ และความภาคภูมิใจนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ให้สมเกียรติของคำว่า ‘ผู้ให้การดูแล’ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของบุคลากรทางการพยาบาล ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ ดูแลด้วยหัวใจ ด้วยทักษะ และสมองที่จะทำให้คนไข้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด”