บทความนี้เรียบเรียงจากเวทีเสวนาออนไลน์ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” ซึ่งจัดโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และข้อวิเคราะห์เชิงกฎหมายจาก เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย เพื่อยืนยันว่า “การเรียนฟรี” ต้องเป็นสิทธิที่ใช้ได้จริงในโรงเรียนทุกแห่ง
การศึกษาฟรีที่ยังไม่ฟรี: เมื่อเงินกลายเป็นกำแพงบัง “ใบจบ”
ทุกปีการศึกษา ประเทศไทยยังเผชิญปรากฏการณ์ซ้ำซาก เด็กจำนวนหนึ่งเรียนครบหลักสูตร ทำกิจกรรมครบตามเกณฑ์ แต่กลับถูก “พักใบจบ” หรือไม่ได้รับเอกสารแสดงผลการเรียนและวุฒิการศึกษา เพราะครอบครัวไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บในนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ค่าบำรุงการศึกษา” “ค่าเทอม” หรือ “ค่าระดมทรัพยากร”
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสารปลายทาง แต่คือการปิดประตูโอกาสทั้งชีวิต ตั้งแต่การสมัครงาน การศึกษาต่อ ไปจนถึงการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐที่ต้องใช้วุฒิเป็นเงื่อนไขยืนยัน
วงเสวนาในนามสภาองค์กรของผู้บริโภค ชวนมองให้เห็นว่า การกีดกันเด็กจาก “ใบจบ” เป็นโดมิโนตัวแรกที่ทำให้เด็กขาดวุฒิ จนตามมาด้วยการขาดโอกาสงานและรายได้ ต้องออกจากระบบเร็วขึ้น และอาจวนกลับไปสู่ความยากจนข้ามรุ่น ทั้งที่รัฐลงทุนด้านการศึกษาไปแล้วตลอดหลายปี

เสียงจากพื้นที่: เด็ก “จบ” แต่ชีวิตไม่เดินหน้าต่อ
มีนา ดวงราษี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เล่าถึงภาพในพื้นที่ว่า ผู้ปกครองจำนวนมากเข้าใจว่าการจ่ายเงินให้โรงเรียนเป็น “หน้าที่” แม้ต้องกู้หนี้นอกระบบเพื่อให้ลูกได้ใบ ปพ.1 แต่เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภคลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญและนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ผู้ปกครองจึงเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดลูกหลานที่เรียนครบแล้วจึงยังถูกกีดกันด้วยเงิน
กรณีร้องเรียนจำนวนไม่น้อยไม่ได้จบแค่ “ได้ใบ” แต่ทิ้งรอยแผลทางศักดิ์ศรี เด็กและผู้ปกครองบางรายต้องเผชิญการตำหนิหรือการ “สั่งสอน” ก่อนรับเอกสารจบ จนเกิดความอับอาย รู้สึกว่าตนเป็นภาระและทำให้โรงเรียนเสียชื่อ ถือเป็นทุนทางใจที่ผลักเด็กออกจากระบบอย่างเงียบๆ
ผลกระทบที่เห็นชัดคือเมื่อไม่มีใบจบ ชีวิตเด็กก็ต้องเปลี่ยนแผน จากเดิมที่เด็กบางคนตั้งใจเอาใบจบไปสมัครงานหรือศึกษาต่อ แต่เมื่อไม่มีเอกสารยืนยันการจบ ย่อมเดินต่อไม่ได้ หลายคนจึงจำต้องออกไปทำงานรับจ้างหรือทำงานกับครอบครัวก่อนวัยอันควร ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียนต่อ แต่เพราะระบบทำให้เดินต่อไม่ได้
ในโรงเรียน: การทวงถามค่าเทอมกับเด็กซ้ำๆ ทำร้ายเด็กตั้งแต่ยังไม่จบ
ปาริชาต ชัยวงษ์ เครือข่ายครูขอสอน และอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค เสริมว่า ปัญหาเริ่มตั้งแต่ระหว่างเทอมจากกระบวนการทวงถาม เช่น แจ้งรายชื่อเด็กที่ค้างชำระให้ครูติดตาม บางแห่งให้เด็กยกมือในห้อง หรือส่งหนังสือทวงถามที่ทำให้เด็กถูกตีตรา เธอชี้ว่า การทำให้เด็กเชื่อว่า “ยังไม่จ่ายจึงไม่มีสิทธิ” เป็นการบิดเบือนหลักสิทธิขั้นพื้นฐาน
ปาริชาต เสนอว่า โรงเรียนสามารถ “แก้ตั้งแต่ต้นทาง” ได้ หากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทำงานจริงจัง ทั้งการเยี่ยมบ้าน คัดกรองความเปราะบาง และออกมาตรการผ่อนผัน ลดหย่อน หรือผ่อนจ่ายระหว่างทาง เพื่อไม่ให้ยอดค้างสะสมเป็นก้อนใหญ่ในวันที่เด็กต้องจบ
แนวคิดสำคัญคือ ต้องมองเด็กเป็นผู้มีสิทธิที่ต้องดูแล ไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาหรือผู้ทำลายภาพลักษณ์โรงเรียน ปาริชาต ย้ำ

มุมผู้บริหารโรงเรียน: คุณภาพที่ถูกคาดหวัง กับทรัพยากรที่ไม่พอ
ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี และอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค สะท้อนว่า งบประมาณรายหัวที่ไม่พอทำให้โรงเรียนจำนวนหนึ่งต้องพึ่งการระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองและชุมชน หรือที่เรียกว่า การเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษา ซึ่งแม้โรงเรียนหลายแห่งจะย้ำว่าเป็นการเรียกเก็บตามความสมัครใจ แต่ในชีวิตจริงผู้ปกครองจำนวนมากรู้สึกว่า “ต้องจ่าย” เพื่อให้ลูกอยู่ได้ในระบบต่อ
ศุภโชคชี้ให้เห็นความต่างของบริบทโรงเรียนระหว่างโรงเรียนเล็กและใหญ่ โดยโรงเรียนชนบทที่ผู้ปกครองยากจนจำนวนมาก จะทำให้โรงเรียนไม่สามารถเรียกเก็บได้อยู่แล้ว โรงเรียนจึงต้องไปแสวงหาทุนภายนอกเพื่อช่วยเด็กให้เรียนจนจบ ขณะที่บางโรงเรียนในเมืองมีแรงกดดันเรื่องทรัพยากรและภาพลักษณ์สูงกว่า ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนใหญ่ จึงอาจมีมุมมองว่า ต้องเก็บเยอะตามรายจ่ายของโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งในโรงเรียนกลุ่มนี้ หากผู้ปกครองจ่ายไม่ไหว ก็มักต้องพาเด็กย้ายโรงเรียนกลางคัน
อีกประเด็นที่ศุภโชคชี้ให้เห็นคือ ค่านิยมของผู้ปกครองและสังคมไทย ที่ยังมองว่า “โรงเรียนที่ไม่เรียกเก็บ หรือให้เรียนฟรี อาจมีคุณภาพการเรียนการสอนไม่ดีเท่าโรงเรียนที่เก็บค่าบำรุงเป็นเม็ดเงินสูงๆ” ทั้งที่ถ้ามองให้ลึก จะพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่มีความพยายามช่วยเหลือและผลักดันให้เด็กได้เรียนจบตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ
ศุภโชคจึงเสนอให้รัฐทบทวนงบและกลไกกำกับดูแล โดยพุ่งเป้าโรงเรียนที่ขาดแคลนและลดแรงจูงใจให้โรงเรียนต้องเก็บเงิน
ภาพใหญ่จาก กสศ.: ถ้าหลุดจากระบบวันนี้ ประเทศต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค ชวนมองปัญหาให้พ้นจากกรอบเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่เห็นเป็น กำแพงเชิงโครงสร้าง ที่ซ้อนทับกันระหว่างความยากจน ความเปราะบางของครัวเรือน และข้อจำกัดของระบบสนับสนุนทางการศึกษาที่ยังไปไม่ถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนอยู่ในระบบการศึกษาราว 8 ล้านคน โดยมีอย่างน้อยประมาณ 3 ล้านคนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่ำกว่าเส้นความยากจน เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ดูเหมือน “เล็กน้อย” ในสายตาระบบ แต่หนักหนาอย่างยิ่งในชีวิตจริงของครอบครัว แม้ระบบการศึกษาไทยจะมีกลไกช่วยเหลือหลายรูปแบบ ทั้งเงินอุดหนุนรายหัว ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และทุนการศึกษา แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทำให้การช่วยเหลือไปถึงเด็กยากจนได้จริงเพียงบางส่วน
จากเด็กยากจนราว 3 ล้านคน มีเพียงประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ขณะที่เด็กอีกกว่าล้านคนยังตกหล่นอยู่ในช่องว่างของนโยบาย และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องหยุดเรียน ย้ายโรงเรียน หรือเรียนจบแต่ไม่สามารถ “เดินต่อ” ได้เพราะขาดเอกสารรับรองการศึกษา หรือ “ใบจบ”
พัฒนะพงษ์เน้นย้ำว่า การหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าของเด็กหรือครอบครัว แต่คือ ต้นทุนระยะยาวของประเทศ เด็กที่ไม่สามารถจบการศึกษาอย่างสมบูรณ์จะสูญเสียโอกาสในการเรียนต่อและการทำงาน กลายเป็นแรงงานไร้ทักษะ มีรายได้ต่ำ และเผชิญความเปราะบางซ้ำซ้อนในชีวิต เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสม รัฐและสังคมจะต้องแบกรับต้นทุนใหม่ในรูปของงบประมาณด้านสวัสดิการ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการฟื้นฟูคุณภาพแรงงานในอนาคต ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนป้องกันตั้งแต่ต้นทางอย่างเทียบกันไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอให้การช่วยเหลือเด็กเปลี่ยนจาก “แก้รายเคส” สู่ “แก้เชิงระบบ” โดยใช้ข้อมูลความยากจนและความเปราะบางพุ่งเป้าการจัดสรรทรัพยากรให้ถึงเด็กก่อนเกิดความเสียหายปลายทาง เพราะหากเด็กหลุดจากระบบ รัฐและสังคมจะต้องแบกรับต้นทุนใหม่ในระยะยาว ทั้งด้านแรงงานไร้ทักษะและความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น

มุมกฎหมาย: ค่าเทอมไม่ใช่เงื่อนไขในการฉุดรั้งสิทธิการจบ
เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย อธิบายประเด็นกฎหมายเพิ่มเติมว่า เกณฑ์การจบการศึกษาในประกาศ/ระเบียบที่เกี่ยวกับหลักสูตร ไม่ได้กำหนด “การชำระค่าเทอม” เป็นเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา หากผู้เรียนเรียนครบตามหลักสูตร หน่วยกิตครบ และทำกิจกรรมครบตามเกณฑ์ โรงเรียนต้องรับรองการจบ
เขาย้ำว่า ในเอกสารที่กำหนดเกณฑ์การจบของแต่ละระดับ (ภายใต้การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ไม่ปรากฏข้อความที่ให้อำนาจโรงเรียนระงับวุฒิหรือใบรับรองการจบเพราะค้างชำระเงิน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “เด็กจบทุกคน” ตามกติกาการศึกษา และการที่โรงเรียนถือเอกสารไว้เพราะเหตุค่าใช้จ่าย “เป็นการใช้อำนาจนอกกรอบ”
หากการไม่ออกเอกสารเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองย่อมมีช่องทางใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิได้ และในบางสถานการณ์อาจเกี่ยวพันความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้ด้วย
ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำเปิดวงเสวนาของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ชี้ว่า ข้อร้องเรียนเรื่องไม่ออกใบ ปพ. เพราะค้างค่าบำรุงยังเกิดซ้ำ ทั้งที่นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตามรัฐธรรมนูญประกาศมานานแล้ว
ช่องว่างที่ทำให้ “สมัครใจ” กลายเป็น “จำยอม”: ประกาศปี 2554 ที่ต้องทบทวน
เมธชนนท์ยังชี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีประกาศสำคัญในปี 2554 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานให้สถานศึกษาจัดเก็บเงินเพิ่มได้ ได้แก่ (1) กรอบการเก็บเงินบำรุงการศึกษาในกรณีจัดบริการ/กิจกรรมที่ “แตกต่าง” จากที่รัฐจัดสรร และ (2) กรอบการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา
ทั้งสองประกาศมีคำว่า “ความสมัครใจ” เป็นหัวใจ แต่เมื่อสิทธิไม่ถูกสื่อสารถึงผู้ปกครอง คำว่า “สมัครใจ” จึงทำงานเหมือนการบังคับโดยพฤตินัย ปัญหาจึงต้องแก้ทั้งกติกา งบประมาณ และการคุ้มครองสิทธิ – ไม่ใช่แก้เพียงปลายทางตอนเด็กจะจบการศึกษา
ข้อเสนอเพื่อให้ “ปีการศึกษานี้” เป็นจุดเปลี่ยน
เพื่อให้คำประกาศ “ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” เป็นจริง ข้อเสนอสำคัญจากเวทีเสวนาสามารถสรุปเป็น 3 แนวทางที่ทำได้ทันทีและต้องทำต่อเนื่องดังนี้
1. ยืนยันแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศ
การจบการศึกษาผูกกับเกณฑ์หลักสูตร ไม่ผูกกับการชำระเงิน และต้องห้ามนำเอกสารการศึกษามาเป็นเครื่องมือต่อรองหนี้
2. ทำให้สิทธิเข้าถึงได้จริง
มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย พร้อมมาตรการคุ้มครองเด็กและผู้ปกครอง ลดการเผชิญหน้าและการเสียศักดิ์ศรี
3. เสริมระบบดูแลช่วยเหลือในโรงเรียน
คัดกรองความเปราะบางและช่วยเหลือตั้งแต่ระหว่างเทอม (ผ่อนผัน ลดหย่อน ผ่อนจ่าย) เพื่อไม่ให้ยอดค้างสะสมเป็นก้อนใหญ่ในวันที่เด็กต้องจบ

สรุป: การศึกษาฟรีไม่ใช่ความเมตตา แต่คือหน้าที่ของรัฐ
บทเรียนจากเวทีเสวนาชี้ว่า “เด็กไม่ได้ใบจบเพราะไม่มีเงิน” ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณว่าระบบการศึกษายังปล่อยให้เงินทำหน้าที่คัดคน ทั้งที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิการศึกษา
ปีการศึกษานี้จึงควรเป็นจุดเปลี่ยน ที่โรงเรียนต้องคืน “ใบจบ” ให้เด็กทุกคนที่เรียนครบหลักสูตร รัฐต้องทำให้การเรียนฟรีเป็นจริงด้วยงบประมาณและกติกาที่เป็นธรรม และสังคมต้องยืนยันว่าไม่มีใครควรถูกกีดกันจากอนาคตเพียงเพราะครอบครัวไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม