โรงเรียนเสียงอิสาน เมื่อฮ้านหมอลำ เป็นทั้งห้องครัว ห้องนอน และห้องเรียน

โรงเรียนเสียงอิสาน เมื่อฮ้านหมอลำ เป็นทั้งห้องครัว ห้องนอน และห้องเรียน

ตะวันคล้อยลอยต่ำใกล้ลับขอบฟ้า เป็นช่วงเวลาที่เสียงดนตรีเริ่มไต่ระดับขึ้นแทนที่ความเงียบงันของค่ำคืน นั่นเป็นช่วงที่ลานกลางแจ้งด้านหน้าเวทีหมอลำค่อยๆ มีชีวิต ผู้คนใกล้ไกลหลั่งไหลเข้ามาจับจองพื้นที่สำหรับการปูเสื่อในมุมเหมาะเพื่อความชัดเจนของมหรสพที่จะทำการแสดงในอีกไม่กี่ชั่วโมง แต่หากหลบมุมมายังหลังเวที ที่นี่คือโลกอีกใบของคนหลายร้อยชีวิต พวกเขากำลังทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ และในเวลาเดียวกันก็กำลังเรียนรู้เพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง

หลายคนคือ “นกหลงรัง” ที่ไม่ได้พลัดหลงเพราะความไร้ทิศทาง หากแต่เพราะเงื่อนไขของชีวิตที่บีบให้ออกโบยบินก่อนวัยอันควร เส้นทางที่เลือกอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับเป็นเส้นทางที่นำพาไปสู่ “ฝั่งฝันที่เคยถวิล” ในแบบของตัวเอง

เรื่องราวที่เราจะนำเสนอในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพความบันเทิงบนหน้าเวทีของทีมงานและนักแสดง หากแต่เป็นเรื่องราวของการดิ้นรน และโอกาสของผู้คนที่มาจากหลากหลายครอบครัว หลังเวทีที่นี่ไม่ใช่แค่คณะหมอลำ แต่คือบ้านที่หล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นห้องเรียนที่เปิดพื้นที่ให้การศึกษาเดินเคียงข้างอาชีพ

ในโลกที่การศึกษาแบบเดิมอาจไม่สอดรับกับวิถีชีวิตของทุกคน “ห้องเรียนหมอลำ” จึงกลายเป็นคำตอบใหม่ของเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่ง ห้องเรียนห้องนี้กลายเป็นพื้นที่ที่พวกเขาไม่ต้องเลือกระหว่างความฝันกับความอยู่รอด แต่สามารถ “เรียนไปนำ ลำไปด้วย” บนเส้นทางชีวิตที่พวกเขาเลือกเอง

เสียงอิสาน บ้านตองห้า บ้านที่ทุกคนมีแม่เพียงหนึ่ง และเพื่อนพี่น้องนับร้อย

เราอยู่ที่วัดบูรพา บ้านสะพือ ตำบลสะพือ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ที่นี่มี คณะหมอลำเสียงอิสาน คณะหมอลำในดวงใจของหลายคน การันตีด้วยจำนวนแฟนหมอลำทั่วฟ้าเมืองไทยและในต่างประเทศ ที่คลาคล่ำทุกค่ำคืนหากทำการแสดงด้านหน้าเวทีและในแพล็ตฟอร์มออนไลน์

เสียงอิสานดำเนินเดินสายแสดงลำมากว่า 5 ทศวรรษ ในฤดูกาลนี้ (ปี 2568 – 2569) คือปีที่ 51 หลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางสะท้อนความแกร่งกล้าของหัวหน้าผู้นำทัพอย่าง นกน้อย อุไรพร แม่นกผู้พาลูกนกนับร้อยบินจรจากรังทุกค่ำคืนเพื่อออกทำการแสดง จาก 500 คน ในยุครุ่งเรือง เหลือ 400 คน ในยุคหลัง และลดเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลาในยุคปัจจุบัน 

นี่คือความธรรมดาที่ว่าด้วยจำนวนสมาชิกของครอบครัวเสียงอิสาน ทว่าการลดลงของจำนวนคนไม่ได้แปลว่าคุณภาพและความยิ่งใหญ่จะลดน้อยถอยตาม เสียงอิสานยังคงรักษามาตรฐานจากการการันตีด้วยคะแนนนิยมของมวลมหาชนมิตรหมอแคนแฟนหมอลำอยู่ไม่ขาด และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นกน้อย อุไรพร ศิลปินมรดกอีสาน
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำเรื่องต่อกลอน)
ประจำปีพุทธศักราช 2561 ผู้ก่อตั้งคณะหมอลำเสียงอิสาน

บ้านตองห้า หรือ บ้านเลขที่ 555 บ้านหนองใส ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี คือที่พำนักพักพิงของครอบครัวเสียงอิสาน ร้อยพ่อพันแม่ที่อยู่อาศัยใต้ชายคาเดียวกัน แม่นกน้อยบอกว่า พวกเขาคือลูกๆ ของตนทั้งหมด ลูกที่ต้องได้รับการดูแล สร้างงาน สร้างเงิน สร้างชีวิต ไปพร้อมๆ กับการก้าวไปข้างหน้าของวงเสียงอิสาน  

“ครอบครัวเสียงอิสานเป็นครอบครัวใหญ่ แต่การเป็นแดนเซอร์ หมอลำ นั้นเป็นอาชีพไม่เลิศหรู คนมองเราจากหน้าเวทีอาจจะมองว่าเราเป็นดารา เป็นนักร้อง เป็นแดนเซอร์คนเก่ง แต่ในชีวิตจริง เราลำบาก นอนกลางดินกินกลางทราย เดินสายแสดงอยู่ตลอด”

ความลำบากของการประกอบอาชีพหมอลำที่แม่นกน้อยบอก กลายเป็นประโยคตั้งต้นชั้นดีที่เราอยากสานต่อข้อคำถามถึงการรับคนเข้าเป็นสมาชิกในวง เธอตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจในฐานะผู้เป็นแม่ที่อยากให้โอกาสลูกๆ ทุกคนได้ทำงาน แม้จะด้อยโอกาสมาก่อนก็ตาม

“สิ่งที่เราตัดสินใจรับเด็กๆ เข้ามาทำงาน คือ แค่เขาเป็นบุคลากรมนุษย์ สำหรับแม่ ใครตกงาน คุณมีสิทธิ์เดี๋ยวนั้นที่จะถูกเลือก ใครด้อยโอกาสแม่จะเลือกก่อน” 

นี่คือเกณฑ์การคัดเลือกของแม่นกน้อย ผู้บริหาร Gen แรกของวงเสียงอิสาน วันเดียวกันเราคุยกับ แป้ง – ณัฐธิดาพร ขันคำ หรือบอสแป้ง ผู้บริหาร Gen2 ต่อจากคุณยายผู้ถ่ายทอดวิชาลำและวิชาการจัดการ แป้งตอบคำถามเดียวกันกับคุณยายว่า สิ่งแรกที่ตัดสินใจรับสมาชิกเข้าทำงาน คือ ความตั้งใจ ความอยาก อยากที่จะเป็น มีไฟที่จะทำ 

“บางคนอยากเต้นแต่เต้นไม่เก่ง บางคนอยากร้องแต่เสียงไม่ดี เราก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร คนเราสามารถฝึกฝนกันได้ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน”

แป้ง – ณัฐธิดา เสียงอิสาน หรือ บอสแป้ง
ผู้บริหารคณะหมอลำเสียงอิสาน

แป้งบอกกับเราอีกว่า เพื่อนร่วมอาชีพในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปมากกับในอดีต เธอบอกว่าทุกวันนี้คนที่สมัครเข้าทำงานส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นที่มีความสนใจศาสตร์และศิลป์แขนงหมอลำ บางคนเริ่มต้นสนใจสมัครจากการติดตามครั้งที่ออกเดินสายแสดงในพื้นที่ต่างๆ บางคนก็อยู่ที่นี่ตั้งรุ่นแม่จนถึงรุ่นลูก บางคนก็ลาออกจากงานประจำมาเป็นหมอลำเพียงเพราะรู้สึกอยากสนุกสนานอย่างที่ปรากฏบนหน้าเวที

แต่หลายคนมาที่นี่เพราะความจำเป็น เช่น การที่ต้องออกจากโรงเรียนเพราะความลำบาก บางคนเริ่มจากศูนย์และต้องนับหนึ่งใหม่อย่างที่แป้งเล่าให้ฟัง บางคนต้องทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้านอยู่เป็นประจำ นั่นหมายความว่าหมุดหมายปลายทางของการมาอยู่กับเสียงอิสาน มากกว่าความรักความชอบในอาชีพศิลปิน คือ เงินค่าตอบแทนเพื่อหล่อเลี้ยง 1 ชีวิตของแนวหน้า และอีกหลายคนในครอบครัวซึ่งเป็นแนวหลัง 

เงิน คือส่วนหลักของสวัสดิการในวง และส่วนรองคือความรักความอบอุ่นที่ทุกคนมีให้กัน แม่นกน้อยบอกกับเราว่า ปณิธานของผู้นำเสียงอิสานคือความต้องการอยากให้สมาชิกทุกคน กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี มีงานทำ และในฐานะผู้เป็นแม่ เธอมองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกและญาติธรรมทั้งสิ้น

“เคยมีคนบอกกับแม่ว่า แม่นกรู้ไหมว่ามีคนมาอยู่บ้านหลังเดียวกันกับแม่เยอะมาก สมมติว่าแม่นกมีบุคลากร 1 คน เด็กคนนั้นต้องมีพี่ มีน้อง มีพ่อ มีแม่ นั่นแปลว่าเขาได้เข้ามาพึ่งพาอาศัยในบ้านเรา กินข้าวบ้านเรา เพื่อเลี้ยงอีกหลายคนข้างหลัง เขาถามต่อว่าแม่คิดว่าอย่างไร แม่ก็ตอบว่า แม่ยินดีมาก เวลาครอบครัวพวกเขามาเยี่ยมเยียน เรายินดีมากที่ลูกๆ ของท่านมาอยู่กับเรา”

จบบทสนทนาในช่วงนี้ แม่นกน้อยโปรยยิ้มด้วยความพอใจในคำตอบ แววตาอันสดใสของคุณยายวัย 69 ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเอามากระหว่างที่พูดคุยกับเธอ ขณะเดียวกันด้านหน้าเวทีก็เริ่มส่งสัญญาณผ่านเพลงให้เจ้าของเสื่อที่นั่งมาประจำการตามจุดที่จับจอง ไม่นานนักบทเพลง นกจ๋า จากหน้าเวทีที่ดังขึ้นเคลียคลอล้ออารมณ์ขณะที่เราเว้นว่างระหว่างคำถามเพื่อให้คุณยายที่นั่งตรงหน้าได้หายใจหายคอ บรรยากาศช่างชวนให้เรานึกย้อนกลับไปในวันที่นกน้อยต้องเลี้ยงลูกลำพังหลายร้อยชีวิต ขณะที่พ่อนก (พ่อหลอด—มัยกิจ ฉิมหลวง สามีของนกน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวง) นั้นบินไกลไม่คืนรังอีกแล้ว

นกน้อย อุไรพร

กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี มีงานทำ และมีการศึกษา

อย่างที่แม่นกน้อยกล่าวกับเราว่า ทุกคนที่อยู่ในวงต้องกินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี มีงานทำ ทั้งสี่ข้อนี้คือหัวใจหลักของผู้บริหาร ทว่าการให้สวัสดิการอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการให้โอกาสทางการศึกษาที่ไม่ใช่แค่การสอนร้องลำ เต้น หรือเล่นดนตรี เพื่อแสดงด้านหน้าเวที โอกาสทางการศึกษาที่มอบให้จะต้องสอดคล้องกับบริบทของการประกอบอาชีพ ไม่รบกวนเวลา มีเกรด มีครูดูแล และมีวุฒิการศึกษารับรองชัดเจน  

“ให้เด็กๆ ได้มีบ้านพัก มีข้าวกิน กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี มีงานทำเสียก่อน เรื่องเรียน เรื่องการบริหารเวลา เราค่อยมาวางแผนช่วยกัน แม่ยินดีมากและสนับสนุนมากๆ นี่คือโอกาส เพราะชีวิตของแต่ละครอบครัวต่างกัน”

เสียงอิสานเป็นคณะหมอลำอีกหนึ่งวงที่นำหลักสูตรหมอลำศึกษากลับเข้ามาเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการให้แก่ลูกวง ปริม – ปริมประภา สุวรรณพรม คุณครูและผู้อำนวยการจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและเห็นความสำคัญของการเรียนที่อยากให้เด็กๆ บนเวที มีวุฒิการศึกษาเพื่อต่อยอดความมั่นคงของชีวิตและอาชีพ ครูปริมเป็นผู้ส่งข่าวหลักสูตรนี้ถึงบอสแป้ง ผ่านการโทรติดต่อจากเบอร์ที่อยู่ในเฟซบุ๊กแฟนเพจคณะเสียงอิสาน วิธีการนี้เธอใช้กับแทบทุกคณะหมอลำ หากจะติดต่อขอนำเสนอหลักสูตรแก่หัวหน้าวงหรือผู้ประสานงาน 

ปริม – ปริมประภา สุวรรณพรม คุณครูและผู้อำนวยการ
จากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ จังหวัดอุบลราชธานี

การทำงานของครูปริมไม่ต่างกับเซลล์ (Salesperson) ทางการศึกษา แต่เธอไม่ต้องการยอดขายหรือผลกำไรหลังขายสินค้า เพราะเธอต้องการเพียงแค่ให้ทุกคนได้มีวุฒิไปพร้อมกับทำงานหาเงิน เราถามถึงจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจใดที่ทำให้ครูคนนี้หวังดีกับลูกศิษย์นอกห้องเรียน ที่กำลังโลดเต้นเล่นแสดงหน้าเวที เธอบอกว่า จุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามง่ายๆ ว่าเด็กๆ ที่ทำงานในวงหมอลำเขาร่ำเรียนอะไรมา จบการศึกษาในระดับชั้นใด อะไรคือสิ่งชี้วัดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน

“เราไปทำแบบสำรวจเบื้องต้นกับทางผู้บริหารวง ตัวเลขบอกว่าน้องๆ หลายคนเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือเรียนไม่จบชั้น ม.3 และมีน้องๆ ที่เรียนไม่จบชั้น ม.ปลาย ซึ่งเป็นจำนวนส่วนใหญ่ ตอนไปสำรวจเราพบว่า เด็กที่อายุน้อยสุดอายุเพียง 14 ปี เขาต้องออกจากโรงเรียนมาอยู่วงหมอลำเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งเรียน”

หลังจากที่บอสแป้งทิ้งสายและตอบรับคำเชิญชวนของครูปริม ห้องเรียนหมอลำก็เริ่มเปิดประตู ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ในนาม โรงเรียนเสียงอิสาน บอสแป้งบอกว่า เมื่อครั้งยังเด็ก เธอเองก็เป็นอีกคนที่ต้องเรียนไปด้วยขึ้นลำบนเวทีไปด้วย กระทั่งเรียนจบในระดับปริญญาตรี 

“การศึกษาเป็นใบเบิกทางของทุกสิ่ง และการเรียนรู้ก็ไม่มีที่สิ้นสุด แป้งเองก็เป็นคนที่เรียนไปนำลำไปด้วยตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนั้นเหนื่อยมาก เพราะต้องอ่านหนังสือทุกวัน ว่าง ลงจากลำ ต้องอ่านหนังสือเพื่อไปสอบ ถ้าเทียบกับปัจจุบันเรารู้สึกว่าการเรียนมันง่ายกว่า”

คณะหมอลำเสียงอิสาน

ห้องเรียนที่มีหัวหน้าวงเป็นครู และนักเรียนสามารถแต่งหน้าทาปากได้อย่างอิสระ

ทั้งแม่นกน้อยผู้เป็นแม่ของลูกๆ บอสแป้งผู้บริหารคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการศึกษา และครูปริม ครูผู้อยากมอบโอกาสและวุฒิการศึกษาให้กับทุกคน สามพลังหลักที่ทำให้เด็กๆ ในวง สามารถ “เรียนไปนำ ลำไปด้วย” ได้ในที่สุด หลายคนจึงเริ่มต้นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอีกรอบ พร้อมกับการปฏิบัติภารกิจบนเวทีแห่งชีวิต ที่ทั้งสองอย่างต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน 

เราถามครูปริมต่อถึงหลักสูตรที่ออกแบบให้สอดคล้องกับตัวผู้เรียน ครูปริมบอกว่า หลักสูตรที่ถูกร่างจะเริ่มจากการสำรวจพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของผู้เรียน ซึ่งเธอพบว่า เด็กๆ ในวงหมอลำจะเริ่มขึ้นแสดงตั้งแต่เวลา 21:00 น. เป็นต้นไป จนถึงเวลา 06:00 น. และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงว่าง สามารถทำงานส่งครูได้

“หลังจาก 06:00 น. จนถึง 16:00 น. จะเป็นช่วงที่เด็กๆ ได้พักผ่อน แต่ช่วงเวลา 16:00 – 20:00 น. จะเป็นช่วงเตรียมตัวก่อนขึ้นแสดง ซึ่งเป็นช่วงที่เขานิ่งเพราะต้องแต่งหน้า ทำผม จัดชุด เราเลยเห็นว่าช่วงเวลานี้ ประมาณ 17:00 – 18:00 น. เป็นช่วงที่สามารถจัดการเรียนรู้ได้ เมื่อนิ่งพอก็สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้”

บรรยากาศหลังเวทีคณะหมอลำเสียงอิสาน

ครูปริมบอกว่า การเรียนของห้องเรียนหมอลำจะแบ่งการเรียนเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ การเรียนผ่านประสบการณ์ชีวิต ทั้งการเต้น ร้อง ลำ การแต่งกาย จะนับว่าเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดหมด หรือแม่แต่การประกอบสร้างเวที ก็เป็นหนึ่งในบทเรียนได้เช่นกัน โดยจะให้เด็กๆ บันทึกการเรียนรู้เหล่านี้ในสมุดบันทึกที่มอบให้ตอนแรกเริ่มสมัครเรียน 

ส่วนที่ 2 คือ การเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งจะมีครูจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์คอยเข้าพบกับเด็กๆ ช่วงเวลา 17:00 – 18:00 น. ทุกวันศุกร์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวง มีการติดตามใบงาน ใบความรู้พื้นฐานของหลักสูตรแกนกลางที่แจกให้

และส่วนที่ 3 คือ การเรียนรู้ผ่านค่ายหมอลำศึกษา ที่จะจัดขึ้นในช่วงที่คณะหมอลำปิดฤดูกาล ภายในค่ายนอกจากการเรียน จะมีการวัดประเมินผล เพื่อเป็นผลสัมฤทธิ์ในการเรียนให้กับเด็กๆ และมีเกรดเพื่อรับรองการศึกษา 

จากสิ่งที่ครูปริมเล่าให้ฟัง เราเข้าใจว่าระยะแรกอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับตัวผู้เรียนและครูผู้สอน เนื่องจากเป็นการเรียนที่ครูกับนักเรียนเจอกันเฉพาะรูปแบบออนไลน์ และนักเรียนเองก็ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย สิ่งที่เราเข้าใจครูปริมบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะคนที่ตรวจเช็คสมุดการเรียนรู้ หรือเตือนเด็กๆ ให้ส่งใบงาน เป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด นั่นคือบอสแป้ง ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและคุณครูในเวลาเดียวกัน

บอสแป้งและแม่นกน้อย สองผู้บริหารคณะหมอลำเสียงอิสาน

“บทบาทของแป้ง คือ การช่วยดูเด็กๆ หรือเตือนให้พวกเขาส่งการบ้าน เราก็จะไปถามว่าเด็กๆ ส่งการบ้านคุณครูหรือยัง บางครั้งที่ต้องเดินทางระยะไกล เราก็จะคอยเช็คคอยเตือนเด็กๆ ดูว่าเขาใส่ใจไหม เรียนไปถึงไหนแล้ว”

บอสแป้งเล่าถึงภาระหน้าที่ของการเป็นคนดูแลเด็กๆ เรื่องการเรียนให้เราฟัง เธอเสริมอีกว่า การเรียนแบบนี้ดีกว่าตอนที่เธอเรียนอย่างมาก เพราะตอนนั้นเธอทั้งอ่านหนังสือ เดินทางไปสอบ เดินทางกลับมาลำบนเวที เป็นเช่นนี้หลายปีกว่าจะสำเร็จการศึกษา นั่นจึงทำให้เธอชื่นชมทั้งตัวหลักสูตรและความตั้งใจของเด็กๆ ในวงทุกคน ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา อย่างที่เธอเองก็เคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน

เรียนไปนำ ลำไปด้วย ห้องเรียนห้องใหม่ในโรงเรียนเสียงอิสาน 

อย่างที่บอสแป้งกล่าวกับเราในช่วงแรกว่า ปัจจุบันสมาชิกในวงจะประกอบด้วยวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ หลายคนมาที่นี่เพื่อแลกกับบางอย่างเช่นการศึกษา และในวันที่โอกาสเดินทางมาหา เธออยากให้ทุกคนคว้าไว้และไปให้ถึงวันแห่งความสำเร็จ เธอบอกว่าเสียงอิสานมีนักเรียนที่สนใจเรียนในหลักสูตรกว่า 10 คน ส่วนมากจะเป็นน้องๆ แดนเซอร์ที่สนใจเป็นพิเศษ เพราะมีเวลาว่างมากพอสำหรับการนั่งเรียนออนไลน์และทำใบงาน

หนึ่งในนั้นคือ วุ้นเส้น – อารัญญา แสงใส เด็กหญิงจากจังหวัดอุดรธานี ที่ตัดสินใจสมัครเข้าคณะเสียงอิสาน เพราะชื่นชอบและสนใจในการเต้น ตำแหน่งแดนเซอร์จึงเป็นตำแหน่งที่เธอยื่นใบสมัคร และได้รับโอกาสจากบอสแป้งในที่สุด ก่อนมาอยู่ที่นี่เธอเคยลังเลว่าจะเรียนให้จบก่อน หรือทำในสิ่งที่รักแล้วค่อยกลับไปเรียนอีกครั้ง สุดท้ายเธอก็เลือกอย่างที่สอง

วุ้นเส้น – อารัญญา แสงใส แดนเซอร์คณะหมอลำเสียงอิสาน

“ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี ก็เลยอยากหาตังค์ คิดว่าอยากอยู่ที่นี่สัก 1 ปี ค่อยกลับไปเรียน กศน. อีกครั้ง วันหนึ่งก็มีพี่ๆ ที่เขาเป็นครูเข้ามาชวนเราสมัครเรียนอีกครั้ง ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี และตัดสินใจสมัครเรียน”

เหตุผลของวุ้นเส้นคล้ายกันกับ ยืน – โชคชัย โสมะนี นักเรียนในห้องเรียนหมอลำระดับชั้นม.ต้น ยืนเป็นเด็กจากอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เขาเดินทางมาใช้ชีวิตใหม่ใต้นั่งร้านหลังเวทีกว่า 2 ปีแล้ว ย้อนกลับไปถึงครั้งที่ยังไม่เดินทางมาที่นี่ ยืนเป็นเด็กที่เคยเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมมาก่อน และออกจากโรงเรียนดังกล่าวก่อนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วุฒิป. 6 จึงเป็นระดับการศึกษาสูงสุดที่ยืนมีอยู่ในมือ

ก่อนหน้าเขาเคยทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีน้าเป็นผู้รับเข้าทำงาน และก่อนมาอยู่กับคณะเสียงอิสาน ยืนบอกว่าเดิมเป็นคนที่ชื่นชอบหมอลำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เสียงอิสานเป็นวงแรกที่เขาสมัครและได้รับโอกาสเข้าทำงานในตำแหน่งแดนเซอร์ทั้งที่เต้นไม่เป็นมาก่อน 

ช่วงแรกยืนกลัวที่จะไม่ได้ทำงานต่อ เพราะเขาต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ แต่ยังดีที่มีเพื่อนที่เพิ่งสมัครเข้าวงพร้อมกันคอยเป็นกำลังใจและฝึกฝนช่วยกัน จากแถว 3 ในปีแรก ปีนี้ยืนขยับขึ้นมาเป็นแถว 2 และหวังจะเป็นแถวหน้าในฤดูกาลถัดไป ยืนตอบคำถามเราพร้อมกับสีหน้าท่าทางที่ภูมิใจเปี่ยมไฟฝัน

ยืน – โชคชัย โสมะนี แดนเซอร์คณะหมอลำเสียงอิสาน

เราคุยกับเด็กๆ ทั้งสองคนจนถึงช่วงเวลาที่พวกเขาต้องรีบเร่งบรรเลงแปรงวาดหน้าทาปากให้ท่วงทันกับลำดับการแสดงช่วงที่หนึ่ง เราขอตามติดพวกเขาไปดูว่าในหนึ่งวันของแดนเซอร์ พวกเขาต้องทำอะไร เตรียมตัวอย่างไร ชุดไหนต้องใส่ขึ้นโชว์เพลงไหน และเวลาใดคือช่วงลงจากเวทีมาพักผ่อน ก่อนสบตากับหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นนักเรียนในห้องเรียนหมอลำเหมือนวุ้นเส้นและยืน เราเดินเข้าไปนัดหมายกับเขา รบกวนเวลาอันรีบเร่งเพื่อขอพูดคุยทำความรู้จัก หลังจบโชว์แรกไม่นาน หนุ่มน้อยในชุดแดนเซอร์ก็เข้ามาทักทายตามหมายนัด

เขาคือ ณัฐ – ณัฐชนน สะอาดศรี แดนเซอร์ชายที่ออกเดินทางร่วมกับเสียงอิสานตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงตอนนี้ณัฐอายุ 24 ปี และยังคงทำหน้าที่ในวงโดยยังไม่มีแผนที่จะไปประกอบอาชีพอื่น ส่วนหนึ่งเพราะในมือของเขาที่มีเพียงวุฒิ ป.6 ซึ่งณัฐมองไม่เห็นหนทางว่ากระดาษแผ่นนั้นจะอนุญาตให้เขาประกอบอาชีพอื่นใดได้มากนัก

ณัฐบอกกับเราว่าช่วงแรกที่ตัดสินใจมาอยู่วงหมอลำเขาไม่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทางบ้าน เนื่องจากความกังวลต่อสายอาชีพนี้ ว่าจะสามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้หรือไม่ แต่จังหวะหัวใจในตอนนั้นกลับบอกให้ณัฐต้องเดินออกมา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าอาชีพนี้จะสามารถสร้างเงิน สร้างชีวิต ให้กับเขาได้

 ณัฐ – ณัฐชนน สะอาดศรี แดนเซอร์คณะหมอลำเสียงอิสาน

เช่นกันกับแม่ของวุ้นเส้น ที่รู้สึกเป็นห่วงลูกสาวคนเล็กของตน วุ้นเส้นเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกที่บ้านของเธอก็ไม่ยอมรับและอยากให้เรียนจนจบก่อน

“แม่บอกว่าวงการหมอลำนั้นลำบาก เงินไม่พอใช้ หนูเลยบอกแม่ว่าจะเก็บตังค์ ตั้งใจทำงาน ขอลองสัก 1 ปี ถ้าไม่โอเคจะกลับไปเรียน” 

ทั้งสามคนนี้คือนักเรียนในห้องเรียนหมอลำของครูปริม พวกเขาตัดสินใจเข้าห้องเรียนอีกครั้งเนื่องจากเห็นความสำคัญของการศึกษา และวุฒิการศึกษาคือสิ่งที่พวกเขาต้องการเช่นกัน แม้จะต้องแบ่งสันปันส่วนเวลาเรียนกับเวลาทำงานให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ด้วยเป้าหมายและแรงผลักดันที่พวกเขามี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นเรื่องที่จัดการได้ 

“ระยะแรกก็มีหลายคนที่ไม่อยากเรียน เพราะคิดว่ายากและไม่มีเวลา แต่พอคุยกันถึงวิธีการเรียน และเส้นทางที่จะไปต่อ หลายคนก็สมัครมาเรียน”

ครูปริมเล่าให้ฟังถึงการเริ่มต้นที่หลายคนยังลังเลว่าจะสมัครเรียนหรือไม่

วุ้นเส้นบอกว่า การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยไม่ได้กระทบต่อกัน หากแต่จะเหนื่อยขึ้นเล็กน้อย แต่การเรียนแบบนี้ถือเป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติวันนี้ทางวงไม่ได้ออกเดินสายแสดงลำ 1 วัน เธอก็จะมีเวลาจัดการใบงานทั้งวัน 

ยืน – โชคชัย โสมะนี

ส่วนยืนก็ให้คำตอบคล้ายกันกับวุ้นเส้นว่า ก่อนหน้าเขาสมัครเรียนกับ กสร. แต่พบปัญหาอย่างการต้องกลับไปสอบ ซึ่งอาชีพและภาระหน้าที่ของตัวเขาเองก็ไม่มีเวลาในส่วนนั้น ต่างกันกับการเรียนในห้องเรียนหมอลำที่ไม่จำเป็นต้องกลับไปสอบ แต่สามารถเรียนผ่านใบงาน ส่งงานออนไลน์ เรียนออนไลน์ได้ ซึ่งเข้ากับการทำงานมากกว่า

“ตอนแรกยังไม่คิดเรื่องวุฒิ พอเรียนแล้วรู้สึกสะดวกกว่าการเรียนแบบ กสร. ที่สามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ ทำงานส่งครูได้ระหว่างทำงาน ครูจะมีสื่อมาให้เราทำความเข้าใจ จากนั้นก็จะมีใบงานให้ทำ ส่งงานในกลุ่ม เวลาว่างก็จะนั่งทำงาน แต่งหน้าทำผมเสร็จ เคลียร์ตัวเองเสร็จก็จะนั่งทำงาน

“ครั้งหนึ่งเคยทำรายงานเกี่ยวกับความสุขของท่านผู้ชม ดูว่าช่วงไหนของหมอลำที่ทำให้ท่านผู้ชมรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเราก็พบว่าช่วงตลกเป็นช่วงที่ทำให้ผู้ชมผ่อนคลายที่สุด จากนั้นก็เขียนรายงานส่งครู”

ณัฐในฐานะพี่ใหญ่ เล่าถึงวันที่ครูเข้ามาสอนให้ฟังว่า เวลาครูเขาสอนจะต้องจำบทเรียนให้ได้มากที่สุด เพื่อทำแบบทดสอบ และส่งงานทางออนไลน์ ณัฐเป็นคนที่ชอบเรียนวิชาภาษาไทย ส่วนวิชาที่ยากสำหรับเขาคือวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนั้นจะมีการสอบภาคปฏิบัติ มีการอบรม 5 วัน และถ้าเรียนจบจะได้วุฒิ ม.3 ซึ่งณัฐเองก็หวังจะเรียนต่อจนถึง ม.6

วุฒิการศึกษา ปริญญาหน้าฮ้าน

เป้าหมายของการสมัครเข้าทำงาน คือ “เงินตราค่าตอบแทน” ส่วนเป้าหมายของการสมัครเข้าห้องเรียนคือ “วุฒิการศึกษา” เด็กๆ หลายคนต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อเป็นใบเบิกทางแห่งอาชีพหากวันหนึ่งพวกเขาต้องบอกลาหน้าเวที สิ่งนี้สำคัญกับครูปริม และกลายเป็นแบบสำรวจที่เธอใช้เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น

“เรามักจะถามเสมอ ถึงที่มาของการมาอยู่วง หลายคนบอกว่ามาจากความรักในอาชีพ พอเกิดความรัก หลายคนก็ไม่อยากไปเรียนหนังสือ เราไม่ได้หมายถึงว่าห้องเรียนในระบบไม่ดี แต่บางอย่างอาจจะยังไม่ตอบโจทย์กับความสนใจของผู้เรียน หลายคนจึงเบนมาทำในสิ่งที่ชอบ

“วงหมอลำเลยเป็นพื้นที่ของโอกาสในการหาเงินเลี้ยงชีวิต สร้างชื่อเสียงในวงการบันเทิง พอมาอยู่วงเราคิดว่าเงินเป็นสิ่งที่ทำให้เขาโอนเอียง แต่ในช่วงวัยที่พวกเขายังมีเรี่ยวแรง เขายังสามารถที่จะร้องลำได้ แต่ในระยะถัดไปร่างกายอาจไม่ไหว เราเลยมองว่าการศึกษาอาจเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาต่อยอดในอนาคต หรือบางคนที่เรียนจบมีวุฒิ ม.3 ม.6 หลายคนก็ไปเรียนปริญญาตรีต่อ ในสาขาวิชานี้ได้” 

วุ้นเส้น ยืน และณัฐ ทั้งสามคนต่างมองว่า วุฒิการศึกษานั้นสำคัญ โดยเฉพาะณัฐที่เคยมีประสบการณ์ชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคระบาดโควิด-19 เขาบอกว่า ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ทำให้เราต้องเรียนรู้ ศึกษาอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงโควิด ทำให้ณัฐมองว่าอาชีพหมอลำเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอด หากไม่มีวุฒิก็ไม่สามารถลาออกไปสมัครงานอื่นได้

“ช่วงนั้นลำบากมาก งานไม่มี รายได้หายไป กลับไปอยู่บ้าน ทำงานช่วยที่บ้าน รายได้ไม่เพียงพอ แต่ถ้าเรามีวุฒิเราจะทำอย่างอื่นได้ด้วย นี่คือสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจสมัครเรียน”

วุ้นเส้น – อารัญญา แสงใส

ส่วนวุ้นเส้นได้เล่าความฝันสูงสุดของเขาให้ฟังเมื่อครั้งยังไม่ลาออกจากโรงเรียน เธอบอกว่า เธอฝันอยากเป็นคุณครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพราะชื่นชอบตัวเลข แต่สุดท้ายเธอเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าความฝันตัวเอง จะเบนเข็มมาเป็นแดนเซอร์หมอลำได้ 

“อยากเรียนจนจบ ม.6 และอยากเรียนต่อสูงๆ หนูวางแผนไว้ว่าจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก่อน การเรียนนั้นสำคัญ หนูเป็นอีกคนที่ชอบเรียน พอมาทำงาน เราก็เริ่มคิดว่าจะทิ้งการเรียนจริงหรอ เพราะที่จริงก็อยากกลับไปเรียนอยู่เหมือนกัน” 

เราถามถึงความรู้สึกอันใกล้หากวันนั้นมาถึง วันที่พวกเขาสำเร็จการศึกษาและได้รับวุฒิอย่างใจหวัง พวกเขาอมยิ้มและตอบคำถามของเราอย่างตั้งมั่น ถึงครอบครัวอันเป็นที่รักที่รอคอยความฝันเช่นกันกับพวกเขาในวันที่เรียนจบและมีวุฒิ โดยเฉพาะณัฐที่ไม่เคยบอกกับครอบครัวมาก่อนว่าตัดสินใจสมัครเรียนต่ออีกรอบ มาถึงวันนี้เขาอยากบอกกับทุกคนว่าเขาได้กลับเข้าห้องเรียน ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออนาคต อย่างน้อยๆ ก็มีสิ่งที่มารองรับหากวันหนึ่งตัดสินใจไม่ไปต่อกับวงการหมอลำ หนุ่มน้อยกล่าวกับเราพร้อมน้ำตาที่กำลังไหลอาบสองแก้ม

“จะเอาวุฒิไปอวดตากับยาย อยากบอกท่านว่า ณัฐเรียนจบแล้ว สามารถหาอาชีพ หางานที่มั่นคงกว่านี้ ดูแลตัวเองได้ จุนเจือครอบครัวได้แล้ว”

สุดสายปลายทางของหลักสูตรห้องเรียนหมอลำ

ท้ายที่สุดทุกๆ การทำงานย่อมมีเป้าหมาย เราถามครูปริมว่าอะไรคือสิ่งที่เธอทำอยู่และในอนาคตสิ่งนี้จะออกดอกออกผลเช่นไร เธอบอกว่า ทั้งหมดคือการมองไปถึงอนาคตของเด็กๆ ตลอดการทำงานที่ผ่านมา เธอพบว่า เด็กหลายกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษามีสาเหตุไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากเรียน หลายคนอยากเรียนแต่บางช่วงบางจังหวะอาจไม่สอดคล้องกัน 

“จากที่เราทำมา รู้สึกว่านี่คือการเปิดโอกาส ช่วยเหลือ ถามว่าจะทำไปถึงไหน ก็จะทำให้ถึงที่สุด มอบโอกาส มอบทางเลือกในการศึกษา พอเห็นรอยยิ้ม เห็นแวววตาของเด็กๆ เป็นอะไรที่เรามีความสุข ได้มอบความสุขให้เขา เราเองก็มีความสุขไปด้วย”

ส่วนบอสแป้งในฐานะผู้ทำงานร่วมกับครูปริม เธอบอกว่าดีใจที่วันนั้นตอบตกลงและพาเด็กๆ สมัครเข้าร่วมโครงการ แม้ตอนแรกเธอจะตั้งคำถามต่อสิ่งนี้ว่าจะสามารถเป็นไปได้หรือไม่ แต่หลังจากที่ศึกษาดูก็พบว่าเป็นเรื่องที่ดีจึงตอบตกลง ทั้งยังเห็นว่านี่คือโอกาสของเด็กๆ ที่จะได้รับการศึกษาโดยไม่ต้องไปโรงเรียน สามารถศึกษาวิชาชีพไปพร้อมกับวิชาการได้พร้อมกัน 

“เราไม่เคยคิดมาก่อน ว่าหลังเวทีจะกลายเป็นห้องเรียนหมอลำ สมัยก่อนตอนที่เรายังเป็นเด็ก ยังไม่มีหลักสูตรนี้ แต่พอมาถึงยุคนี้ มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น นับว่าเป็นโอกาสอันดีมากที่ทุกคนจะได้เรียน ได้ศึกษาไปพร้อมๆ กับการทำงาน” 

เช่นกันกับแม่นกน้อย อุไรพร ที่บอกกับเราในตอนแรกว่า คณะหมอลำเสียงอิสานเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ ที่สอนทั้งวิชาชีวิตและมอบโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงวิชาการไปพร้อมๆ กัน

“ที่เรากำลังสอนนี่คือภาคปฏิบัติ คือการทำงานจริง เรียนรู้จริง เด็กๆ ที่มาอยู่กับเรา เราจะสอนให้เขาอดทน เพราะต้องอยู่กับคนหมู่มาก ธรรมดาที่จะมีแรงเสียดทาน มีความลำบาก ถ้าสอนแบบในโรงเรียนจะเป็นการสอนแบบวิชาการ แต่ถ้าอยู่กับเรา เราก็จะสอนการใช้ชีวิตจริง เพราะหมอลำเป็นอาชีพที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างชีวิตได้จริง”

คณะหมอลำเสียงอิสาน

ในความน่าสนใจของห้องเรียนหมอลำ เราถามถึงอนาคตและทิศทางการทำงานต่อของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ ครูปริมบอกว่า ในปีนี้จะมีโปรเจกต์ร่วมในการพัฒนาหลักสูตรเรื่องศิลปะการแสดง มีทั้งลิเก โนราห์ ที่อยู่ในแผนการร่างหลักสูตร เพราะทุกๆ วงการศิลปะการแสดงมีเด็กอยู่ในนั้น ซึ่งกระบวนการถัดไปศูนย์การเรียนรู้จะต้องถอดกระบวนการเพื่อออกแบบโครงร่างหลักสูตรเช่นกันกับหลักสูตรห้องเรียนหมอลำ 

“ตอนเริ่มหลักสูตรห้องเรียนหมอลำ เราออกแบบหลักสูตรให้มีหน้าฮ้าน บนฮ้าน หลังฮ้าน จำแนกออกเป็นองค์ประกอบเพื่อร่างหลักสูตร ส่วนลิเก โนราห์ ก็จะทำเหมือนกัน” 

เราทิ้งท้ายกับครูปริมถึงปัญหาเด็กหลุดจากระบบ ตัวเลขจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่าเด็กๆ ต้องออกจากโรงเรียนเพราะปัญหาที่ไม่ซ้ำแบบ ในฐานะครูผู้สอนในสถาบันการศึกษาทางเลือกเธอคิดเห็นเช่นไร อะไรคือการแก้ปัญหาที่ถูกจุด และไม่เพิ่มจุดที่เป็นปัญหาในอนาคต เธอตอบกลับโดยเร็ว เช่นกันกับจังหวะดนตรีที่กำลังบรรเลงบนเวทีขณะนี้

“การแก้ปัญหาอาจต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ ปกติเราจะชินแค่กับในห้องเรียน แต่ความจริงแล้วการเรียนรู้มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ ตามพื้นที่ชุมชน ตามสถานการณ์ การเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ ป่าชุมชน เหล่านี้เป็นการเปิดพื่้น

ที่การเรียนรู้ให้กว้างขึ้น”

คณะหมอลำเสียงอิสาน

เธอเสริมว่า อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ต้องอิงกับบริบทของผู้เรียนด้วย การปรับรูปแบบให้หลากหลาย ยืดหยุ่น ตามบริบทของผู้เรียน จะทำให้เด็กๆ สนใจใคร่รู้มากขึ้น อย่าง หมอลำที่ไม่มีการสอนในโรงเรียน ในส่วนนี้หลักสูตรอาจจะเพิ่มเข้าเพื่อให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับผู้เรียน ต้องวิเคราะห์ความสนใจของผู้เรียน เพราะผู้เรียนมีความหลากหลาย อาจเริ่มวิเคราะห์เป็นกลุ่มๆ และค่อยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มผู้เรียน


บทสัมภาษณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ The Isaan Record
เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท, ทิพวัลย์ โลหะสาร, สุภโชค จันทร์สกุล