“5… 4… 3… 2… 1…”
สิ้นเสียงนับถอยหลังภายในหอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ ภาพของครูนับร้อยชีวิตจากทั่วสงขลาที่พุ่งตัวเข้าไปเลือกสิ่งของจำเป็น—ตั้งแต่ชุดนักเรียน สมุด ดินสอ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา—คือภาพสะท้อนความจริง ที่ทั้งเจ็บปวดและงดงาม
เจ็บปวด… เพราะมันยืนยันว่าแม้น้ำลดไปนานถึง 2 เดือนแล้ว แต่ความขาดแคลนยังสาหัส
งดงาม… เพราะทุกมือที่เอื้อมไปหยิบของ ไม่ได้หยิบเพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกศิษย์ที่รอความหวังอยู่ที่โรงเรียน
นี่คือบรรยากาศของงาน ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน: รวมพลังฟื้นฟูการศึกษา สร้างอนาคตเด็กสงขลา’ ปฏิบัติการระดมทรัพยากรครั้งใหญ่โดย กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิอาสาสร้างสุข สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา หอการค้าจังหวัดสงขลา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่โรงเรียนและเด็กๆที่ได้รับผลกระทบ
และนี่คือเสียงสะท้อนจาก 4 มุมมองในพื้นที่จริง ที่ยืนยันว่า ‘วิกฤตครั้งนี้ ยังไม่จบ’

1. ความจริงที่น่ากังวล: ถึงโรงเรียนรอดจากน้ำ แต่ชีวิตเด็กไม่เหมือนเดิม
แม้ โรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน) จะเป็นโรงเรียนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ได้รับความเสียหายทางกายภาพน้อยที่สุด จนสามารถเป็นศูนย์พักพิงและเปิดเรียนได้เร็ว แต่ ครูผกามาส และ ครูมนัส กลับพบความจริงที่น่ากังวลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

ครูผกามาสสะท้อนภาพความเสียหายระดับ ‘ครัวเรือน’ ที่กระทบต่อเด็กโดยตรง ตั้งแต่บ้านพัง ของใช้เสียหาย และเครื่องมือทำมาหากินของผู้ปกครองที่สูญไปกับน้ำ
“เราอาจรอดจากภัยพิบัติในเชิงโครงสร้าง แต่การกลับมาเปิดเรียนรอบนี้ ชีวิตของเด็กนักเรียนแทบไม่มีอะไรเหมือนเดิม”
ครูผกามาสกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมขยายความถึงภารกิจเร่งด่วนที่โรงเรียนต้องทำ คือการยืดหยุ่นให้ถึงที่สุดเพื่อให้เด็กยังมาโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะใส่ชุดอะไรมาก็ตาม และการเร่งเก็บข้อมูลรายบุคคลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ
“น้ำท่วมหาดใหญ่รอบนี้เสียหายมาก… ภาระที่ผู้ปกครองต้องเจอ บางบ้านไม่เหลืออะไรเลย ไม่ว่าบ้าน สิ่งของ อาชีพ และยังหาทางทำมาหากินไม่ได้… ฉะนั้นถ้าจะกู้วิกฤตจริง ๆ ก็ต้องทำเป็นระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกับสภาพการณ์จริงของแต่ละคน”
ขณะที่ ครูมนัส มองเห็นแสงสว่างจากการจัดตั้ง ‘ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา’ และกิจกรรมธนาคารโอกาสครั้งนี้ ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งของ แต่คือการส่งมอบ ‘กำลังใจ’
“สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้โรงเรียนฟื้นคืนในทันที แต่ทั้งหมดนี้คือกำลังใจ ที่ทำให้เด็ก ๆ เห็นว่ายังมีความห่วงใยและน้ำใจจากข้างนอก… นอกจากนี้ศูนย์วิกฤตยังจะเป็นช่องทางสำคัญ ให้ข้อมูลความเสียหายรายบุคคลที่ครูสำรวจไว้ ได้ส่งต่อไปถึงภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับการวางแผนฟื้นฟู หรือการจัดสรรและระดมทรัพยากรที่ตรงกับความต้องการจริง ๆ”
2. วิกฤตที่สะเดา: เมื่อผู้ปกครองล้ม เด็กก็เซ
ขยับออกไปยัง อ.สะเดา โรงเรียนบ้านปริกใต้ (นำราษฎร์สามัคคี) อีกพื้นที่หนึ่งที่เสียหายหนัก เมื่อสื่อการสอนจมน้ำแทบทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่าคือบ้านของนักเรียนราว 70 ถูกน้ำท่วมมิดหลังคา เหลือเพียงเสื้อผ้าชุดเดียวติดกาย

ครูเสาวนีย์ และ ครูฟาติมา ที่เดินทางมารับสิ่งของจากธนาคารโอกาส สะท้อนตรงกันว่า การฟื้นฟูโรงเรียนนั้นทำได้ แต่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัวยังเป็นโจทย์หิน
“ที่เราเป็นห่วงที่สุดตอนนี้ คือการฟื้นตัวของผู้ปกครอง ที่หลายบ้านยังตั้งหลักไม่ได้ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี เพราะหลายคนเขาเสียเครื่องมือทำมาหากิน เสียงาน… ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลมาที่ความพร้อมด้านการศึกษาของเด็ก ๆ โดยตรง” ครูเสาวนีย์กล่าว
การมาถึงของ ‘ธนาคารโอกาส’ จึงเปรียบเสมือนการต่อลมหายใจ ให้เด็กมีเสื้อผ้าใส่ มีอุปกรณ์เรียน และให้โรงเรียนมีสื่อการสอนทดแทน เพื่อประคับประคองสถานการณ์เปราะบางนี้ให้ผ่านพ้นไป
3. พื้นที่ตกสำรวจ: กับความรู้สึกของการ ‘ถูกมองเห็น’
ณ พื้นที่ชายฝั่งทะเล อ.สทิงพระ โรงเรียนวัดผาสุกาวาส (พิศิษฎ์พิทยา) ซึ่งไม่ใช่บริเวณที่เป็นไข่แดงของวิกฤตน้ำท่วม แต่ที่นี่ไกลออกมาอีก จนคุณครูบอกว่า ‘โอกาสเดินทางไปไม่ถึง’‘ครูเมศ’ ปรเมศวร์ วรรณทองศรี เล่าถึงชีวิตเด็ก ๆ ลูกหลานชาวประมงที่มีทักษะชีวิตเป็นเลิศ แต่กลับมีเพดานทางการศึกษาอยู่แค่ ป.6 เพราะครอบครัวมองไม่เห็นปลายทางของการเรียนต่อ

สำหรับโรงเรียนที่ห่างไกลเช่นนี้ สิ่งของที่ได้รับจากธนาคารโอกาสทุกชิ้น แม้จะเป็นเพียงสีไม้ เมโลเดียน หรือลูกฟุตบอลใหม่สักลูก เหล่านี้ล้วนช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเด็ก ๆ ได้อย่างมหาศาล เพราะมันคือการบอกเด็ก ๆ ว่า ‘ยังมีคนเห็นพวกเขาอยู่’
“ของเหล่านี้ผมว่ามันเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก ๆ ได้เลย… ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าพวกเขา ‘ถูกมองเห็น’ …ซึ่งจะต่อยอดไปถึงเรื่องโอกาสในการเข้าถึงทุนการศึกษา หรือเส้นทางอนาคตของเด็ก ให้ได้ใช้ความสามารถทางดนตรี กีฬา หรือความสามารถพิเศษใดก็ตาม มาช่วยพาตัวเองไปไกลขึ้น”
4. ความกังวลของนักเรียน ม.5: ฝันอาจสะดุดลง เพราะ ‘เทอมนี้กำลังผ่านไปอย่างสูญเปล่า’
กลุ่มวัยรุ่นในชุดพละกำลังขะมักเขม้นช่วยพี่ ๆ ทีมงานจัดเตรียมสิ่งของ ประกอบด้วย น้องซันย่า, น้องเม, น้องเนม, น้องขวัญ และน้องออม นักเรียนชั้น ม.5 จาก โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) ซึ่งมาร่วมงานในฐานะจิตอาสา และยังเป็น ‘ผู้ประสบภัย’ จากน้ำท่วมหาดใหญ่

พวกเขาพูดถึงการแบกรับความกังวลที่หนักอึ้ง ว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่เพียงพัดพาโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ดิจิทัลที่โรงเรียนให้หายไปเท่านั้น เพราะสำหรับเด็ก ม.ปลาย ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว พวกเขากำลังสูญเสีย ‘เวลา’ และ ‘โอกาส’ ไปอย่างไม่มีทาง
“กังวลที่สุดคือสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเทอมนี้กำลังผ่านไปอย่างสูญเปล่า”
นี่คือเสียงสะท้อนจากกลุ่มน้องๆ ที่ยอมรับว่า แม้น้ำจะลด แต่ความเครียดไม่เคยลดลง ภาพจำตอนติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมมิดหลังคายังคงทำให้ผวา และเมื่อโรงเรียนต้องปิดยาวเกือบหนึ่งเดือน ในขณะที่เด็ก ม.3 และ ม.6 ยังพอมีการเรียนออนไลน์ แต่เด็ก ม.5 กลับต้องหยุดชะงัก ท่ามกลางนาฬิกาที่เดินถอยหลังสู่การยื่นพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ในอีก 7 เดือนข้างหน้า
น้องออม สะท้อนความเจ็บปวดจากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจว่า:
“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ไม่ใช่แค่ที่อื่น ๆ ได้เรียนต่อเนื่อง แต่เขายังได้จัดกิจกรรม มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเติมพอร์ตให้น่าสนใจอยู่ตลอด แต่ของพวกเราเหมือนหยุดนิ่งไปเลย ยิ่งการกลับมาโรงเรียนวันนี้ ยังเป็นช่วงฟื้นฟูอะไรต่าง ๆ ให้กลับมาเหมือนเดิม มันทำเรารู้สึกว่าเทอมนี้กำลังผ่านไปอย่างสูญเปล่า”
น้องขวัญ เสริมถึงอุปสรรคในการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยว่า:
“เกียรติบัตรที่มีน้ำหนักสำหรับสะสมเป็นพอร์ตงานหายากค่ะ หรือกิจกรรมดี ๆ บางทีก็ต้องมีต้นทุน ต้องเดินทางไปร่วมในพื้นที่อื่น ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาส”
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากให้ช่วยเหลือ นอกเหนือจากอุปกรณ์การเรียน น้องๆ กลุ่มนี้มองไปถึง “อนาคต” โดย น้องเนม เป็นตัวแทนเพื่อนๆ สายวิทย์-คณิต ที่มีความฝันอยากเรียนต่อสายสาธารณสุข เสนอแนะว่า:
“อยากให้ในพื้นที่มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะแพทย์ พยาบาล หรืองานในสายสุขภาพ… โดยเฉพาะกิจกรรมที่จัดโดยโรงพยาบาลหรือศูนย์สุขภาพ ที่มีคนทำอาชีพนั้นจริง ๆ มาถ่ายทอดความรู้… เพื่อให้เราได้เตรียมพร้อมและมั่นใจกับการสอบยิ่งขึ้น”
นอกจากความกังวลเรื่องอนาคต สภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ เมื่อคอมพิวเตอร์และทีวีพังเสียหายไปกับน้ำ การเรียนรู้แบบดิจิทัลที่คุ้นเคย ต้องถูกแทนที่ด้วยกระดานดำแบบดั้งเดิม
“ตอนนี้เหมือนเราต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเลย… ครูก็ต้องไปเอากระดานกลับมาใช้เป็นสื่อการสอนหลัก ก็พอเรียนกันได้ แต่ถามว่าถ้าเทียบกับอุปกรณ์ดิจิทัล มันก็สะดวกกว่า เร็วกว่า… แต่พวกเราก็ต้องปรับตัว และพยายามช่วยกันทำให้การเรียนไปต่อได้ค่ะ”
5. จากเสียงสะท้อน สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม: 3,100 ชีวิตในมือของ ‘กลไกการช่วยเหลือ’
เสียงจากครูและเด็กๆ ทั้งหมดที่สะท้อนผ่าน 2 เดือนหลังน้ำลด ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกเล่าที่จางหายไปกับสายลม แต่มันถูกนำมาถักทอเป็นข้อมูลสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา” ให้ทำงานได้อย่างแม่นยำที่สุด

วันนี้ ผลลัพธ์จากการลงพื้นที่อย่างหนักหน่วง ทำให้มี เด็กวิกฤตจำนวนกว่า 3,100 คน ได้รับการค้นหาและนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรองความช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ทั้งจากปัญหาบ้านพัง ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือสูญเสียอุปกรณ์การเรียน การมีชื่อของพวกเขาอยู่ใน “มือ” ของกลไกการช่วยเหลือ หมายความว่าความช่วยเหลือเฉพาะหน้าและการฟื้นฟูระยะยาวจะถูกส่งไปถึงตัวบุคคลอย่างตรงจุด เพื่อหยุดเลือดที่กำลังไหล และประคับประคองไม่ให้เด็กคนไหนต้องเดินออกจากโรงเรียนเพราะภัยพิบัติ
บทสรุป: เพราะการฟื้นฟู ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘สิ่งของ’ แต่คือ ‘ชีวิต’
การทำงานของทุกภาคส่วนในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาค แต่คือการ “ถักทอตาข่ายรองรับทางสังคม” ผ่านฐานข้อมูลและการจัดการที่เป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กประถมที่บ้านพังในสะเดา เด็กริมทะเลสทิงพระที่รอโอกาส หรือเด็ก ม.ปลาย ในเมืองหาดใหญ่ที่กังวลเรื่องอนาคต
เสียงของพวกเขาทุกคนจะได้รับการได้ยิน และได้รับโอกาสที่จะลุกขึ้นยืน เดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
