ศรัทธา และวิชาการ ไปด้วยกันได้ : รู้จักพื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและจิตใจ ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ บ้านที่ให้เด็กเรียนรู้โดยไม่ต้องอยู่ในโรงเรียน

ศรัทธา และวิชาการ ไปด้วยกันได้ : รู้จักพื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและจิตใจ ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ บ้านที่ให้เด็กเรียนรู้โดยไม่ต้องอยู่ในโรงเรียน

“เราช่วยให้เด็กที่ไม่มีสถานะเป็นนักศึกษา นักเรียน ให้มีสถานะเป็นผู้เรียนโดยไม่ต้องไปโรงเรียน”

‘เสริมศิริ มั่นตะพงษ์’ หรือ ‘ครูเสริม’ กล่าว ใครว่าการเป็นนักเรียนต้องมาจากการเรียนในโรงเรียนเสมอไป ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ คือการศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กๆ ที่อยากเป็นผู้เรียน โดยไม่จำเป็นต้องเรียนในโรงเรียน หากโรงเรียนไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กๆ ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและจิตใจภายใต้หลักศรัทธา

ปัจจุบันสมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม ดำเนินการภายใต้โครงการยกระดับพื้นที่ปลอดภัยสู่การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นพื้นที่การเรียนรู้ทางเลือกสำหรับเด็ก และเยาวชน ตอนนี้มีเด็กที่เรียนกับศูนย์การเรียนทั้งประจำ ไป กลับ และ เฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์  ทั้งเด็กที่เรียนสถานศึกษาทั่วไปและมาเรียนเสริมที่นี่

เด็กบางคนเจอทั้งปัญหาการถูกบูลลี่ ไม่ชอบเนื้อหาที่เรียน บางคนถนัดบางวิชาแต่ก็ถูกตีตราว่าเป็น ‘เด็กไม่เก่ง’ ไปเสียแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงการจะทำให้เด็กคนหนึ่งเก่งได้นั้นไม่ยากแต่ต้องให้เด็กเข้าใจคุณค่าของการเรียนก่อน และการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

แถมบางคนถูกเลือกปฏิบัติจากทางโรงเรียนเพราะการนับถือศาสนาที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในโรงเรียน เพราะแบบนี้เองโรงเรียนอาจจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนก็ได้

ครูเสริมจึงพยายามทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในทางเลือกในการศึกษาของเด็กๆ จุดเด่นของที่นี่คือการเรียนรู้ทุกเรื่องราวภายใต้หลักศรัทธา พื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและจิตใจภายใต้หลักศรัทธา เพราะการศรัทธาทำให้ทุกคนมีพื้นฐานความเข้าใจที่คล้ายกัน นอกจากนี้เด็กจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ ผ่านนวัตกรรมการศึกษาที่ทางทีมงานร่วมกันคิดขึ้นมาอีกด้วย

เด็กทุกคนไม่เหมือนกัน สมาคมศูนย์การเรียนฯ มองว่า เพื่อให้เด็กทุกคนมีความฝันเป็นของตัวเองได้ พวกเขาต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเอง และครูที่นี่ก็จะช่วยออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเขา ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง ‘โมเดล 6 ด้าน’ สู่แผนการเรียนรู้เฉพาะตัว

ครูเสริม ผู้เรียนรู้จากการเป็นแม่และการเป็นครู

‘ครูเสริม’ เสริมศิริ มั่นตะพงษ์

“นักเรียนกลุ่มที่ลงเรียนท่องจำอัลกุรอานในสถานศึกษาต่าง ๆ หากสามารถท่องได้จบทั้งเล่มเขาจะได้รับการรับรองจากสถาบัน ส่วนเด็กที่ไม่ผ่านการท่องจำและเลิกเรียนจะไม่ได้รับการรับรองทำให้เสียเวลา ทั้งที่จริงแล้ว ทุกคนผ่านการพัฒนาตามบริบทของตนในด้านต่างๆ พวกเขาควรได้รับวุฒิการศึกษารับรองสถานะการเรียนรู้ เราจึงสร้างหลักสูตรรองรับการเรียนท่องจำกุรอาน ถึงไม่ได้การรับรองก็ได้วุฒิคู่ขนานไป”

การฝึกอ่านอัลกุรอานคือหนึ่งในหลักสูตรที่จำเป็นในการเรียนการสอนของศาสนาอิสลาม ‘เสริมศิริ มั่นตะพงษ์’ หรือที่ใครๆ ก็เรียกว่า ‘ครูเสริม’ กล่าวว่า โชคดีที่ลูกๆ ของเธอท่องจำได้ แต่สำหรับเด็กที่ท่องไม่ได้ แล้วออกไปเรียนอย่างอื่นไม่มีการรับรองผลการเรียนด้านอื่น แบบนั้นถือว่าไม่แฟร์กับเด็ก

ครูเสริมเป็นทั้งแม่และครูให้กับลูกๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอมองว่าไม่มีใครรู้จักลูกได้ดีเท่าพ่อแม่ เพราะฉะนั้นเมื่อลูกมีปัญหา พ่อแม่คือคนแรกที่ลูกจะมองหา หรือสังเกตเห็นปัญหา ครูเสริมเองเล่าว่าทั้งปัญหาด้านการเรียน และปัญหาในชีวิตจะค่อย ๆ ปรับปรุงและพัฒนาตามสภาพจริง มีการประเมินตลอดเวลา ซึ่งโรงเรียนทั่วไปทำไม่ได้แน่นอน ส่วนเรื่องความรู้ศาสนาของลูก ๆ เธอก็จะเป็นคนสอนเอง

นี่จึงเป็นหัวใจของโฮมสคูล ซึ่งครูเสริมเองก็เพิ่งจะมารู้จักหลังจากการที่ตัวเองสอนลูกที่บ้าน ลูก 3 คนแรกของเรียนที่โรงเรียนทั่วไปและครูเสริมก็สอนเพิ่มไปด้วยอีกทาง แต่อีก 3 คนหลังครูเสริมก็เป็นคนสอนเองทั้งหมด เพราะเชื่อว่าโรงเรียนก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของเด็กทุกคนเสมอไป หากพ่อแม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้

“บางครั้งการเรียน (ในระบบ) มันทำให้เสียเซลฟ์ด้วยนะ อยู่ดีๆ เราเข้าไปในโรงเรียน มาถึงโรงเรียนก็บอกว่า หนูต้องเรียนคณิตนะ หนูต้องเรียนภาษาไทยนะ แต่ไม่ค่อยจะมีครูบอกเหตุผลว่าทำไมต้องเรียนแบบนี้ ครูบางคนมีหน้าที่แค่บอกให้นักเรียนทำตามหนังสือทีละบท”

ที่ว่าเสียเซลฟ์ ส่วนหนึ่งครูเสริมหมายถึงเรื่องที่ระบบโรงเรียนทั่วไปไม่มีกิจกรรมให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกเนื้อหาที่จะเรียน แต่มักยื่นหนังสือให้เด็กว่าต้องเรียนเล่มนี้ เรื่องนี้ และมักทอดทิ้งเด็ก กรณีที่เด็กไม่เป็นไปตามเป้าที่ต้องการ เช่น คะแนนไม่ดี ท่องจำไม่ได้ เรียนตามคนอื่นไม่ทัน เพราะเวลาในแต่ละคาบไม่ยืดหยุ่น เนื้อหาที่ครูเตรียมไว้ต้องถูกสอนทุกเรื่อง จึงไม่มีเวลามากพอในการพัฒนาเด็กที่ช้า 

ถ้าเป็นเด็กหลังห้องก็จะเป็นอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ เด็กจึงขาดความเข้าใจและยากที่จะให้ความร่วมมือในการเรียนรู้ ทำให้เด็กส่วนมากขาดความมั่นใจในการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ ไปด้วย 

เมื่อเด็กไม่มีส่วนร่วมในเนื้อหาที่จะต้องเรียนรู้ เด็กหลายคนเจอปัญหาว่าเขาไม่สามารถเก่งทุกวิชาได้ บางคนเก่งวิชาคณิตศาสตร์แต่ไม่เก่งวิชาภาษาอังกฤษ กลายเป็นว่าจุดด้อยข้อนี้ทำให้เขาไม่มั่นใจในตัวเอง นอกจากนี้เด็กหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร รู้แค่ว่าโรงเรียนให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น โรงเรียนไม่ได้สอนให้เด็กเลือกมีความฝันเป็นของตัวเองตั้งแต่ก่อนเรียน

“จริงๆ แล้วเด็กต้องเข้าใจด้วยตัวเองว่าแต่ละอย่างมีที่มาที่ไปยังไง เช่น สูตรการหาพื้นที่สามเหลี่ยม ก็ต้องเข้าใจว่ามันมาจากไหน ก็ให้พับกระดาษเป็นสามเหลี่ยมแล้วดูไปด้วยกัน ถ้าอยู่ดีๆ ครูบอกสูตรทั้งหมด แล้วให้จำ เด็กสอบเสร็จก็คืนครูเลย”

จนมาถึงตอนนี้ 5 ปี ของสมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม และการทำงานด้านการศึกษาทางเลือกมากว่า 10 ปี ที่ครูเสริมและทีมงานช่วยกันสร้างขึ้นมา ที่นี่คือศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 

ครูเสริมบอกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและทางใจภายใตหลักศรัทธา เพราะนอกจากเด็กจะได้เรียนเนื้อหาแต่ละวิชา ในโรงเรียนตามบริบทของตนเองแล้วยังได้ฝึกฝนด้านศาสนาไปด้วย สำหรับมุสลิม ศาสนาคือแกนสำคัญของชีวิตที่จะทำให้เกิดความสำเร็จของการมีชีวิตบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง

เพราะที่นี่คือบ้านของทุกคน

สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิมมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 33/65 ม. 5 เลียบวารี 85 มีนบุรี กทม.  ดูเผินๆ จากภายนอก ที่นี่เหมือนบ้านธรรมดาทั่วไป เมื่อเดินเข้าไปจะเจอสวนดอกไม้เล็กๆ ที่มีฉากหลังเป็นทุ่งนากว้าง มีมุมนั่งเล่นให้เด็กๆ รับลมจากธรรมชาติระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วย

“ตั้งใจให้อารมณ์แบบว่า นี่บ้านเรานะ มานั่งสิ จึงจัดโซนนั่งสบายๆ ไม่มีอะไรทำก็ยังมีอะไรให้มองถ้ามีแต่พื้นที่น่ากลัวเป็นห้องสี่เหลี่ยม เข้ามานั่งก็คงหน้าบึ้ง ไม่มีใครอยากคุยกัน”

สำหรับครูเสริมบอกว่าสถานที่การเรียนรู้สำคัญเป็นอันดับหนึ่งส่วนต่อมาคือหัวใจของผู้สอนที่ต้องมีความอ่อนโยน เชื้อเชิญให้เด็กเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเราแบบสบายใจไปด้วยกัน

คำว่าพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้ใช้แค่กับสถานที่ แต่ใช้ได้กับบุคลากรรอบตัวเด็กด้วย ครูเสริมมองว่าครูที่ดี ต้องมีมารยาทดี อย่างน้อยต้องพูดจาไพเราะ ยิ้มแย้ม ใจเย็น มีการวางตัวที่ดี ที่สำคัญคือไม่ตัดสินเด็ก เพราะไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะไม่ไว้ใจ และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ก็ไปกันต่อไม่ได้

ที่สำคัญคือที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กทุกคนได้ ไม่เฉพาะเด็กมุสลิม มีบางกรณีที่เด็กมุสลิมไปเรียนโรงเรียนทั่วไปที่ขึ้นชื่อว่าสอนเด็กเก่งๆ แต่เด็กมุสลิมไม่ได้รับการดูแลสักเท่าไหร่ เช่น ข้าวกลางวันไม่มีฮาลาล ครูไม่เข้าใจหลักศาสนา บางทีเด็กก็โดนบูลลี่จากครูและเพื่อนร่วมชั้นเพียงเพราะว่าตัวเองนับถือศาสนาที่ต่างไปจากคนอื่น และไม่สามารถทำพิธีกรรมของศาสนาอื่นได้

“คนที่มีความศรัทธาจะเก่งแต่ก็ต้องไม่นึกคิดว่าตัวเองเก่ง ความเก่งไม่ได้หมายถึงเรียนเก่งอย่างเดียว เก่งก็คือต้องช่วยเหลือคนอื่นได้ นอบน้อมถ่อมตน จะเก่งก็ต้องอยู่กับดินได้  เราจะให้เด็กทุกคนเรียนรู้เรื่องศรัทธาก่อน เพราะเป็นตัวเชื่อมของเหตุและผลของการเรียนรู้ทั้งหมด การเติบโตของเด็กในทัศนะของอิสลามคือการมีศรัทธาที่สมบูรณ์ แล้ววิชาการจะตามมาเอง ซึ่งเรื่องการศรัทธาจะถูกพูดคุยบ่อยๆ และเป็นตัวจูนเข้ากับเรื่องต่าง ๆ ของการปฏิบัติตัว และการเรียนรู้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นโดยตรงกับตัวเด็กเองอย่างแน่นอน”

ที่นี่ไม่ได้บังคับให้นับถือศาสนาอะไร เพียงแต่อยากให้ทุกคนมีความศรัทธาไว้ในใจเสมอ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะนับถืออะไรก็ตาม เพราะในมุมของครูเสริมความศรัทธาคือปัจจัยสำคัญในชีวิตที่ละทิ้งไปไม่ได้ และมันจำเป็นต้องมาจากตัวเด็กเอง ไม่ใช่การบังคับ ที่นี่เองก็มีเด็กที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมกิจกรรมด้วยหลายคน

แก่นสำคัญของหลักศาสนาอิสลามคือการเชื่อในพระเจ้า เชื่อว่าพระเจ้ากำหนดทางที่ถูกต้องมาให้ชีวิตของเราแล้ว เด็กสมาคมศูนย์การเรียนฯ จะเข้าใจหลักนี้ดี ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าเด็กต้องประคองตัวเอง คิดดี ทำดี เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของตัวเองอย่างสมบูรณ์

มองอีกด้าน นี่คือหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ เชื่อในความพยายามของตัวเองภายใต้หลักศรัทธาที่มั่นคง เพราะเมื่อเด็กๆ ได้พยายามแล้ว แม้มันอาจจะไม่ได้สำเร็จโดยทันที แต่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองได้อะไรกลับมาแน่นอน

ค้นหาตัวเองผ่าน ‘โมเดล 6 ด้าน’

ทุกวันนี้เราคิดว่าเรารู้จักตัวเองกันจริงๆ ไหม เราเคยมองกลับมาที่ตัวเองบ้างหรือเปล่า?

ที่ผ่านมาเรารู้ได้ยังไงว่าเราชอบอาชีพที่ทำอยู่ ชอบสิ่งที่เรียนอยู่ หรือชอบงานอดิเรกที่กำลังทำอยู่จริงๆ? เพราะหลายครั้งเด็กไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร บางทีเห็นเพื่อนชอบก็แค่ชอบตาม หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เองก็ไม่เคยมานั่งทบทวนเลยด้วยซ้ำว่าที่ผ่านมาเราชอบสิ่งที่ทำอยู่จริงหรือไม่

“เคยไปทำเวิร์กชอปกับกลุ่มพนักงานบริษัท เราถามเขาว่า ‘คุณรู้จักตัวตนของตัวเองเมื่อไหร่’ ส่วนใหญ่ตอบว่า ต้องรอจบมหาวิทยาลัยถึงมีเวลานั่งคิด ขนาด ม.6 ก็ยังไม่ได้คิดเลย เพราะต้องรีบเรียน รีบเข้ามหาวิทยาลัย”

หลายๆ คนไม่มีเวลานั่งคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบอะไร ขนาดช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างต่อ ม.6 เด็กบางคนรู้สึกตัวเองต้องรีบเลือกอาชีพ รีบเข้ามหาวิทยาลัยไม่เช่นนั้นจะตามเพื่อนไม่ทัน เป็นสาเหตุให้บางคนอาจจะต้องซิ่วเพื่อเริ่มใหม่ หรือบางคนที่ปล่อยเลยตามเลยก็เรียนตามสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ จนถึงวัยทำงาน ก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้หลงใหลอยู่ดี

‘โมเดล 6 ด้าน’เครื่องมือการเรียนรู้ที่สมาคมศูนย์การเรียนฯ คิดค้นขึ้นมา เพื่อให้เด็กหันกลับมารู้จักตัวเองจริงๆ โดยเฉพาะ โมเดลนี้แตกต่างจากที่อื่นตรงที่ไม่ได้บอกแค่ว่าเราชอบอะไร แต่มันยังบอกได้ด้วยว่าเราเหมาะสมกับอาชีพนั้นจริงหรือไม่ เป้าหมายที่จะเรียนต่อหรือมีอาชีพนั้นเราจะต้องพยายาม หรือปรับปรุงอะไร รวมไปถึงอาจเห็นแนวทางใหม่ที่เป็นสายอาชีพคล้ายกันแต่คนละงาน เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าชีวิตนี้พวกเขาสามารถเลือกได้อีกเยอะ

เด็กบางคนรู้แค่ตัวเองชอบอะไร แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสิ่งนั้นจริงๆ ไหม เช่น บางคนอยากเป็นหมอ แต่มารู้ทีหลังว่าเป็นคนกลัวเลือด หรือบางคนอยากเป็นนักบิน แต่มีนิสัยติดบ้าน เรื่องแบบนี้แม้จะดูเล็กน้อย แต่มีผลต่อการทำงานจริงจังเหมือนกัน

เด็กรู้ว่าตัวเองเหมาะอาชีพแบบไหนหลังจากทำโมเดล 6 ด้านแล้ว จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของครู ครอบครัว และเด็ก ๆ ด้วยที่ช่วยกันออกแบบแผนการเรียนรายบุคคล

ครูเสริมเล่าว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก และหลายมิติสมมติว่ามี 2 คนที่อยากเป็นหมอทั้งคู่ แต่คนหนึ่งอ่อนวิชาเลข แต่อีกคนอ่อนวิชาวิทยาศาตร์ ครูก็ต้องออกแบบการเรียน และให้นำหนักของการเรียนรู้แตกต่างกัน เพราะพื้นฐานแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมถึงความชอบในด้านต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน เช่นบางคนชอบศิลปะ บางคนชอบงานออกแบบ  บางคนชอบเรื่องธุรกิจ การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ จึงต้องเป็นไปตามแผนของแต่ละคน

“พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เขาก็กำหนดแล้วว่าสัดส่วนเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ ของเด็กไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ เด็กมีสิทธิ์ที่จะเรียนไม่เหมือนกันได้แต่โรงเรียนทั่วไปทำแบบนี้ไม่ได้”

เด็กที่นี่จึงกล้าที่จะมีความฝันเป็นของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ว่าจะมีครูที่คอยซัพพอร์ตเสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

“ถ้าหนูบอกว่าหนูอยากเป็นนักแข่งรถ ครูก็จะบอกให้สู้เลย ไปเรียนเลยลูก อย่าไปดับฝันเขาว่าเขาทำไม่ได้ตั้งแต่แรก”

เป็นทั้งครู เป็นทั้งโค้ช

ที่สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม เปิดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เด็กบางคนเรียนประจำที่นี่ บางคนเรียนที่อื่น แล้วค่อยมาเจอคุณครูช่วงวันเสาร์อาทิตย์

ถึงแม้ที่นี่จะวางแผนการเรียนรู้ให้เด็กแบบเฉพาะทางได้ แต่ครูก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ครูเสริมบอกว่าที่นี่ครูวางตัวเป็น ‘โค้ช’ มันเป็นเรื่องที่ยากถ้าครูไม่กี่คนจะต้องสอนทุกวิชาด้วยตัวเองทั้งหมด และเป็นไปไม่ได้ที่ครูจะเก่งทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยครูต้องเป็นนักวางแผนที่ดี คือทำให้เด็กรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และขาดอะไร มีวิธีการอย่างไรที่จะได้รับความสำเร็จ หลังจากนั้นค่อยไปหนุนเสริมทักษะ และการเรียนรู้ร่วมกับพ่อแม่ต่อ

“มีเคสที่เด็กอยู่ ม.4 ชอบวาดรูปต่างๆ มาส่งครู พอรู้ตัวว่าอยากเป็นสถาปนิก ขึ้น ม.5 เริ่มวาดเป็นเรื่องเป็นราว แม่พาไปเรียนเรื่องการสร้างภาพแบบสถาปนิกทำพอร์ตโฟลิโอ ตอนนี้เรียนสถาปนิกไปแล้วโดยไม่ต้องเรียน ม.6 เลย เด็กจะเติบโตตามธรรมชาติ ถึงการเรียนรู้จะเห็นผลช้าก็ต้องรอคอย บางทีเราก็ต้องปล่อยเขาก่อน พอถึงเวลาเหมาะสมก็จะสังเกตเห็นความชัดเจนจากตัวเด็ก แล้วครูกับพ่อแม่ผลักดันให้เขาไปถึงฝันได้เร็วขึ้น”

ครูเสริมและทีมครูคนอื่นๆ สอนเด็กมาหลายคน หลายรุ่น แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะถึงฝันได้ แต่ก็ไม่เสียหายที่จะรู้จักตัวเองก่อน เพราะถ้าเด็กรู้จัก คิด วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองได้ เรื่องการพาตนเองไปสู่เป้าหมายจะไม่ยากเท่ากับเด็กที่ยังไม่รู้จักตัวเองในด้านต่าง ๆ

ครูเสริมเล่าประสบการณ์ตรงว่าตัวเองก็เคยดูแลเด็กคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเป็นแพทย์มากๆ พยายามสอบมาหลายปีก็ยังไม่ได้สักที ขาดอีกแค่ไม่กี่คะแนนก็สามารถสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อยังไม่ได้ตามที่ฝัน เด็กคนนั้นตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนสายแพทย์แผนจีนแทน ซึ่งครูเองก็เคารพในสิ่งที่เด็กๆ เลือก

“เราเองก็ต้องเข้มแข็งนะ เวลาใครเจ็บมาเราจะไม่เจ็บด้วย แต่เราเป็นเหมือนเบาะรองรับมากกว่า บางทีถ้าเราเจ็บด้วย มันพากันแย่ไปหมด”

แม้เด็กจะท้อแต่ครูต้องไม่ท้อตาม ครูเสริมมักบอกกับเด็กและผู้ปกครองว่าอาการท้อ หรือความเสียใจมันเกิดขึ้นได้ แต่อย่าไปจมอยู่กับมันนานเกินไป รีบลุกมาใช้ชีวิตต่อดีกว่า

สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิมพยายามสอนให้เด็กรู้ว่าล้มและลุกคือเรื่องธรรมดาของชีวิต ถ้ารู้ว่าผิดพลาดก็แก้ไข หรือถ้ารู้สึกว่ายังไม่เก่งพอ ก็แค่ฝึกฝนเพิ่มอีก พวกเขาจะไม่ถูกมองข้ามหรือละเลยเพียงเพราะคะแนนไม่ดี หรือเรียนตามคนอื่นไม่ทัน

เพราะหัวใจสำคัญของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้คือเน้นให้เด็กได้เป็นผู้เรียนตลอดเวลา แม้ไม่อยู่ในโรงเรียน เพราะทุกๆ การเรียนรู้ผู้เรียนเลือกเองได้


เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน 
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี