‘เด็กต้องไม่หล่นหาย เพียงเพราะร่างกายไม่พร้อม’ ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ วิทยาลัยเทคนิคบางแสน

‘เด็กต้องไม่หล่นหาย เพียงเพราะร่างกายไม่พร้อม’ ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ วิทยาลัยเทคนิคบางแสน

‘โอกาสทางการศึกษา’ ที่เปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า ‘พิการ’ จาก ‘ภาระ’ เป็น ‘พลัง’ จากเด็กที่ไม่กล้าฝันถึงอนาคต สู่บัณฑิตที่พร้อมออกแบบชีวิตด้วยศักยภาพของตัวเอง

“ไม่อยากให้คิดว่าคนพิการเป็นภาระ  เขาคือคนที่สามารถเรียนรู้ได้”

ครูตาล นิรชา แซ่หลิ่ม  ครูผู้ช่วยงานบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคบางแสน เปิดใจถึงความรู้สึกที่อยากให้สังคมปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กพิเศษ-ผู้พิการ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองตามศักยภาพ ไม่ใช่กีดกันด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย

“คืออยากให้ทุกคนมองว่าเขาแค่เป็นเด็กคนหนึ่งที่สามารถเรียนรู้ได้เท่ากับพวกเรา  แค่มันอาจจะมีข้อจำกัดในด้านร่างกายเฉย ๆ เขาอาจจะใช้เวลาเยอะหน่อย แต่เขาก็สามารถเรียนรู้และทำงานได้เทียบเท่า ถ้าเราให้โอกาส…”

ครูตาล นิรชา แซ่หลิ่ม

วิทยาลัยเทคนิคบางแสน เป็นหนึ่งในสถาบันอาชีวศึกษาในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าที่สนับสนุนต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับ ปวส./อนุปริญญา (เรียน 2 ปี) แก่ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว, ทางการมองเห็น, ทางการได้ยิน/สื่อความหมาย, ทางสติปัญญา, ทางการเรียนรู้ และออทิสติก ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

“วิทยาลัยเราได้รับทุนจาก กสศ. ตั้งแต่รุ่นปี 2564 จนถึงปัจจุบันเป็นรุ่น 8 แล้วค่ะ  ปัจจุบันเด็กทุนฯ จะได้เรียนในสาขาการจัดการสำนักงาน เพราะว่าเด็กเมื่อเรียนจบเขาสามารถไปทำงานได้ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในภาครัฐก็เช่น สำนักงานเขต อบต. อบจ. หรือพวกเทศบาลต่าง ๆ ส่วนสถานประกอบการ เด็กสามารถไปอยู่ได้ในทุกฝ่าย เช่น ฝ่ายบุคคล การเงิน งานบัญชี เขาสามารถทำงานธุรการได้ แล้วก็ในส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ อย่างที่เรามีความร่วมมือด้วย เช่น บริษัทสยามมิชลิน เขาก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาไปฝึกงานและได้ทำงานจริง” 

ครูต้อย วิไลลักษณ์ ศรีวิชัย ครูชำนาญการ หัวหน้างานบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคบางแสน ให้ข้อมูลว่านักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษของ กสศ. มีอัตราการมีงานทำที่ค่อนข้างสูงประมาณ 95% พร้อมยกตัวอย่าง  ‘บอส’  อรุณชา  อ้ายซอง ผู้พิการทางการได้ยิน ที่ได้ไปฝึกงานที่บริษัทสยามมิชลิน จังหวัดระยอง ปัจจุบันได้รับเลือกเข้าทำงานแล้ว  

“ตอนได้ไปทำงานกับคนหูดี ผมก็มีความกังวลเล็กน้อยเรื่องของการสื่อสารครับ แต่ว่าเราสื่อสารโดยการเขียนครับ เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ ใช้ภาษาคือเข้าใจง่าย ๆ แล้วมีพี่เลี้ยงที่เป็นคนหูดีช่วยด้วย ก็ต้องปรับตัวพอสมควร แต่ทำได้ครับ” บอส เล่าผ่านครูล่าม ก่อนจะกล่าวถึงความรู้สึกว่า 

“ขอบคุณทุนนี้ที่ให้โอกาสพวกผม มันสำคัญกับผมมาก นอกจากจะทำให้ผมมีเงินเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น ยังมีเงินออมไปใช้จ่ายหลังจบการศึกษาด้วยครับ ตอนนี้ผมได้งานทำแล้ว ก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และวางแผนอนาคตต่อได้ครับ”

‘บอส’  อรุณชา  อ้ายซอง

ทางไกลไม่ใช่อุปสรรค ความยากอยู่ที่การทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง

ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ใช่แค่อุปสรรคทางด้านร่างกาย แต่ยังต้องเป็นผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ตามเกณฑ์ของ กสศ. การค้นหาเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อมาสมัครขอรับทุนในโครงการฯ จึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและเอาใจใส่ของครูเป็นอย่างมาก ครูต้อยเล่าถึงการทำงานในส่วนนี้ว่า นอกจากประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์แล้ว การประสานงานเครือข่าย และการลงพื้นที่คือหัวใจสำคัญ

“เราประสานงานผ่านโรงเรียนโสตศึกษาหรือโรงเรียนเด็กพิเศษ แล้วก็มีติดต่อไปทางครูแนะแนว อีกส่วนหนึ่งก็ประชาสัมพันธ์ไปทางท้องถิ่นต่าง ๆ พยายามให้เขาช่วยค้นหาเด็กในกลุ่มที่เรายังเข้าไปไม่ถึง หรือกลุ่มที่อยู่ไกล ๆ ค่ะ เด็กของเราก็เลยมาจากต่างจังหวัดเยอะ ทั้งภาคใต้ อีสาน เหนือ มาหมด เพราะว่าผู้ปกครองเห็นว่าเรามีหอพักให้ เราดูแลดีค่ะ” 

ครูต้อย บอกว่าการค้นหาเด็กแม้จะค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร แต่ความหนักใจอยู่ที่ทัศนคติของผู้ปกครอง ที่มองว่าเด็กพิการไม่จำเป็นต้องเรียนสูง ทั้งจากความกังวลว่าเด็กจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการมีงานทำหลังเรียนจบ

“บางครั้งพอเราไปดูสภาพบ้าน ผู้ปกครองเขาบอกเลยว่าเขาไม่มีเงินส่ง เรียนไปทำไม จบแล้วจะทำอะไรได้ เราก็บอกว่าจริง ๆ เด็กเขามีความสามารถนะ เราก็คุยกับผู้ปกครองว่า ถ้าเราไม่อยู่แล้ว เด็กจะอยู่ยังไง อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เล่าให้เขาฟัง คุยกัน สุดท้ายผู้ปกครองก็ยอมส่งมาเรียน เด็กบางคนเขาเก่ง แต่ผู้ปกครองยังคิดว่าเด็กทำอะไรไม่ได้” 

ครูต้อย วิไลลักษณ์ ศรีวิชัย

โอกาสนี้ ครูต้อยฝากถึงผู้ปกครองเด็กพิเศษ-ผู้พิการทุกคนว่า ให้เชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กและส่งเสริมให้เขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ด้วยตัวเอง

“จริงๆ อยากจะบอกผู้ปกครองว่า เด็ก..ถึงแม้เขาพิการ แต่เขาสามารถที่จะเรียนได้ แล้วก็ฝึกงานได้ ทำงานได้ เขาสามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมด อยากให้ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กเขาใช้ชีวิตของเขาให้เต็มที่ แล้วเราก็อยู่ข้างหลังคอยสนับสนุน” 

“ผู้ปกครองไม่ควรที่จะเก็บเด็กไว้ที่บ้าน ถึงแม้เขาจบ ม. 6 แต่ว่าศักยภาพการทำงาน ม. 6 กับ ปวส. ต่างกัน อยากให้อย่างน้อยเขาจบ ปวส. แล้วพอไปสมัครงาน สถานประกอบการจะยินดีรับมากกว่า  อย่างเด็กเรา ปวส. ได้ฝึกทั้งวิชาชีพ ทักษะชีวิต บริษัทเขาเชื่อมาตรฐานการศึกษาว่าเราเทรนเด็กมาดี เขาจะรับง่ายกว่าที่ผู้ปกครองพาไปสมัครเอง”  

ดูแลทุกมิติ พัฒนาเต็มศักยภาพ เตรียมเด็กจนพร้อมสู่โลกการทำงาน

แม้ว่านักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จะมีความพิการในหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยประสบการณ์ในการดูแลเด็กกลุ่มนี้มายาวนาน วิทยาลัยเทคนิคบางแสนมีระบบการดูแลและพัฒนาศักยภาพพวกเขาในทุกมิติ 

“เรื่องสวัสดิการของเด็ก อย่างที่พัก เราจัดสรรที่พักให้ในวิทยาลัย มีทีมครูที่อยู่แผนกแล้วก็ทีมครูในส่วนของ กสศ.ประมาณ 7-8 คนช่วยกันดูแล ในส่วนของการเรียนการสอน ในห้องเรียนเราก็จะมีครูผู้สอนปกติตามรายวิชา แล้วก็จะมี ‘ครูล่าม’ คู่กันทุกรายวิชา”

“ในส่วนของการดูแลสภาพจิตใจ วิทยาลัยเรามีการจัดอบรมสุขภาวะองค์รวมทั้งปี 1 และ ปี 2 ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า สารเสพติดต่าง ๆ โดยเราจะเชิญวิทยากรจากสาธารณสุขของจังหวัดชลบุรีเข้ามาอบรมให้กับเด็ก ๆ ค่ะ”  ครูต้อย อธิบาย

นอกจากนี้ทางวิทยาลัยยังได้จัดให้มีการเสริมทักษะอาชีพ เช่น การใช้  AI ในการทำงาน, ความปลอดภัยในสถานประกอบการ รวมไปถึง Soft  Skill  เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร รวมไปถึง ทักษะด้านการบริหารจัดการเงิน  เนื่องจากนักศึกษาทุนฯ ของ กสศ. นอกจากจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนแล้ว ยังได้ค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 7,500 บาทด้วย

“เราอบรมเกี่ยวกับทักษะการเงินให้กับเด็ก แล้วครูจะให้เด็กออมเดือนละ 1,000 บาท โดยให้เขาเปิดบัญชีเองออมเองนะคะ อย่างน้อยจบมาเขามีเงินก้อนหนึ่งเพื่อที่จะไปหางานทำ หรือเป็นทุนในการที่จะทำงาน “

นอกจากนี้ในส่วนของการฝึกงาน วิทยาลัยเทคนิคบางแสนมีการทำ  MOU กับสถานประกอบการหลายแห่ง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติและได้ทดลองใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวนักศึกษาแล้ว ยังทำให้สถานประกอบการเห็นว่านักศึกษาเหล่านี้สามารถเรียนรู้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ทางแผนกวิชาการจัดการสำนักงานมีการทำ MOU ทั้งกับภาคเอกชนอย่าง บริษัท สยามมิชลิน แล้วก็หน่วยงานของรัฐบาล เช่น พมจ. จังหวัด สำนักงานเขตต่าง ๆ ซึ่งในเทอมนี้ก็มีบริษัทที่เข้ามามากขึ้น เป็นบริษัทที่จำหน่ายอะไหล่รถยนต์ แล้วก็งานพวก IT เทคโนโลยีที่อยู่หลังบ้านค่ะ” 

“วิทยาลัยเราได้เปรียบตรงที่อยู่ในเขต ECC ค่ะ บริษัทจากประเทศจีนอย่างไฮเออร์กับซันโวด้าที่เพิ่งเข้ามาก่อตั้ง พอเขารู้ว่าเรามีเด็กพิการทางการได้ยิน เขาก็สนใจ เพราะเด็กกลุ่มนี้เขาเคลื่อนไหวได้ปกติ เป็นข้อได้เปรียบที่สามารถเข้าไปอยู่ในโรงงานได้ค่ะ“ ครูตาลให้ข้อมูล 

คืนความเชื่อมั่น เติมเต็มความหวัง จบแล้วเพิ่มโอกาสการมีงานทำ

จากวันที่เด็กเดินเข้ามาพร้อมกับการตีตราว่า ‘พิการ’ วิทยาลัยเทคนิคบางแสนได้คืนความมั่นใจให้กับพวกเขา ด้วยการมอบโอกาสทางการศึกษาที่ยืนยันว่า ทุกคนมีศักยภาพและพร้อมที่จะเปล่งประกายในแบบของตัวเอง ความหวังความฝันคือสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ 

ครูต้อย วิไลลักษณ์ เล่าว่าสถานประกอบการที่เคยรับนักศึกษาที่มีความต้องการพิเศษของวิทยาเทคนิคบางแสน ชมว่า “เด็กเก่ง สามารถทำงานได้ บางครั้งทำได้ดีกว่าคนทั่วไปอีกด้วย เพราะเขามีสมาธิ ตั้งใจ แล้วเขาก็มีเป้าหมายชีวิตว่าทำงานเพื่ออะไร บางคนวางแผนชีวิตดีกว่าเด็กทั่วไปด้วยซ้ำค่ะ” 

พร้อมกันนี้ครูต้อยยังชี้ให้เห็นถึงอนาคตที่เป็นไปได้ของนักศึกษากลุ่มนี้หลังเรียนจบ โดยยกตัวอย่าง บริษัท สยามมิชลิน (แหลมฉบัง, ระยอง) ที่ให้โอกาสนักศึกษาที่มีความต้องการพิเศษเติบโตในสายงานได้ไม่ต่างจากคนอื่น

“ทีมงานในบริษัทเขามีความเป็นกันเอง ให้ความเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าระดับหัวหน้างานหรือเด็กฝึกงานค่ะ ถึงเด็กเราจะพิการ แต่เวลาอบรมเขาอบรมร่วมกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด สวัสดิการ การเติบโตในหน้าที่การงาน คือเขาจะให้โอกาสกับเด็กพิการมาก” 

อย่างไรก็ดี  ครูตาลฝากความในใจถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ว่าอยากให้เปิดใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กพิเศษ-ผู้พิการ เพราะมากกว่าการสร้างงานสร้างรายได้ ยังเป็นสร้างความมั่นใจ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเขา และทำให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

“อยากจะบอกสถานประกอบการนะคะ อยากให้ใช้กฎหมายมาตรา 35 ที่รับคนพิการเข้าทำงานมากกว่าหักเงินเข้ากองทุน เพราะว่าเขาจะภาคภูมิใจที่ได้เงินจากความสามารถของตัวเอง แล้วก็สามารถที่เอามาใช้จ่ายในครอบครัว

แล้วก็อยากให้เชื่อมั่นว่าเขาสามารถทำได้ ถ้าคนในสถานประกอบการเปิดโอกาส  สถานประกอบการที่ยังไม่มีคนพิการเข้ามาทำงานอาจจะรับแค่เริ่มต้น 2 คน หรือ 4 คนนะคะ แล้วก็อาจจะให้วิทยาลัยช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ก่อน  เชื่อว่าเด็กสามารถอยู่ในสถานประกอบการได้ค่ะ” ครูตาล กล่าววิงวอน ในฐานะครูผู้ก้าวผ่านเส้นแบ่งความปกติละความพิการมาแล้ว 

“อย่างตัวเองเมื่อก่อนเคยสอนแต่เด็กปกติ ถ้าไม่ได้มาสอนเด็กพิการ เราจะไม่รู้เลย แต่พอเราได้มาสัมผัส ถึงเข้าใจว่าเขาสามารถเรียนรู้และทำอะไรได้ อย่างเด็กออทิสติกบางคนเขาก็สามารถไปทำงานที่โรงแรมใหญ่ ๆ ได้ ขอแค่สังคมให้โอกาส”

ครูตาล ย้ำว่า สิ่งที่เป็นความพิเศษของเด็ก ๆ เหล่านี้คือ ความมุ่งมั่น “เขามีความพยายามที่จะทำทุกอย่างให้เหมือนกับคนปกติ มันก็เลยทำให้เขามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง”

“เด็กบางคน ถ้าไม่มีทุน กสศ. เขาอาจจะไม่ได้เรียน เพราะบางคนอยู่กับครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ แล้วก็บางคนอาจจะอยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ แล้วก็อาจจะไม่มีเงินที่จะส่งลูกเรียน พอมีทุนนี้ เด็กก็มีสิทธิเข้าถึงโอกาสในการศึกษา เข้าถึงโอกาสในการทำงานหลังจบการศึกษา เป็นโอกาสที่ดีที่ครอบครัวที่ยากจนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ”