รายงานการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
รอบ 3 ปีที่ 2 (2565-2568)
รายงานการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รอบ 3 ปีที่ 2 (2565-2568)






คณะรัฐมนตรี (22 กรกฎาคม 2568) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของ กสศ. ตาม พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มาตรา 44 ประกอบด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการ นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล รองศาสตราจารย์ชโยดม สรรพศรี นางชุตินาฏ บุญพวง เป็นกรรมการ และนายนิกร เภรีกุล เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการประเมินผล กสศ. ได้เสนอรายงานการประเมินให้คณะรัฐมนตรีทราบ (7 กรกฎาคม 2569) ต่อมาคณะรัฐมนตรี (18 สิงหาคม 2569) ได้มีมติรับทราบตามที่คณะกรรมการประเมินผล กสศ. เสนอรายงานการประเมินผลการดำเนินงานฯ มีเนื้อหาสรุปได้โดยสังเขป ดังนี้
1. ข้อค้นพบผลงานที่ควรได้รับการยกย่องชมเชย
1.1 การจัดตั้ง กสศ. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสภาพพิเศษที่สามารถทำงานได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
กสศ. ได้รับการจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยให้มีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ สลับซับซ้อนและสะสมมาเป็นเวลานาน คือปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพทุนมนุษย์ของชาติ อันเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้สมรรถนะทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติถดถอย โดย กสศ. ได้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงและยืดหยุ่นคล่องตัว ทั้งด้านการจัดทำกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน การจัดวางโครงสร้างองค์กร การกำกับดูแล และการบริหารจัดการที่โปร่งใสผ่านคณะกรรมการบริหาร กสศ. ร่วมกับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถเป็นพิเศษและมีความมุ่งมั่นสูง
จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญการประเมินประสิทธิภาพขององค์กร สำหรับรอบ 3 ปีแรกของ กสศ. ปรากฏว่าผ่านตามกรอบเป้าหมายของการเป็น “องค์กรสมรรถนะสูง” (High Performance Organization: HPO) ในทุกมิติหลัก คือ ทิศทางและกลยุทธ์ กลไกการบริหารองค์กร กระบวนการทำงาน ความร่วมมือระหว่างองค์กร และการสื่อสารและการรับรู้ นับเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ต่อมาได้มีการปรับปรุงรูปแบบองค์กร กลยุทธ์ และโครงสร้างในหลายด้านให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยยึดถือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การเงิน และการงบประมาณ ทำให้ในการประเมินในรอบ 3 ปีที่ 2 กสศ. ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินในรอบ 3 ปีที่ 1 ในทุกมิติหลัก สะท้อนถึงการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง
1.2 การพัฒนาระบบสารสนเทศ iSEE และนวัตกรรมการคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง เพื่อการชี้เป้าความเหลื่อมล้ำรายบุคคลได้ตรงตัวและเป็นปัจจุบัน
กสศ. ได้ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของความไม่เสมอภาคทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ จนสามารถจัดทำชุดข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และแม่นตรงที่สุดในมิติต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์วัดสภาพความยากจน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากสถานะทางเศรษฐกิจของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาค
ในการสร้างเกณฑ์เพื่อวัดสภาพความยากจน กสศ. นำนวัตกรรมการคัดกรองที่มีมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ ร่วมกับการบูรณาการชุดข้อมูลขนาดใหญ่จากหลายหน่วยงานที่มีความหลากหลายและโครงสร้างข้อมูลที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเชิงลึก เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ กสศ. ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และมีความจำเป็นจริง ๆ ทั้งในมิติรายได้ เศรษฐกิจ ภาระพึ่งพิง ความเป็นอยู่ของครอบครัว สภาพทางสังคมของครอบครัวในชุมชน และปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ จนสามารถชี้เป้าหมาย “รายบุคคล” ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ที่ยากจนอันสมควรได้รับการช่วยเหลือ และผู้ที่ยากจนพิเศษที่มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถรับการศึกษาต่อไปหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ
นอกจากนี้ กสศ. ยังได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายสถานศึกษาทั่วประเทศในการค้นหาและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE (Information System for Equitable Education) ที่สะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
1.3 ทุนเสมอภาค: เครื่องมือสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่ทำให้เด็กและเยาวชนยากจนพิเศษคงอยู่ในระบบจนจบการศึกษาภาคบังคับ
กสศ. ได้บุกเบิกและวางรากฐานการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) เรียกว่า ทุนเสมอภาค ซึ่งเป็นกลยุทธ์ต้นแบบที่ส่งเงินช่วยเหลือตรงถึงนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือนักเรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการคงอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่ง กสศ. จัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 ของงบประมาณประจำปี เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเป้าหมายนักเรียนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่มีจำนวนรวมถึง 3.2 ล้านคนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา กสศ. สามารถจัดสรรความช่วยเหลือครอบคลุมนักเรียนได้เพียง 1.4 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยากจนพิเศษที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการหลุดออกจากระบบ แม้จะเผชิญข้อจำกัดดังกล่าว แต่ผลการดำเนินงานที่มีการติดตามอย่างเป็นระบบปรากฏสัมฤทธิผลเชิงประจักษ์ โดยมีอัตรานักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนไม่ถึงร้อยละ 2 และมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการใช้ทุนเสมอภาคเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการรักษาสิทธิและเป็นหลักประกันทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
1.4 ครูรัก(ษ์)ถิ่น: นวัตกรรมผลิตครูรุ่นใหม่ที่แก้ปัญหาขาดแคลนครูและยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน
ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองและชนบท โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เป็นโจทย์สำคัญที่ กสศ. มุ่งแก้ไข เนื่องจากสถานศึกษาเหล่านี้เผชิญสภาวะขาดแคลนครูอย่างต่อเนื่อง ครูต้องสอนคละชั้นหรือสอนข้ามสาขาวิชาที่ตนไม่ถนัด จึงนำมาสู่การออกแบบแนวคิด “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ซึ่งเป็นการมอบโอกาสแก่เยาวชน
ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูในท้องถิ่น ให้ได้รับทุนการศึกษาเพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง พร้อมพันธสัญญาปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนในภูมิลำเนาอย่างน้อย 6 ปี
กลไกสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่การบ่มเพาะสมรรถนะเฉพาะทาง เพื่อให้ครูรุ่นใหม่ สามารถจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้นและคละความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมเสริมสร้างเจตคติเชิงบวกในการพัฒนาชุมชนและทักษะการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
จากการดำเนินงานตลอด 7 ปีที่ผ่านมา กสศ. สร้างครูรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบแล้วกว่า 1,500 คน โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาและบรรจุเป็นข้าราชการครูในภูมิลำเนาแล้ว 2 รุ่น จำนวน 622 คน ผลการดำเนินงานปรากฏสัมฤทธิผลเป็นที่น่าพอใจ ได้ครูที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานร่วมกับคนในชุมชน ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนครู และความเหลื่อมล้ำคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างตรงจุด และขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อยอดแผนงานสู่ระยะต่อไป
1.5 การผนึกความร่วมมือที่ยกระดับคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (TSQM) ผ่านกลไกเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อความยั่งยืน
จากประสบการณ์เชิงลึกในการพัฒนาโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็ก และในพื้นที่ห่างไกล กสศ. พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สถานศึกษาเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดดหากได้รับแรงสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ จึงนำมาสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) ภายใต้การรวมพลังที่เรียกว่า Teacher and School Quality Movement (TSQM) โดยมี กสศ. ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งและตัวประสาน” เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลไกความร่วมมือในระดับจังหวัด
การดำเนินงานครอบคลุมกลุ่มโรงเรียนระดับประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาสนำร่อง 837 แห่งใน 10 จังหวัด และขยายผลสู่เครือข่ายพัฒนาคุณภาพ อีก 445 โรงเรียนใน 38 จังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบ “หุ้นส่วนการพัฒนา” ที่ผนึกกำลังกับหน่วยงานต้นสังกัด สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้ามาร่วมออกแบบร่วมลงทุน และร่วมรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
กลไกนี้ไม่เพียงส่งผลให้เกิดการบูรณาการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารและครูอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดหานวัตกรรมและเครื่องมือจัดการศึกษาที่จำเป็น ตลอดจนการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดระบบการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ และสร้างต้นแบบการพัฒนาที่โรงเรียนอื่นสามารถนำไปขยายผลต่อได้ในระยะยาว
1.6 การพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่านโครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อพาเด็กและเยาวชนนอกระบบกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ตามศักยภาพ
ปัจจุบันมีประชากรวัยเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 1 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และเป็นทุนมนุษย์ที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำ เนื่องจากโครงสร้างการศึกษาในรูปแบบปกติไม่เอื้อต่อการกลับเข้าเรียน กสศ. จึงได้พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยการจัดให้มีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) ซึ่งปรับรูปแบบการสอนให้ตรงตามความประสงค์และความถนัดของแต่ละบุคคล เพื่อสร้างสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่ ทั้งในภาคเทคโนโลยี การท่องเที่ยว บริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอนาคต
กสศ. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมออกแบบระบบการเรียนรู้นี้ พร้อมสร้างกลไกเชิงรุกในการค้นหาและจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้กลับเข้าสู่เส้นทางการพัฒนาตนเอง ทั้งนี้ในระยะต่อไปมีเป้าหมายจะขยายผลไปยังประชากรวัยแรงงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบได้แล้วประมาณ 300,000 คน
โดยสรุป ผลงานทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนถึงการดำเนินงานของ กสศ. ที่เกิดสัมฤทธิผลในระดับที่เชื่อถือได้สำหรับการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษาที่มีความสลับซับซ้อนและท้าทายยิ่ง
2. ประเด็นที่ควรปรับปรุงแก้ไข
2.1 การขยายผลภารกิจเดิม
(1) ทุนเสมอภาค ขยายการช่วยเหลือจากปัจจุบันที่ครอบคลุมกลุ่มนักเรียน “ยากจนพิเศษ” จำนวน 1.4 ล้านคน สู่กลุ่มนักเรียน “ยากจน” เพิ่มเติมอีกจำนวน 700,000 คน อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างหลักประกันทางการศึกษาให้ครอบคลุมนักเรียนกลุ่มเสี่ยงสูงสุดได้อย่างครบถ้วน
(2) ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น วางแผนระยะที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมครูให้สามารถสอนคละชั้นและตอบสนองความจำเป็นของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลอีกประมาณ 13,500 โรงเรียน รวมถึงเพิ่มจำนวนครูสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสอีก 2,300 แห่ง
(3) การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ขยายผลต้นแบบสู่โรงเรียนเป้าหมายร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด เช่น สพฐ. โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสประมาณ 2,300 แห่งทั่วประเทศ
(4) การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) บูรณาการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รายบุคคล ระหว่างกระทรวงเพื่อระบบติดตามและส่งต่อที่ไร้รอยต่อ และพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) เช่น นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ให้เป็นมาตรฐานระดับชาติ ให้ความสำคัญกับการศึกษาสายอาชีพ ต่อยอดสู่ประชากรวัยแรงงาน
2.2 การริเริ่มภารกิจใหม่
(1) พัฒนาเด็กปฐมวัย ยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ห่างไกลและชุมชนแออัด พร้อมส่งเสริมระบบคัดกรองและช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษหรือมีพัฒนาการล่าช้าในครอบครัวยากจน
(2) ระดมความร่วมมือ พัฒนาระบบหุ้นส่วนการศึกษา (Education Partnership) เพื่อดึงทรัพยากรและองค์ความรู้จากภาคเอกชนและท้องถิ่น (Matching Fund)
2.3 การปรับกลไกการบริหารจัดการ
(1) ใช้แผนยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางระยะยาวและเป้าหมายระยะปานกลาง โดยจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะปานกลางและระยะยาว พร้อมทั้งการจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์และการดำเนินงานให้ชัดเจน
(2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน ด้วยการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในสำนักงาน กสศ. ลดการทำงานที่แยกส่วน ปรับปรุงระบบการจัดการความรู้ และยกระดับการสื่อสารภายในให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานองค์กรสมรรถนะสูง (HPO)
(3) ใช้การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์และสร้างผลกระทบเชิงนโยบาย ยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Education) ให้กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ระดับรัฐบาล และสื่อสารผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ (Evidence-based Communication) เพื่อสร้างการยอมรับและขยายผลความสำเร็จสู่ระดับมหภาค
2.4 การจัดการด้านงบประมาณและความยั่งยืนทางการเงิน
(1) ขยายฐานงบประมาณเงินอุดหนุนจากรัฐ โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม เพื่อ กสศ. ขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย “ยากจน” ประมาณ 700,000 คน ที่มีความเสี่ยงสูงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งคาดว่าหากเริ่มในปีแรกจำนวน 140,000 คน ด้วยงบประมาณ 588 ล้านบาท และขยายผลสะสมเป็นขั้นบันไดต่อเนื่องใน 5 ปีจะครบตามจำนวนกลุ่มเป้าหมาย
(2) ใช้นวัตกรรมทางการเงิน เพิ่มเงินบริจาคผ่านระบบภาษี และใช้กลไกการบริจาค เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ กสศ. ในระยะยาว
สรุป
คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีความเห็นว่า ในรอบ 3 ปีที่ 2 กสศ. ได้นำข้อเสนอแนะจากการประเมินผลในระยะแรกมาปรับปรุงการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง (HPO) ส่งผลให้การดำเนินงานมีสัมฤทธิผลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการบุกเบิกนวัตกรรมแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคและคุณภาพการศึกษาในมิติสำคัญจนบรรลุผลตามเป้าประสงค์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมขยายผลต่อในระดับประเทศ
เพื่อให้การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบรรลุสัมฤทธิผลอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการประเมินผลฯ มีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงความสำเร็จในแต่ละส่วนงานสู่การยกระดับเชิงนโยบาย ดังนี้ (1) ด้านหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ควรขยายการอุดหนุนด้วยทุนเสมอภาคจากเดิมที่ครอบคลุมกลุ่มนักเรียนระดับ “ยากจนพิเศษ” 1.4 ล้านคน สู่กลุ่มนักเรียนระดับ “ยากจน” จำนวน 700,000 คนอย่างเร่งด่วน (2) ด้านคุณภาพสถานศึกษาและครู (TSQM และครูรัก(ษ์)ถิ่น) ควรต่อยอดจากโรงเรียนนำร่องสู่การยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูให้รองรับการสอนคละชั้นและทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่ (3) ด้านการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นในโครงการ Thailand Zero Dropout ควรพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตามแนวคิดการเรียนรู้คู่การทำงาน (Learn to Earn) เพื่อพาเด็กนอกระบบกลับสู่เส้นทางการประกอบอาชีพที่มั่นคง (4) ด้านกลไกบริหารจัดการ ควรเน้นการจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงนโยบายที่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
ข้อเสนอแนะ
จากการประเมินผลครั้งนี้ คณะกรรมการประเมินผลฯ มีข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินงานของ กสศ. 3 ระดับ ได้แก่ ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ข้อเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร กสศ. และข้อเสนอต่อสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดังนี้
1. ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา กสศ. ประสบความสำเร็จในการดูแลนักเรียน “ยากจนพิเศษ” 1.4 ล้านคนต่อปี โดยทำให้นักเรียนกลุ่มนี้คงอยู่ในระบบการศึกษาได้สูง ถึงร้อยละ 98.27 ซึ่งสะท้อนสัมฤทธิผลของระบบสารสนเทศ iSEE และทุนเสมอภาคที่อุดหนุนในอัตราที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบไว้ที่ 4,200 บาทต่อคนต่อปี
อย่างไรก็ตาม จากฐานข้อมูลปัจจุบันพบว่า ยังมีนักเรียน “ยากจน” อีกประมาณ 700,000 คน ที่เป็น “เป้าหมายเร่งด่วน” เนื่องจากมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบสูงสุด แม้ได้ผ่านเกณฑ์การคัดกรองแล้วแต่ยังตกหล่นจากการอุดหนุนเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงมีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสนับสนุนงบประมาณแก่ กสศ.เพื่อทยอยช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในลักษณะขั้นบันไดต่อเนื่อง 5 ปี โดยเริ่มจากปีที่ 1 ที่จำนวน 140,000 คน ด้วยงบประมาณ 588 ล้านบาท และขยายผลสะสมในอัตราเดียวกันจนครบ 700,000 คนในปีที่ 5 ซึ่งจะใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,940 ล้านบาทต่อปี
จึงมีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสนับสนุนงบประมาณแก่ กสศ.เพื่อทยอยช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในลักษณะขั้นบันไดต่อเนื่อง 5 ปี โดยเริ่มจากปีที่ 1 ที่จำนวน 140,000 คน ด้วยงบประมาณ 588 ล้านบาท และขยายผลสะสมในอัตราเดียวกันจนครบ 700,000 คนในปีที่ 5 ซึ่งจะใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,940 ล้านบาทต่อปี
2. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร กสศ.
(1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ กสศ. ระยะปานกลาง ระยะเวลา 4 ปี ตามวาระของคณะกรรมการบริหาร กสศ. และแผนระยะยาว 15 หรือ 20 ปี เพื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง กสศ.
(2) จัดทำลำดับความสำคัญของการดำเนินงานด้านต่างๆ และกำกับให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผน
3. ข้อเสนอต่อสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
(1) เร่งปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อนและลำดับชั้นการบังคับบัญชา เน้นการทำงานรูปแบบกลุ่มภารกิจข้ามสายงานในภารกิจสำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน และการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการให้ทันต่อสถานการณ์
(2) บูรณาการระบบข้อมูลและสถาปัตยกรรมดิจิทัล ยกระดับฐานข้อมูล iSEE ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลระดับชาติที่เชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ ลดความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่หน้างาน และรายงานผลเชิงนโยบายได้แบบทันท่วงที (Real-time)
(3) จัดการความรู้และนวัตกรรมเพื่อการขยายผล ถอดบทเรียนความสำเร็จให้เป็นคู่มือมาตรฐาน เปลี่ยนประสบการณ์เฉพาะบุคคลเป็นคลังปัญญาองค์กร ที่สามารถนำไปปรับใช้ขยายผลในพื้นที่อื่นได้ทันที
(4) บริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (Individual Development Plan) และเส้นทางอาชีพ (Career Path) ให้ชัดเจน รักษาบุคลากรสมรรถนะสูง ควบคู่กับการดูแลสวัสดิการและภาระงานให้เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ กสศ. ในระยะยาว
(5) ยกระดับงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนภารกิจหลัก เร่งพัฒนาการศึกษาวิจัยและจัดการองค์ความรู้เพื่อตอบสนองความจำเป็นในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ยกระดับกลไกการดูแลเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล และเชื่อมโยงเด็กเยาวชนเข้ากับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต