เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง
ข้อเสนอจากเด็กและครูโรงเรียนเล็ก : การศึกษาต้องยืดหยุ่น ฟรีจริง และมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง

“ขนาดครูยังส่งลูกตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นเลย” 

‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง ครูประจำโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งและผู้ก่อตั้งโรงเรียนสี่ตารางวา หรือศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ พูดถึงเพื่อนครูร่วมโรงเรียนที่ส่งลูกวัยอนุบาลเข้าเรียนในตัวเมือง 

ครูติ๊กมาพร้อมกับ ‘กระต่าย’ เด็กสาวที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดทุนทรัพย์ แต่ตอนนี้กระต่ายได้กลับมาเรียนอีกครั้งในโรงเรียนสี่ตารางวาที่ก่อตั้งโดยครูติ๊ก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนมาตรา 12 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่มีจุดมุ่งหมายเปิดโอกาสให้สถาบันทางสังคมที่มีความพร้อม มาช่วยรัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ครอบครัว ชุมชน ศาสนา บุคคล องค์กรวิชาชีพ และสถานประกอบการ

“หนูเรียนโรงเรียนใกล้บ้านไม่ได้ เลยหลุดออกจากระบบการศึกษา” ภาษาทางการของกระต่ายในวันที่มีโอกาสยกมือเพื่อถามตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ในเวทีดีเบตนโยบายการศึกษา2569 : เรียนไปทำไม? ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต” ประเด็น “เรียนฟรีต้องมีจริง”ิ ซึ่งทางไทยรัฐจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง

ส่วนภาษาง่ายๆ แบบเข้าใจได้ผ่านคำอธิบายของครูติ๊กคือ กระต่ายเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 4 คน ต้องย้ายตามแม่บ่อยครั้งจากงานที่ทำในตัวเมืองอุตรดิตถ์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระต่ายไม่สามารถเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้ ใกล้ขนาดเดินถึง 400-500 เมตร เพราะต้องจ่ายค่านั่นโน่นนี่ที่ไม่ได้ระบุรวมไว้ในค่าเทอม เฉลี่ยปีละกว่า 9,000 บาทต่อคน (ที่มา : กสศ. เปิด 5 ข้อค้นพบ-เข็มทิศลงทุน ‘ทุนมนุษย์’ ก่อนประเทศเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง)  ยิ่งมีพี่น้อง 4 คน โน่นนี่นิดหน่อยรวมกันก็มหาศาล 

“โรงเรียนเมืองส่วนใหญ่เก็บค่าใช้จ่ายนอกจากค่าเทอมนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ถือว่ามากสำหรับครอบครัวที่ไม่มี เพราะคนไม่มีแปลว่าไม่มีจริงๆ ครับ” 

เรียนฟรีมีดอกจัน 

เรื่องเรียนฟรีไม่ฟรีจริง เป็นเรื่องจริงที่มีมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่นโยบายเรียนฟรี 12 ปี ในปี 2552 ก่อนขยับมาเป็น 15 ปีในปี 2559 

ปัจจุบัน จากข้อค้นพบของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่า นโยบายเรียนฟรียังมี ‘ต้นทุนแฝง’(ค่าเดินทาง, อาหาร, เครื่องแบบ ฯลฯ ) ที่ครอบครัวยากจนต้องแบกรับเองกว่าปีละ 9,420 บาท 

เมื่อครอบครัวที่มีลูก 4 คนต้องเสียเงินเพิ่ม แม่เลยตัดสินใจให้กระต่ายไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาสย่านชานเมือง ที่ไกลขนาดต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง ระยะทางรวมๆ 3 กิโลเมตร 

“ค่าเดินทางของลูกหลายคนรวมๆ กัน อาจจะมากกว่าที่ไปจ่ายค่าโน่นนี่ให้โรงเรียนใกล้บ้านอีก” แต่เพราะที่บ้านไม่มีกำลังจ่ายก้อนเดียวทีเดียว กระต่ายเลยต้องไปเรียนไกลและสุดท้ายก็หลุดออกนอกระบบเพราะตัวเองจบม.3 แล้ว ต้องเสียสละให้น้องได้เรียนต่อ-ครูติ๊กบอก

แต่กระต่ายยังอยากจะเรียนต่อเลยได้มาอยู่กับครูติ๊กที่โรงเรียนเรียนสี่ตารางวาหรือสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ ภายใต้รูปแบบศูนย์การเรียนมาตรา 12 

นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนฯ แล้ว ครูติ๊กคือครูที่ยังอยู่ในระบบของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจ.อุตรดิตถ์ มีนักเรียนทั้งหมด 69 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ อนุบาลถึงม.3 ที่ตอนนี้มีเด็กอนุบาลเพียง 3 คน

“เกิดน้อยก็เป็นเหตุผลหนึ่งแต่ถ้าพอมีกำลังนิดหน่อย เขาก็อยากให้ลูกไปอยู่โรงเรียนที่มีพื้นที่ปลอดภัย ขนาดครูที่โรงเรียนผมยังส่งลูกไปเรียนอนุบาลในเมืองเลย” 

เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัยมากกว่า

ดูเผินๆ เรื่องของ “กระต่ายไม่ได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน” กับ “ครูโรงเรียนขนาดเล็กส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอื่น” อาจไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้ว เรากำลังพูดถึง ‘คุณภาพ’ และ ‘ความฟรี’ ที่สวนทางกัน หรือไม่ก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถเลือกหนึ่งแล้วได้ทั้งสอง 

เราอาจเริ่มจากคำถามว่าโรงเรียนที่เรียนฟรีเก็บเพิ่มทำไม 

โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 120 คน) ที่มี 14,476 แห่งหรือกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนทั้งประเทศ ที่ถูกจับตาและตั้งคำถามเรื่องคุณภาพมาตลอด 

ในฐานะครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ยอมรับว่าฟรีไม่มีเก็บเพิ่ม มีชั่วโมงสอน 22 คาบต่อสัปดาห์ ยังรับผิดชอบงานพัสดุ ฯลฯ ครูติ๊กยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ยังไม่เห็นว่าไม่มีโรงเรียนไหนที่ไม่เก็บเงินเพิ่ม 

ปลอดภัยในความหมายของครูติ๊ก ไม่ใช่เรื่องอันตรายแต่หมายถึงนิเวศน์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนที่ไม่ฟรีกลับมีน้อย หรือไม่มีเลย 

“เอาเข้าจริงๆ งบรายหัวที่ได้ก็พอต่อการบริหารจัดการ ถ้าเป็นโรงเรียนใหญ่ เด็กสามพันกว่าคน งบก็มีเหลือเฟือมากๆ แต่กระทรวงฯ เปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าอื่นๆ ได้ เป็นค่าคอม ภาษาอังกฤษ ฯลฯ พอเก็บมามันเป็นช่องให้ใช้เงินตรงนี้ได้ อาจเพิ่มคุณภาพ จ้างครูพิเศษ ฯลฯ” 

สำหรับครูติ๊กที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างศูนย์การเรียนรู้ บอกว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว นอกจากระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ยอมรับว่า ‘ความไม่ฟรี’ มักมาพร้อมกับอำนาจที่เท่ากันของทุกคนในโรงเรียน 

“โรงเรียนในเมืองมีหลายมาตรการ ผู้ปกครองที่มีกำลัง ก็จะใช้กลไกต่างๆ เช่น สมาคมผู้ปกครองมาคอยดูแลควบคุมคุณภาพอีกที สร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดภัยจากการลงโทษ บุลลี่ หลายคนยอมจ่ายให้มีกล้องวงจรปิดทุกห้อง ดังนั้น รร.ขนาดใหญ่,กลาง จึงเป็นศูนย์รวมคุณภาพที่จะทำให้เด็กเติบโตได้ดีกว่า ขณะที่รร.ขยายโอกาสอาจไม่ได้เห็นเด็กว่ามีความฝันยังไง ไม่ได้สนับสนุนให้เด็กเติบโตเต็มที่ แค่อ่านออกเขียนได้ไปสู่สายอาชีพ หรือจบม.3 ก็พอแล้ว” 

บรรยากาศในโรงเรียนขยายโอกาสหลายแห่ง ผู้ปกครอง เด็ก อยู่ในสถานะ ‘ผู้รับ’ ด้วยฐานะปากกัดตีนถีบ ขณะที่ครูหรือบุคลากรต่างๆ ในโรงเรียนถูกมองและมองตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ให้’ 

“เป็นความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือระหว่างครูกับเด็กที่ต่างกันทางชนชั้น ผู้ปกครองไมไ่ด้มีส่วนร่วมเพราะอยู่ในสถานะเดียวกับลูก เป็นผู้รับเหมือนกันลูก ขณะที่โรงเรียนไม่ฟรี ผู้ปกครองไม่ใช่ผู้รับแต่เป็นผู้ต่อรอง” ครูติ๊กอธิบาย

และเป็นเรื่องจริงอีกเช่นกันว่า ถึงแม้จะไม่ฟรี แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบเพราะจำนวนเก้าอี้ไม่พอ ศูนย์การเรียนมาตรา 12 จึงทำหน้าที่ช้อนเด็กที่หลุดออกจากระบบ 

ศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 เข้ามาช้อนรับ

โรงเรียนสี่ตารางวาของครูติ๊ก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ และถึงแม้ว่าจะศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 จะเจออุปสรรคตรงที่ไม่ได้งบประมาณอุดหนุนรายหัวจากรัฐ แต่ในอีกด้านมันคือความอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น ช้อนรับกับเด็กแต่ละคน 

ด้วยความคล่องตัวและไม่ถูกจำกัดด้วยระเบียบราชการ ทำให้ศูนย์การเรียนฯ ทำหน้าที่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ 

โดยศูนย์ฯ ใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ม.ต้น-ปลาย ใช้หลักสูตร กศน. วิชาส่วนใหญ่จะเป็นวิชาทักษะการเรียนรู้ วิชาพัฒนาทักษะอาชีพ วิชาสุขศึกษา แล้วก็วิชาการใช้ชีวิตในสังคม 

ภายใต้แนวคิด ครูติ๊กบอกว่าเราทำในสิ่งที่โรงเรียนไม่ทำ จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ D Learning ให้เด็กที่หลุดออกนอกระบบได้เทียบโอนผลการเรียน 

“เราออกแบบการเรียนรู้ไม่นับวันหยุด ถึงหยุดก็ไม่ได้หยุดเรียนรู้ เรานับทุกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของเด็ก การทำงานการใช้ชีวิตการทำกิจกรรมก็เทียบโอนมาทั้งหมดเลย เราไม่ต้องการให้เด็กมาเรียนประจำ, ไม่สอนแบบโรงเรียน, ไม่ต้องการมีห้องเรียน, ไม่ต้องการให้เด็กเชื่อแบบเดียวกัน และให้เด็กได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ” 

แนวคิดสำคัญของครูติ๊กคือ การเป็นพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ ด้วยการสร้างความผูกพันผ่านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่าแค่วุฒิการศึกษา 

“หัวใจสำคัญของศูนย์การเรียนคือการเป็นพื้นที่ยึดโยงทางความรู้สึก ที่เชื่อมโยงเด็ก บ้าน และชุมชนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของเด็กแต่ละคนอย่างยั่งยืน”

เช่นนั้น นโยบายเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลชุดต่อไป คือขับเคลื่อนเรื่องเรียนฟรีให้เป็นจริง โดยเพิ่มงบประมาณเรียนฟรีครอบคลุมทุกระบบการเรียนรู้ เพราะการศึกษายืดหยุ่น มีส่วนอย่างมากในการโอบอุ้มเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ทำให้เด็กๆ ไม่ต้องเลือกระหว่าง ‘เรียนฟรีไม่มีพื้นที่ปลอดภัย’ กับ ‘เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัย’ อีกต่อไป