“ซางเฮือนเฮา” (ZANG HEUAN HAO) เมื่อเศษไม้ไผ่มีเรื่องให้เล่า  เรียนรู้ ลงมือทำ สร้างรายได้ ถอดบทเรียนโมเดลการศึกษาเพื่อความเสมอภาค

“ซางเฮือนเฮา” (ZANG HEUAN HAO) เมื่อเศษไม้ไผ่มีเรื่องให้เล่า  เรียนรู้ ลงมือทำ สร้างรายได้ ถอดบทเรียนโมเดลการศึกษาเพื่อความเสมอภาค

จากข้อไม้ไผ่ที่เคยถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง สู่ผลิตภัณฑ์ถ่านดูดกลิ่นที่นักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ จังหวัดลำปาง ร่วมกันพัฒนากับวิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เรื่องราวนี้ไม่ได้มีเพียงการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ แต่ยังสะท้อนการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว และเติบโตไปพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ

ในชุมชนที่งานจักสานและการแปรรูปไม้ไผ่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ข้อไม้ไผ่จำนวนหนึ่งมักถูกแยกออกจากส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนใหญ่ถูกนำไปเผาเป็นฟืนหรือเชื้อเพลิงตามวิถีที่คุ้นเคย แต่สำหรับครูโรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ เศษวัสดุเหล่านี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า “หากสิ่งที่เหลือจากการผลิตยังมีคุณค่า เราจะนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านี้หรือไม่”

จากคำถามเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่ สู่การชวนเด็ก ๆ มองทรัพยากรในชุมชนด้วยสายตาที่ต่างออกไป นี่คือจุดตั้งต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถ่านดูดกลิ่นจากข้อไม้ไผ่ ภายใต้ชื่อ “ซางเฮือนเฮา” ซึ่งแปลว่า “ไม้ไผ่ของบ้านเรา”

เปลี่ยนสิ่งที่คุ้นเคย ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ

การนำข้อไม้ไผ่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทันที นักเรียนต้องเรียนรู้กระบวนการแปรรูปวัสดุ ทดลองบดและผสมวัตถุดิบ รวมถึงหาวิธีขึ้นรูปให้ได้ชิ้นงานตามต้องการ ระหว่างทางมีทั้งที่ขึ้นรูปไม่สำเร็จ ชิ้นงานแตกหัก หรือได้รูปทรงที่ยังไม่เป็นอย่างที่คิด

“นักเรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการคิดเลยค่ะ ตั้งแต่การสำรวจ การออกแบบ การหาส่วนผสมก็เป็นเด็ก ๆ นั่นแหละค่ะ” คุณครูกล่าว

แต่แทนที่จะหยุดอยู่กับความผิดพลาด เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยการสังเกต ตั้งคำถาม และกลับมาปรับปรุงวิธีการซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีอาจารย์จากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และสนับสนุนกระบวนการทดลอง

รูปทรงที่บอกเล่าการเริ่มต้นครั้งใหม่

นอกจากการทดลองทำผลิตภัณฑ์แล้ว  การออกแบบรูปลักษณ์เป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น รูปทรงหน่อไม้ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงการเติบโตและการเริ่มต้นใหม่ เปรียบเหมือนข้อไม้ไผ่ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเศษวัสดุ แต่สามารถแตกหน่อเป็นโอกาสใหม่ได้

การออกแบบจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงทำให้ผลิตภัณฑ์ดูสวยงาม แต่ยังช่วยสร้างเรื่องราวให้กับสิ่งของชิ้นหนึ่งว่ามีที่มาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร และเชื่อมโยงกับชีวิตของคนในชุมชนอย่างไร  สำหรับเด็ก ๆ นี่คือโอกาสในการเรียนรู้เรื่องการออกแบบและการสร้างแบรนด์ไปพร้อมกัน ตั้งแต่การคิดชื่อ การออกแบบสัญลักษณ์ ไปจนถึงการนำเสนอแนวคิดของผลิตภัณฑ์ให้ผู้อื่นเข้าใจ

หนึ่งผลิตภัณฑ์ หลายบทเรียนที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง บทเรียนของเด็ก ๆ ก็ขยายออกไปมากกว่าการแปรรูปวัสดุ พวกเขาต้องเรียนรู้วิธีคำนวณต้นทุนและกำไร ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ต้องใช้ภาษาในการเล่าเรื่องและสื่อสารจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ

การสื่อสารกับลูกค้าก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกความกล้าแสดงออก พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงเรียนรู้ที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองร่วมกันพัฒนาขึ้น

ความรู้สึกตื่นเต้นของนักเรียนสะท้อนว่า ประสบการณ์ครั้งนี้พาพวกเขาออกจากกรอบการเรียนรู้ที่คุ้นเคย ได้ลองทำสิ่งใหม่ ได้พบปัญหาที่ไม่เคยเจอ และได้เห็นผลงานที่เกิดจากความพยายามของตัวเอง

“การอยู่กับเพื่อน ๆ ร่วมกันพัฒนาจนถึงจุดนี้ได้ เป็นความภาคภูมิใจของพวกหนูเลยค่ะ”ตัวแทนนักเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์กล่าว

ความภาคภูมิใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการมีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้เห็นพัฒนาการของงานตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงแนวคิด ผ่านการทดลองและแก้ไข จนกลายเป็นชิ้นงานที่สามารถนำเสนอให้คนอื่นรู้จักได้

เมื่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เชื่อมกลับไปถึงชุมชน

สำหรับโรงเรียน การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรในท้องถิ่นยังเป็นโอกาสที่จะทำให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของนักเรียนและครอบครัว ครูจึงมองไปไกลกว่าการทำผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จ โดยหวังว่ากระบวนการนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ มองเห็นโอกาสจากสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัว และหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปได้ ก็อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับนักเรียนและครอบครัวในอนาคต

“คำถามสำคัญเลย คือ เราอยากให้ชุมชนเขาได้อะไร โรงเรียนได้อะไร เด็กได้อะไร เพราะส่วนใหญ่เด็กที่โรงเรียนเขาไม่ได้มีรายได้ในครอบครัวสูงมาก ถ้าเขามีส่วนร่วม เขาก็สามารถนำมาเป็นรายได้ของครอบครัวได้ค่ะ” คุณครูกล่าว

จากเศษข้อไม้ไผ่ที่เคยถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคิด ทดลอง และลงมือทำร่วมกัน  เรื่องราวของ “ซางเฮือนเฮา” จึงชวนให้เห็นว่า บางครั้งการเรียนรู้ที่มีความหมายอาจเริ่มจากคำถามธรรมดา ๆ ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วจะทำอะไรได้อีกบ้าง และเมื่อเด็ก ๆ ได้รับโอกาสให้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง สิ่งที่เติบโตอาจไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ แต่รวมถึงทักษะ ความมั่นใจ และความเชื่อที่ว่าพวกเขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสิ่งรอบตัวได้เช่นกัน


Equity Partnership’s School Network  Season 7
นวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

 Equity Lab ภายใต้สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งบริษัท Sea (ประเทศไทย) เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติและเครือข่ายมหาวิทยาลัย  เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อม “ห้องเรียน–ชุมชน–ตลาดจริง” เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนนานาชาติได้พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างแบรนด์ สร้างรายได้ และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง “โรงเรียนพี่–โรงเรียนน้อง” หากแต่เป็นการสร้าง “พื้นที่แห่งมิตรภาพที่เสมอภาค” ในโลกศตวรรษที่ 21

“ซางเฮือนเฮา” ก้อนถ่านดูดกลิ่นและหน่อไม้เซรามิคดูดกลิ่น
 โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ จังหวัดลำปาง x วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง

“ซางเฮือนเฮา” ต่อยอดไม้ไผ่ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตและเป็นแหล่งสร้างรายได้ของชุมชนในจังหวัดลำปาง โดยนำเศษไม้และข้อไม้ที่เหลือจากการแปรรูป มาสร้างคุณค่าใหม่ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น กลายเป็นถ่านดูดกลิ่นจากไม้ไผ่ธรรมชาติ 100% สำหรับใช้ในบ้าน รถยนต์ ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า และตู้เย็น มากกว่าผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ “ซางเฮือนเฮา”สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ทุกส่วน เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้มีคุณค่า เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในชุมชน สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ และช่วยลดการสูญเปล่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

แบรนด์นี้ขยับออกไปขายสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่างใน Shopee คลิก