กสศ. ร่วมเวทีสภาพัฒน์ฯ แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดลำดับงบประมาณ เพื่อการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ตรงเป้าผ่าน Thailand Zero Dropout

กสศ. ร่วมเวทีสภาพัฒน์ฯ แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดลำดับงบประมาณ เพื่อการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ตรงเป้าผ่าน Thailand Zero Dropout

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อน “การลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่มีผลกระทบสูง” ผ่านโครงการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout บนเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้กรอบ EU-UNICEF Public Finance Facility ซึ่งจัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์การยูนิเซฟ และสหภาพยุโรป 

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบทเรียนและกรณีศึกษาจากหน่วยงานที่มีประสบการณ์ดำเนินงานจริง ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่มีผลกระทบสูงในประเทศไทย ผ่านการจัดลำดับความสำคัญและการวางแผนระยะปานกลางอย่างมีประสิทธิภาพ” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านนโยบายสังคม การศึกษา สาธารณสุข และหน่วยงานด้านงบประมาณจากทั้งภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ เข้าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานและข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกัน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า แนวทางการทำงานของ กสศ. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลและงานวิจัยเพื่อสะท้อนโจทย์สำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา วิกฤตเด็กและเยาวชนนอกระบบ รวมถึงผลกระทบจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” และ “กับดักความยากจนข้ามรุ่น” ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพแรงงานและศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การศึกษา คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการสะสมทุนมนุษย์ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน ประเทศที่ประชากรได้รับการศึกษาในระดับที่สูงกว่า มักมีรายได้ต่อหัวประชากรสูงตามไปด้วย” ดร.ไกรยส กล่าว

ข้อมูลเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า ประชากรไทยมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 9.32 ปี หรือราวระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แม้สูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ซึ่งล้วนลงทุนกับการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตประชากร” จากภาวะเกิดน้อย สูงวัย และยากจน โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4.1 แสนคนต่อปี จากที่เคยมากกว่า 1 ล้านคนเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานลดลง และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ในฐานะกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ

กสศ. จึงขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนรายบุคคล จากฐานข้อมูลนักเรียน 21 สังกัด ในระบบ Education Data Center (EDC) ของกระทรวงศึกษาธิการ และฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง เพื่อค้นหาเด็กอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษาหรือหลุดออกจากระบบทั่วประเทศ

ในปี 2565 กสศ. ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ “ราชบุรี Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ซึ่งบริษัทแสนสิริได้ระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพื่อสังคมวงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาจังหวัดราชบุรีเป็นต้นแบบ “เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์” ภายใน 3 ปี ก่อนต่อยอดสู่การขับเคลื่อนระดับชาติในชื่อ Thailand Zero Dropout

ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ กำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมขับเคลื่อน 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การค้นหาเด็กนอกระบบ การติดตามและช่วยเหลือรายกรณี การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และการส่งเสริมภาคเอกชนร่วมจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Learn to Earn

ภายหลังการยกระดับสู่นโยบายระดับชาติ กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศ Thailand Zero Dropout ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อใช้สำรวจ ติดตาม และวางแผนช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบแบบรายบุคคล โดยเชื่อมการทำงานของครู เครือข่ายการศึกษา ท้องถิ่น และสหวิชาชีพในระดับพื้นที่ ผ่านกระบวนการ “First Screen” ที่ลงพื้นที่สำรวจ ยืนยันตัวตน และออกแบบแนวทางช่วยเหลือให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

แนวทางช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการกลับเข้าสู่โรงเรียนปกติ การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” การเรียนผ่านศูนย์การเรียน โรงเรียนมือถือ บ้านเรียน หรือการฝึกอาชีพที่เชื่อมโยงกับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ 

ข้อมูลปี 2568 ยังสะท้อนว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาลดลงจากกว่า 1.02 ล้านคน เหลือประมาณ 8 แสนคน พร้อมช่วยจำแนกกลุ่มเด็กให้เห็นชัดขึ้น เพื่อออกแบบการจัดสรรทรัพยากรและมาตรการช่วยเหลือที่ตรงกับสภาพปัญหาของเด็กแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิด “All for Education: Education For All ที่ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนวาระการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกัน

คุณออเดรย์-แอนน์ โรเชลีมาร์ญ

ด้าน คุณออเดรย์-แอนน์ โรเชลีมาร์ญ (Ms. Audrey Anne-Rochelemagne) รองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของเวทีครั้งนี้ คือการผลักดันให้ข้อเสนอเชิงนโยบายถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยข้อมูลจากธนาคารโลกพบว่า เด็กที่เกิดในประเทศไทยวันนี้ เมื่ออายุครบ 18 ปี จะสามารถพัฒนาศักยภาพได้เพียง 61% ของศักยภาพเต็มเท่านั้น สะท้อนช่องว่างการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เริ่มตั้งแต่วัยปฐมวัย ปัญหาสำคัญ ได้แก่ ภาวะทุพโภชนาการ การเข้าไม่ถึงการศึกษาปฐมวัย และความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรุนแรงในกลุ่มเด็กยากจน เด็กชนบท และเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก ดังนั้น การปรับวิธีคิดเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การลงทุนในทุนมนุษย์อย่างมีเป้าหมาย เน้นคุณภาพ ความเสมอภาค และการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วน 

คุณเซเวอรีน เลโอนาร์ดี

ขณะที่ คุณเซเวอรีน เลโอนาร์ดี (Ms. Severine Leonardi) รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ คือการนำข้อมูล งานวิจัย และข้อเสนอเชิงนโยบาย ไปใช้ตัดสินใจเชิงงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรของรัฐ โดยต้องอาศัยทั้งการจัดลำดับความสำคัญ การวางแผนระยะกลาง และการประสานความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง

นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และผู้อำนวยการโครงการ ICAP กล่าวว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยถือเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” ของประเทศ เพราะช่วยเพิ่ม productivity ของประชากร และลดปัญหาสังคมในระยะยาว โดยอ้างอิงงานวิจัยของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ระบุว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยสามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ถึง 7–12 เท่าของเงินลงทุน แม้บริบทสังคมไทยจะมีความท้าทาย แต่หากมีการออกแบบกระบวนการที่เหมาะสมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จะสามารถเปลี่ยนเด็กไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน 

ด้าน รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและงานวิจัย และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้า กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ คือการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงจุดและสามารถวัดผลได้จริง โดยเฉพาะการลงทุนในเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นงานระยะยาวและไม่สามารถเห็นผลแบบ “Quick Win” ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ต้องอาศัยข้อมูล เครื่องมือวัดคุณภาพ และการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านเด็กปฐมวัยของประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลายภาคส่วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานข้อมูลและการใช้ข้อมูลในการทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดข้อมูลที่ครอบคลุมและตรงประเด็นมากขึ้น บางประเด็นสามารถผลักดันไปสู่นโยบายและการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมได้จริง ขณะที่บางเรื่องยังต้องการทั้งข้อมูล งานวิจัย และแนวคิดสนับสนุนเพิ่มเติมอีกหลายด้าน

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของการทำงานด้านเด็กปฐมวัย คือ “เรื่องคุณภาพ” แม้ประเทศไทยจะมีระบบดูแลเด็กปฐมวัยที่สามารถเข้าถึงเด็กได้จำนวนมาก แต่ยังขาดความชัดเจนในการนิยามและประเมินคุณภาพการดูแล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการวางแผนใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

“ความสำเร็จของการดูแลเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่นิยามได้ยาก บางมุมมองอาจวัดจากพัฒนาการทางร่างกาย เช่น ส่วนสูงและสุขภาพ ขณะที่บางมุมมองเห็นว่าต้องดูพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะการเรียนรู้ร่วมด้วย คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะออกแบบเครื่องมือวัดคุณภาพอย่างไรให้ตอบโจทย์การพัฒนาเด็กได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.วีระชาติ กล่าว

พร้อมระบุว่า การส่งเสริมงานวิจัย การพัฒนาฐานข้อมูล และการสร้างกลไกเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ยังเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานด้านทุนมนุษย์ เพราะจะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรและการดำเนินนโยบายมีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากขึ้น

“ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรลงทุนในทุนมนุษย์อย่างไรจึงจะคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด ซึ่งการลงทุนในเด็กปฐมวัยยังคงเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของเรื่องนี้” รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวทิ้งท้าย