ภารกิจ “ไม่ปล่อยมือเด็ก” เมื่อครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ ร่วมมือกันพาเด็กคนหนึ่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

ภารกิจ “ไม่ปล่อยมือเด็ก” เมื่อครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ ร่วมมือกันพาเด็กคนหนึ่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

เด็กจำนวนไม่น้อยไม่ได้เดินออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่รักการเรียน แต่เพราะชีวิตค่อยๆ ผลักเขาออกไปทีละก้าว บ้างถูกพันธนาการด้วยความยากจน บ้างแบกรับภาระงานเกินวัยเพื่อต่อลมหายใจให้คนข้างหลัง บ้างสูญเสียคนในครอบครัวที่ทิ้งรอยแผลเป็นกลางใจ หรือแม้แต่ความอายที่ไม่กล้ากลับไปเผชิญห้องเรียนเดิม หากไม่มีใครเอื้อมมือไปคว้าไว้ เด็กเหล่านี้อาจไม่เพียงหลุดจากโรงเรียน แต่หลุดจากโอกาสในชีวิตไปพร้อมกัน

บทความชิ้นนี้ถอดบทเรียนจากกรณีของโรงเรียนเอกชนศาสนาควบคู่สามัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่อาจไม่ได้โดดเด่นด้านชื่อเสียงหรือผลสอบระดับประเทศ หากแต่ยึดหลัก “ไม่ปฏิเสธเด็ก” และ “ไม่ปล่อยมือเด็ก” ผ่านความร่วมมือของโรงเรียน ครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตประเวศ เพื่อประคองเด็กคนหนึ่งให้ได้กลับมาเรียนและเดินต่อจนจบการศึกษา

โรงเรียนศาสนาควบคู่สามัญ พื้นที่ของเด็กจากครอบครัวหลากหลาย

สมนึก ทรงศิริ

นายสมนึก ทรงศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียน อัลกุรรออ์วิทยา (ประเวศ) อธิบายว่า “นักเรียนส่วนใหญ่ของเรามาจากครอบครัวระดับกลางถึงค่อนข้างเปราะบาง บางบ้านเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว บางคนอยู่กับยายกับลุง เมื่อเทียบกับโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่หรือโรงเรียนชื่อดังในพื้นที่ เด็กที่มีศักยภาพสูงและครอบครัวพร้อมมักเลือกไปทางนั้น คือให้เรียนสามัญ แล้วศาสนาค่อยสอนกันที่บ้าน แต่สำหรับครอบครัวระดับกลางที่อยากได้ทั้งศาสนาและสามัญพร้อมกัน โรงเรียนแบบเราคือคำตอบ และด้วยหลักคิดทางศาสนา หากมีเด็กอยากเรียน เราจะไม่ปฏิเสธนักเรียน”

“แม้จะเป็น ร.ร. เอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐ แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น เช่น ค่าทัศนศึกษา หรือบางคนไม่มีเงินค่ารถมาโรงเรียน พอมาไม่ได้ก็ขาดเรียน สุดท้ายก็ไม่ผ่านวิชาเหล่านั้น ซึ่งค่าเทอมของเราถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับเอกชนทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเทอม หรือ 6,000 บาทต่อปี แต่สำหรับบางครอบครัว ตัวเลขนี้ก็ยังหนักอยู่”

ปัจจุบันที่นี่มีนักเรียนค้างค่าเทอมราวร้อยละ 15 โรงเรียนจึงผ่อนผันให้จ่ายเมื่อพร้อม และบางกรณียกหนี้เพื่อไม่ให้เรื่องเงินตัดโอกาสเด็ก ขณะเดียวกัน ยังมีนักเรียนอีกราวร้อยละ 10 ที่มีปัญหาการเรียน ติด ร. หรือติด 0 ซึ่งเมื่อสองปัญหาซ้อนกัน ก็ยิ่งเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

วัดผลบนฐานความเป็นจริง รักษาโอกาสมากกว่าตัดออก

เด็กของโรงเรียนแห่งนี้ต้องเรียนทั้งวิชาสามัญและศาสนาควบคู่กัน โรงเรียนจึงใช้เกณฑ์การวัดผลของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับแนวคิด “วัดผลตามสภาพจริง” โดยประเมินจากศักยภาพและบริบทชีวิตของเด็กแต่ละคน ไม่เปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่หรือผู้เรียนที่มีความพร้อมกว่า หากเด็กทำได้ตามศักยภาพ โรงเรียนถือว่าผ่าน

ในกรณีที่เด็กสอบไม่ผ่าน ผอ.ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับบริบทชีวิตจำนวนมาก ทั้งโครงสร้างครอบครัวที่ไม่มีเวลาช่วยดูแลการเรียน แรงจูงใจที่ลดลงจากสิ่งเร้ารอบตัว หรือภาระที่ต้องรับผิดชอบ โรงเรียนจึงออกแบบกระบวนการแก้ผลการเรียนโดยเน้น “การให้โอกาส” มากกว่าการคัดออก เปิดให้สอบซ่อมได้หลายครั้ง และสามารถกลับมาแก้ผลการเรียนได้ตลอดทั้งภาค เมื่อใดที่นักเรียนพร้อมและผ่าน ก็สามารถจบการศึกษาได้ทันที

“สำหรับนักเรียนที่หลุดออกจากระบบหรือยังไม่จบการศึกษา โรงเรียนยังคงพยายามดึงกลับมา โดยใช้แนวที่กระทรวงศึกษาธิการให้ไว้ว่า “ตามน้องกลับมาเรียน” โดยมีครูแนะแนวทำหน้าที่ประสานกับฝ่ายวิชาการและวัดผล โทรติดตามเป็นรายบุคคล และจัดรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น เช่น การเรียนเป็นกลุ่มเล็กในวันเสาร์ – อาทิตย์ หรือการรับงานไปทำที่บ้านสำหรับเด็กที่ยังไม่กล้ากลับมาโรงเรียน”

อย่างไรก็ตาม ผอ. ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า เมื่อนักเรียนยังไม่จบการศึกษา โรงเรียนเอกชนจำเป็นต้องจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนรายหัว ทำให้ในระบบของรัฐ เด็กเหล่านี้ “หายไป” ทั้งที่ในความเป็นจริง โรงเรียนยังติดตามและดูแลอยู่

“ในทะเบียนรัฐชื่อเด็กอาจหายไป แต่สำหรับโรงเรียน ต่อให้กลับมาตอนอายุ 18 หรือ 20 เราก็รับมาแก้ให้ ปัญหาคือเด็กบางคนไม่กล้ากลับมา เพราะติดผลการเรียนเยอะ เพื่อนรุ่นเดียวกันไปต่อกันหมดแล้ว โรงเรียนเลยต้องใช้วิธีที่ยืดหยุ่น โทรตามเป็นรายคน ให้รับงานไปทำที่บ้าน หรือให้ผู้ปกครองมานั่งดูแลช่วงปิดเทอม บางคนใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็จบ ม.3 ได้”

หลายภาคส่วนร่วมกัน พาเด็กกลับสู่โอกาส

สุชานนท์ ยีสลาม
สุชาดา เก่งสุวรรณ

กรณีของ “ล็อบ – สุชานนท์ ยีสลาม” วัย 18 ปี เป็นภาพสะท้อนของเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ครอบครัว และความเปราะบางทางใจที่ค่อย ๆ ผลักให้เขาห่างจากโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกัน เรื่องราวของล็อบยังเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่เขตประเวศ ที่ร่วมกันพาเด็กคนหนึ่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

นางสุชาดา เก่งสุวรรณ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการพิเศษ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบายว่า กระบวนการช่วยเหลือเริ่มต้นจากการใช้ระบบ พม. Smart และ Thailand Zero Dropout ของ พม. และ กสศ. จึงพบว่า ในครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือด้านรายได้ มีเด็กคนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษาโดยที่ไม่เคยถูกมองเห็นมาก่อน

“เราเริ่มจากการลงพื้นที่ไปดูว่าครอบครัวกำลังเผชิญอะไรอยู่ ซึ่งสิ่งที่เห็นชัดคือพ่อของล็อบเป็นแรงหลักของครอบครัว เป็นพ่อที่มีแรงจูงใจสูง และยืนยันชัดเจนว่าอยากให้ลูกเรียนจบ ม.3 เพื่อมีโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า..และสิ่งที่พบจากการพูดคุย คือ ล็อบไม่ได้ไม่อยากเรียน แต่ติดผลการเรียนสะสมจำนวนมาก และรู้สึกอาย ไม่กล้ากลับไปเผชิญหน้าโรงเรียน ทางเราจึงประสานไปยังโรงเรียนทันที ซึ่งโรงเรียนก็มีท่าทีชัดเจนตรงกัน คืออยากให้เด็กได้วุฒิจบ จึงเกิดการวางแผนร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งโรงเรียน พม. กสศ. และกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ เพื่อหาทางพาเด็กกลับมาเรียนและจัดการภาระค่าใช้จ่ายในช่วงรอยต่อ”

ด้วยความยืดหยุ่นของโรงเรียนและการดูแลจากคุณครู ที่เปิดโอกาสให้แก้งานทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน พร้อมให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ล็อบค่อยๆ กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง และสามารถแก้ไขผลการเรียนจากที่เคยติด 0 หลายสิบวิชา ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ จนขณะนี้เหลือเพียงวิชาเดียวก่อนจบ ม.3

เจ้าหน้าที่ พม. ยังย้ำว่า กรณีนี้สะท้อนชัดว่า เด็กไม่ได้หลุดจากระบบเพราะไม่อยากเรียน แต่หลุดเพราะขาดคนพาเข้าไป และขาดระบบที่มองเห็นเขาทันเวลา การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของ พม. และ กสศ. ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระงานซ้ำซ้อน

สุชาติ ยีสลาม

ด้านนายสุชาติ ยีสลาม พ่อของล็อบเล่าว่า ตัวเขาเองจบการศึกษาเพียง ม.3 และต้องทำงานรับจ้างมาตลอดชีวิต หลังจากภรรยาเสียชีวิต ภาระดูแลลูกๆ ตกอยู่ที่เขาเพียงลำพัง รายได้ลดลง สุขภาพก็เริ่มถดถอย แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันมาตลอดคือ ไม่อยากให้ลูกหลุดออกจากการศึกษา ลำบากเหมือนตนเอง

“ลูกไม่ได้ไม่อยากเรียน เขาแค่อาย ไม่กล้าเข้าโรงเรียน เพราะติดศูนย์หลายวิชา แล้วผมเองก็ทำงาน ไม่มีเวลาพาเขามา” พ่อล็อบเล่าตรงไปตรงมา พร้อมบอกว่า เมื่อมีหน่วยงานเข้ามาช่วยประสาน ทั้งพูดคุยกับโรงเรียน และช่วยวางแผน จึงรู้สึกคลายความกังวล และมั่นใจว่าลูกจะไม่ต้องเผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง

ส่วนล็อบเองยอมรับว่า หากไม่มีใครพามา เขาก็คงยังไม่กล้าเริ่มต้นใหม่ โดยการขาดเรียนของเขาเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง ม.2 ในยุคโควิด ก่อนจะซ้ำเติมด้วยการสูญเสียยาย ผู้เป็นคนพาเขาไปโรงเรียนเป็นประจำ เมื่อไม่มีคนดูแลใกล้ชิด ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นภาระเกินกำลัง ล็อบจึงค่อยๆ หายไปจากห้องเรียน และออกไปรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ แทน

“ผมอยากกลับมาแก้ศูนย์นานแล้ว แต่ไม่กล้า กลัวว่าครูจะคิดว่าไม่จริงจัง จนมาเจอพี่ๆ บอกว่า ถ้าไม่กล้าเข้า เดี๋ยวพาไปเอง ผมก็รีบมาโรงเรียนเลย เพราะอยากได้วุฒิจบ ม.3 เพราะผมก็เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็ทยอยเรียนจบและเริ่มมีงานทำ ก็อยากกลับมาเรียน ตอนนี้ผมเหลือวิชาวิทยาศาสตร์ตัวเดียว จะแก้จบภายในอาทิตย์หน้า หลังจากได้วุฒิ ม.3 ผมตั้งใจจะเรียนต่อในระบบการศึกษาทางเลือกไปด้วย ทำงานไปด้วย อยากให้ตัวเองจบ ม.6 ภายในสองปี แล้วค่อยไปต่อมหาวิทยาลัย” ล็อบเล่า

พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาการศึกษาไทย และเรื่องราวของล็อบก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะจบ ม.3 แต่คือภาพสะท้อนว่า เมื่อระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น และหลายหน่วยงานทำงานร่วมกันโดยมองเห็นชีวิตจริงของผู้คน เด็กคนหนึ่งก็สามารถกลับมามองเห็นเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง และมีทางเลือกในชีวิตรออยู่ข้างหน้า