“อาชญากรรมในมือเด็กและเยาวชน ยังมีระเบิดเวลารออีกหลายลูก เราทำลายไม่ได้ แต่เราทำให้มันไม่ทำงานได้”
พื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องโลกสวยและการจากไปต้องไม่สูญเปล่า : นเรศ สงเคราะห์สุข

“อาชญากรรมในมือเด็กและเยาวชน ยังมีระเบิดเวลารออีกหลายลูก เราทำลายไม่ได้ แต่เราทำให้มันไม่ทำงานได้”

“ชุมชนพอรู้ว่าเด็กคนไหนใช้ยาก็ผลักออก ไม่อยากยุ่ง พอเกิดเรื่องขึ้นจึงเอาแต่โทษเด็ก โทษครอบครัว แล้วอีกไม่นานคนก็ลืม จนกว่าจะถึงวันของระเบิดลูกต่อไป” 

ประโยคแรกๆ จาก ‘อ.ต๋อม’ นเรศ สงเคราะห์สุข รองหัวหน้าโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หลังจากตามอ่านข่าวและคอมเมนท์ต่างๆ จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 

หากรู้ว่าลูกเป็นจิตเวช ต้องเข้มงวดในการดูแลมากกว่านี้นะคะ คุณต้องมีความรับผิดชอบต่อคนในสังคมด้วย”

“พ่อแม่ต้องสร้างกรงขังไว้อย่าปล่อยมันมาฆ่าใครอีก”

“แค่คำขอโทษมันไม่พอหรอก” 

มันไม่พอจริงๆ ในความเห็นของ อ.ต๋อม เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยเฉพาะถ้าพิจารณาสถานการณ์ยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย 

ข้อมูลจาก ฐานผู้ป่วยใน รพ.ธัญญารักษ์ สงขลา ปี 2564-2568 ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปี ในไทย ระบุว่า 4 ใน 10 ของเด็กเยาวชนนอกระบบมีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 

ข้อมูลยังเผยด้วยว่าส่วนใหญ่ใช้ ‘ยาเสพติดหลายตัว’ โดยกลุ่มที่จบชั้นมัธยมต้นมีสัดส่วนใช้ยาเสพติดหลายตัวมากกว่า กลุ่มที่จบการศึกษาสูงกว่า (สัดส่วนอยู่ที่ 63% กับ 52%) รองลงมาคือยาบ้า 

และ การออกกลางคันช่วงมัธยมต้น มีผลต่อการติดยาเสพติดของเด็กเยาวชนนอกระบบ

ที่สำคัญ ตอนนี้ตัวเลขเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณยาและคนเสพเพิ่มขึ้นทั้งในไทยและภูมิภาคอาเซียน 

ในอาเซียน เยาวชนอายุน้อยกว่า 18 ปี มีการใช้ยาเสพติด แอมเฟตามีน หรือยาบ้า สูงสุด และที่มากขึ้นเรื่อยๆ การใช้หลายชนิดร่วมกันคือ ยาบ้า กัญชา และกระท่อม อายุที่เริ่มใช้ลดลงเรื่อยๆ พบได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป 

ในมุมของคนทำงานในพื้นที่และทำงานกับเด็กเยาวชนที่ติดยาเสพติดมายาวนาน อ.ต๋อมบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้ไปไกลกว่าเดิมเยอะ การใช้ยาเสพติดในปัจจุบัน เด็กอยากใช้แบบแรง จึงเป็นอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมการป่วยจิตเวชจากยาจึงเยอะขึ้น แรงขึ้น ที่มากขึ้นและรุนแรงตามไปด้วยคือการผลักออกจากชุมชน

“ยังไงก็เกิด การไม่เกิดต่างหากที่แปลก”  

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีทำงานกับเด็กนอกระบบมาหลายสิบปี อ.ต๋อมบอกว่า เราต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า เด็กเยาวชนที่ติดยาเสพติดมีอยู่ทุกที่ และไม่มีใครทำให้ยาเสพติดหายไปจากเด็กและเยาวชนได้ 

เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่มีทุกที่ 

เรามีเด็กกลุ่มเสี่ยงก่ออาชญากรรมอยู่ทุกที่ 

เราไม่สามารถหยิบระเบิดเวลาออกมาได้หมด 

แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ ทำทุกวิถีทางให้ระเบิดเวลาเหล่านี้สงบนิ่ง ไม่ทำงาน ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย 

‘อ.ต๋อม’ นเรศ สงเคราะห์สุข

พื้นที่ปลอดภัย : ไม่ได้อบอุ่นประคบประหงม แต่ปลอดความรุนแรง

“เหมือนคนสูบบุหรี่ เราไปทำให้เค้าเลิกไม่ได้ แต่เราไปทำให้เค้ารู้ได้ว่าเวลาสูบ ต้องเดินออกไปให้ไกล จะได้ไม่กระทบคนอื่น” 

อ.ต๋อม อธิบายเนื้องานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กนอกระบบตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา 

“เด็กต้องการยาที่ทำให้อยู่กลางคืนได้ยาวๆ เด็กหลายคนต้องการเวลากลางคืนยาวๆ เกมจึงช่วยได้ส่วนหนึ่ง ทำไมน้ำกระท่อมถึงฮิต เพราะเด็กต้องการอยู่ยาว” 

ดูเผินๆ เหมือนให้ท้ายหรือเข้าข้างแต่ยืนยันจากประสบการณ์ทำงาน อ.ต๋อมยืนยันว่า ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหาได้ ที่ผ่านมาเราพร้อมจะสนใจพฤติกรรม แต่ไม่พร้อมเปิดใจ เข้าใจเงื่อนไขชีวิตที่มากกว่านั้น 

“พอเจอเคสแบบนี้(เจอเด็กติดยาในชุมชน) ผมได้คุยกับผู้ ใหญ่บ้านบางคน เขาจัดการโดยแจ้งตำรวจ บอกว่าพอแจ้งตำรวจ ตำรวจบอกว่าถ้าไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ก็ทำอะไรไม่ได้ คือ ระบบมันพังหมดเลย ระบบรับมือไม่ทันเแล้ว เพราะมันไปติดอยู่กับวิธีเก่า กฎหมายเก่า ความรู้เก่า ตามไม่ทันสถานการณ์” 

อาจารย์ยกตัวอย่างพื้นที่กองผักปิ้ง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เด็กส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ลาหู่ จำนวนไม่น้อยเสพยา ดมกาวบ้าง น้ำกระท่อมบ้าง ยาบ้าก็มี แต่ผู้ใหญ่ที่นั่น ต่อรองได้ 

ผู้ใหญ่ หรือ ที่ใครๆ ก็เรียกว่า ‘พี่เลี้ยงแห่งกองผักปิ้ง’ คือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล พี่เลี้ยงโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยอมรับว่าพื้นที่กองผักปิ้งเป็นสถานที่ที่ชุกชุมไปด้วยปัญหายาเสพติดเพราะสภาพแวดล้อมติดกับชายแดน 

“เด็กบางคนก็เสพยานะ แต่เขามีเหตุผลคือต้องเสพยาเพื่อให้ตัวเองมีแรงทำงาน ถ้าเขาหมดแรงเขาก็จะไม่มีเงิน มันคือทางเลือกสุดท้ายที่เขาทำได้” 

ไมตรี จำเริญสุขสกุล

แต่วิธีที่ไมตรีเลือกทำคือยกลานบ้านให้เป็นพื้นที่ของเด็กๆ กลุ่มนี้ เปิดฟรีให้ ‘พัก คุย เล่น นั่ง กิน นอน’ และ ‘ทำกิจกรรม’ ใช้วิธีการพูดคุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน จนถึงวันหนึ่งเด็กคนนั้นก็จะเปิดใจเล่าทุกอย่างให้ฟังโดยที่พวกเขาไม่ต้องถาม 

การไม่ตัดสินจากไมตรีและยุพิน ทำให้เด็กๆ มาที่บ้านหลังนี้ จนเกิดความไว้ใจจนเด็กเดินเข้าไปบ้านแล้วบอกว่า “ผมอยากเลิกยา” 

ป่าดิ เด็กชาติพันธุ์ลาหู่วัย 15 ปีที่ไร้สัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน ป่าดิเล่าว่าไมตรีและภรรยาดีกับเขามากๆ ก่อนหน้านี้ เขาไม่สามารถเลิกดมกาวและเลิกกัญชาได้ แต่พอถูกดึงเข้ามาอยู่ในสายตาของไมตรี ป่าถูกสอนแบบไม่สอน จนค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง 

“ถ้าเขาอยากให้ช่วยอะไร ผมก็ยินดีทำ” ป่าดิบอกความรู้สึก 

ป่าดิ

“จุดแข็งของเด็กๆ ผมรู้สึกว่าจริงใจ มันพูดจริงทำจริง เขารับปากแล้วก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ต่อให้เรามองไม่เห็นเขาก็ทำจริงๆ” ไมตรียืนยัน 

ถึงจะเป็นผลลัพธ์เชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และไม่เพียงเป็นพื้นที่ปลอดภัยแค่ของเด็ก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ชุมชนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น จากที่เคยสงสัยก็เริ่มเปิดใจ เข้าใจ และสุดท้ายคือไม่ผลักไส

“พื้นที่ปลอดภัยแบบนี้มันไม่ใช่ประคบประหงม และไม่จำเป็นต้องรุนแรง แต่พื้นที่สามารถต่อรองได้ทั้งสองฝั่ง เช่น ถ้าจะกินน้ำท่อม ขอต่อรองว่าลดยาแก้ไอหน่อยได้มั้ย เราต้องการทำให้มันเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้วย ไม่ใช่ ตามใจทั้งหมด แล้วก็ไม่ได้แข็งเพราะใช้แต่กฎเกณฑ์”

เพราะหัวใจของพื้นที่ปลอดภัยในความหมายนี้คือการดึงเด็กเข้ามาไม่ใช่ผลักออก 

“inclusive เค้าเท่านั้น ปล่อยเค้าไม่ได้” อ.ต๋อมยืนยัน 

เพราะการผลักไสรังแต่ทำให้ระเบิดเวลาเร่งทำงาน แต่การพาเด็กๆ กลับเข้ามาในชุมชน ให้เค้ามีตัวตน จะช่วยให้เค้าเริ่มขยับตัวและเรียนรู้ที่จะเคารพคนอื่น

ประเมิน – ต่อรอง – ใช้ความรู้แทนที่ความกลัว-ชิงเวลา 

แต่ในทางปฏิบัติ เซฟโซนต้องเริ่มต้นจากการ ‘ประเมินสถานการณ์อย่างแม่นยำ’

“หากพบว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาวะอันตรายหรือขาดการกินยาจนคุมตัวเองไม่ได้ ‘ระบบต้องทำงานทันที’ โดยการจำกัดพื้นที่หรือใช้ระบบการบำบัดแบบปิดเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่ในชุมชนให้รู้สึกปลอดภัยก่อน” 

ต่อด้วย ‘ต่อรอง’ 

เมื่อประเมินแล้วว่าสามารถดึงเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยได้ พื้นที่นั้นต้องเป็นพื้นที่ที่ต่อรองได้ทั้งสองฝั่ง เช่น การต่อรองให้ลดปริมาณยาแก้ไอในน้ำกระท่อม

จากนั้น ‘ใช้ความรู้เข้าแทนที่ความกลัวในชุมชน’ 

“ปัจจุบันชุมชนมักกลัวไปหมดจนไม่กล้ายุ่ง แต่ยิ่งคุณรู้จริงมากเท่าไหร่ ความกลัวคุณจะลดลงเท่านั้น” 

เช่น หากชุมชนมีความรู้ในการสังเกตสัญญาณอาการของผู้ป่วย และรู้วิธีการรับมือที่เหมาะสม ทัศนคติของสังคมจะเริ่มดีขึ้นและลดการผลักไสผู้ใช้ยาออกไป

สุดท้าย คือ ‘การชิงเวลา’ เพื่อลดการปะทุของระเบิดเวลา หรือเด็กเยาวชนที่ทั้งป่วยจิตเวชและเสพยา 

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกคนเลิกยาได้ในทันที แต่คือการชิงเวลาของการไม่ป่วยจิตเวช ทำให้ระเบิดเวลาเหล่านั้นไม่ทำงานหรือยืดเวลาการทำงานออกไป และให้เขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคมได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อน

ทั้งนี้ อ.ต๋อมยืนยันว่ารัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในงานเชิงป้องกันแบบนี้ ไม่ปล่อยให้ครอบครัวชุมชนเป็นจำเลยเพียงลำพังอย่างที่ผ่านๆ มา 

“ทำงานกับเด็กที่ใช้ยาอาจไม่เหนื่อยเท่ากับการทำงานเชิงความคิดกับผู้ใหญ่รอบตัวมันต้องทำงานเชิงความคิดหลายส่วน ต้องทำงานกับรัฐที่ต้องเข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจว่าการทำงานกับผู้ป่วย จิตเวชจากยาหรือหน้างานจริงเป็นอย่างไร คนรู้เรื่องนี้จริงๆ มีน้อยมาก”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลดวงจรสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าปล่อยให้การสูญเสียครั้งล่าสุดและทุกครั้งที่ผ่านมาสูญเปล่า เพราะเราต่างมีส่วนเร่งให้ระเบิดเวลาทำงานหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยช่วยกันทำให้ชนวนตายด้านได้ทั้งนั้น 


อ้างอิง : 

• ผลสรุปการเสพยาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นนอกระบบการศึกษา โรงพบาบาลธัญญารักษ์ สงขลา 
ได้เรียน ได้เล่น ได้ฝัน : บันทึกจากเด็กเกเรแห่งกองผักปิ้งที่ถูกด่าผ่านลำโพงของหมู่บ้าน สู่แก๊งเด็กในสายตาที่ได้รู้จักกับ ‘ห้องเรียนชีวิต’
เรื่องเล่าจากพี่เลี้ยงแห่งกองผักปิ้ง ผู้ดูแลเด็กนอกสายตา
“ถ้าดีแปลว่าดี แต่ไม่ดีก็ไม่ได้แปลว่าเลว” คุยเรื่อง ‘พื้นที่ของเด็ก’ กับผู้ใหญ่ นเรศ สงเคราะห์สุข ที่มองว่า เมื่อรู้สึกอิสระ เด็กๆ จะไม่กลัวที่จะแสดงศักยภาพ