วิชาปากท้อง วิชาชีพ วิชาความเป็นมนุษย์ : นิเวศการเรียนรู้ฉบับไททรงดำ แห่งพุนพิน สุราษฎร์
วัฒนธรรมให้เป็นอาชีพ เด็กทุกคนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเลี้ยงตัวเองได้

วิชาปากท้อง วิชาชีพ วิชาความเป็นมนุษย์ : นิเวศการเรียนรู้ฉบับไททรงดำ แห่งพุนพิน สุราษฎร์

มีเด็กกลุ่มหนึ่งในพื้นที่รอยต่ออำเภอพุนพินและตำบลทัพทวี จังหวัดสุราษฎร์ธานี รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ในระบบการศึกษา การเรียน 7-8 คาบต่อวันที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางทฤษฎี กลายเป็นกำแพงสูงชันที่ทำให้พวกเขาเลือกหันหลังให้โรงเรียน แล้วก้าวเข้าสู่โลกของ ‘เด็กนอกระบบ’ ทำงานรับจ้างตัดปาล์ม ทำสวนกรีดยาง ถูกตีตราในฐานะ ‘เด็กไม่ดี’ แทนที่การได้รับวุฒิการศึกษา และผลักดันตัวเองเข้าสู่ตลาดงานอื่นๆ ในอนาคตแบบที่เด็กส่วนใหญ่ทำ

ที่ชุมชนดอนมะลิ ในอำเภอพุนพิน ก็มองเห็นปัญหานั้น และเลือกให้ความสำคัญเรื่องการเรียนรู้ของเด็กนอกระบบผ่านสายใยของชุมชนชาติพันธุ์ไททรงดำ และการทำงานของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ในฐานะหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

จากวลีที่กล่าวว่า ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป หน้าตาหมู่บ้านจะไม่เหมือนเดิมแต่ที่ชุมชนดอนมะลิลูกหลานไททรงดำ กลุ่มชาติพันธ์ุที่ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ พยายามประคับประคอง ‘เด็กหลุดระบบ’ ในหมู่บ้านตัวเอง และพื้นที่รอบๆ ผ่าน การใช้ ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรมและชุมชนเป็นฐาน’ เพื่อสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและโอบรับเด็กทุกคน

ช่องว่างที่กว้างกว่ารั้วโรงเรียน

“เด็กกลุ่มนี้เขาไม่ไหวกับระบบที่ต้องเรียนวันละ 7-8 คาบ มันแน่นเกินไป เขาชอบการเรียนแบบ Action หรือปฏิบัติการมากกว่าทฤษฎี” 

‘ครูอู๊ด’ นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม

ครูอู๊ด-นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม แกนนำกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อดีตครูวิชาแนะแนว และเป็นผู้คลุกคลีกับเด็กเยาวชนนอกระบบมาอย่างยาวนาน เล่าถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างห้องเรียนในระบบกับเด็กเยาวชนในพื้นที่ตำบลทัพทวี และอำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี ที่นับเป็นกลุ่มเด็กชายขอบเมือง 

สาเหตุของการหลุดออกจากระบบมีความซับซ้อน ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเปราะบางของครอบครัว ไปจนถึงความรู้สึกแปลกแยกจากหลักสูตรแกนกลางที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตความเป็นจริง และความรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนกินไม่ได้ 

“เราพบว่าเด็กบางคนต้องออกจากโรงเรียนมาตัดปาล์ม มาช่วยงานโรงงาน เพราะชีวิตมันรอไม่ได้ แต่พอกลับไปเรียนในระบบ เขาก็ตามเพื่อนไม่ทัน กลายเป็นปมด้อยที่ทำให้เขาถอยห่างออกมาเรื่อยๆ” ครูอู๊ดอธิบายเสริมถึงวงจรที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนชายขอบของการศึกษา

เมื่อโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์จึงพยายามเปลี่ยนนิเวศการเรียนรู้ใหม่ โดยแปลงทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของไททรงดำเป็นรากที่แข็งแรงพอจะยึดเหนี่ยวเด็กๆ ไว้

เมื่อทุนวัฒนธรรม คือลมหายใจและอาวุธของชาวไททรงดำ ดอนมะลิ

ที่วัดดอนมะลิ มักจะมีเสียงแคนและจังหวะการย่ำเท้าในท่วงท่ารำไททรงดำ ออกมาจาก ‘ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ’ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของการศึกษาภูมิปัญญาไททรงดำในพื้นที่พุนพินแห่งนี้ 

เดิมทีกลุ่มชาติพันธ์ุไททรงดำ หรือลาวโข่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่สิบสองจุไทย หรือเดียนเบียนฟูในเวียดนามปัจจุบัน แต่ก็มีการเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ในภาคกลางหลักๆ จะอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี และในภูมิภาคอื่นๆ 

สำหรับกลุ่มไททรงดำในสุราษฎร์ธานีนั้น เกิดจากการขยับขยายที่ทำกินของชาวไททรงดำจากเพชรบุรีและราชบุรีในช่วงหลายสิบปีก่อน โดยอพยพลงมาทางใต้เพื่อแสวงหาพื้นที่อุดมสมบูรณ์ในการทำเกษตร จนมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่สองฝั่งแม่น้ำตาปีในที่สุด 

ในเขตพุนพินและทัพทวี ชาวไททรงดำรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในพื้นที่ หมู่ 1 และหมู่ 4 ตำบลทัพทวี และ ชุมชนดอนมะลิ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางในปัจจุบัน

วัดดอนมะลิ คือสถานที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำ  เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ไทดำให้ได้ศึกษาเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งจะล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่

“ถ้าเหตุการณ์ไม่บังคับเรื่องที่ดินนะ เราก็รำไม่เป็น เพราะมันรำยากมาก ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย แต่มันต้องใช้เพื่อยืนยันว่าเราอยู่ที่นี่มานาน”

ประโยคของยายเรียม-รัชนี ม่านสอาด ครูภูมิปัญญาไททรงดำ อายุกว่า 80 ปี กล่าวถึงภูมิปัญญาด้านการฟ้อนรำ ที่ยายเรียมอยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง 

ในพื้นที่ตำบลทัพทวี ตอนนี้ชุมชนไททรงดำกำลังเผชิญปัญหาการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ทับที่ดินทำกินของชาวบ้านกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาสำรวจภูมิปัญญาของตัวเองอย่างจริงจัง

อ้น-จันทรัตน์ รู้พันธ์ แกนนำชาวไททรงดำและสมาชิกกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อธิบายว่าข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ของชาวบ้านไททรงดำ มีภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมกว่า 200 ปีของชุมชนนี้เป็นจุดคานงัด และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านกฎหมาย

“การสู้เรื่องที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องโฉนด แต่มันคือการรักษาพื้นที่วัฒนธรรมและแหล่งรายได้เดียวของเรา ถ้าไม่มีที่ดิน วิถีชีวิตไททรงดำก็อยู่ไม่ได้” อ้นเล่า 

ก้อย-อิสรีย์ พรายงาม ทีมพี่เลี้ยงยุวชนสร้างสรรค์และแกนนำไททรงดำ กล่าวว่าสิทธิที่ดินทำกินกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของชีวิตคนไททรงดำที่นี่ เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คนในชุมชนไททรงดำที่ลืมเลือนท่าฟ้อนรำ อาหาร และภาษากลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง จนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาของไททรงดำได้ 

“ที่นี่ไม่ใช่แค่เด็กๆ หรือคนที่ต้องการศึกษามาเท่านั้น แต่ลูกหลานของไททรงดำที่ลืมวัฒนธรรมเราไปแล้วก็ได้กลับมาฟื้นสิ่งนั้นกลับคืน และอาจจะส่งต่อไปสู่ลูกหลานในอนาคตไม่ให้ความเป็นไทดำหายไป”

วัฒนธรรมไททรงดำจึงกลายเป็นอาวุธทางปัญญา ที่ใช้พิสูจน์กับภาครัฐว่าชุมชนไททรงดำตั้งถิ่นฐานที่พื้นที่แห่งนี้ และสืบทอดภูมิปัญญาต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะมีการขีดเส้นแบ่งในแผนที่ทางราชการเสียอีก

ทุนชีวิต ที่มีรากมาจากทุนทางวัฒนธรรม

ทุนทางวัฒนธรรมของไททรงดำไม่ได้มีไว้เพื่อการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังถูกแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิต’ ให้กับเยาวชนทั้งในและนอกระบบในพื้นที่ ผ่านการทำงานของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ หน่วยจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ (ABE)

ก้อย ในฐานะทีมพี่เลี้ยงกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ บอกว่ากระบวนการที่กลุ่มทำงานกับเด็กนอกระบบ ไม่ใช่การเดินไปบอกเด็กว่าต้องเรียนหนังสือ แต่เริ่มจากการปรับสายตาของคนในชุมชนเอง

‘ก้อย’ อิสรีย์ พรายงาม

เมื่อผู้ใหญ่ในชุมชนเลิกตัดสินและเริ่มรับฟัง กระบวนการจัดการศึกษาจึงเปลี่ยนจากการยัดเยียดเป็น ‘การสร้างพื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) ที่อนุญาตให้เด็กๆ ได้ลองผิดลองถูก และค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง

“ไม่รอให้เด็กเดินมาหา แต่ครูชุมชนและพี่เลี้ยงจะลงพื้นที่ไปหาเด็กถึงบ้าน สวนปาล์ม หรือโรงงาน หิ้วขนมไปฝาก นั่งคุยเพื่อติดตามชีวิตและการเรียนรู้” ก้อยเล่า 

ครูอู๊ด อธิบายเพิ่มว่าแม้ว่าเด็กในพื้นที่พุนพินจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรายได้ แต่อย่างน้อยถ้าได้วุฒิการศึกษาจะสามารถต่อยอดได้อีกไกล 

กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ แบ่งประเภทเด็กออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มเด็กเยาวชนที่สามารถกลับเข้าสู่โรงเรียนได้ ทั้งโรงเรียนปกติและโรงเรียน 3 ระบบ กลุ่มที่สองคือเด็กที่เข้าเรียนกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งเดิมคือ สำนักงาน กศน. และ โรงเรียนมือถือ และสามคือกลุ่มที่ยังไม่อยากเรียนต่อ จึงต้องเน้นการสร้างอาชีพ 

“เราพยายามออกแบบตารางเรียนตามวิถีชีวิตจริง หากเด็กต้องทำงานรับจ้างตัดปาล์ม ก็สามารถเรียนในช่วงเวลาที่ว่างได้ อาจจะส่งให้ไปเรียนโรงเรียนมือถือ หรือถ้าใครพร้อมที่จะกลับเข้าเรียนแบบปกติ เราก็จะแนะนำโดยพี่เลี้ยงที่ช่วยเด็กวางเป้าหมายชีวิต” 

ต้นทุนทางวัฒนธรรมไททรงดำ จึงกลายมาเป็นฐานการเรียนรู้เสริมเพิ่มเติมเข้าไปในส่งเสริมเด็กๆ ทั้ง 3 กลุ่ม  

ครูอู๊ดอธิบายว่า การศึกษาบนฐานชุมชนถูกจัดขึ้นโดยเอาความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง วิชาเป็นตัวประกอบ, ทั้งเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง ชุมชน ธรรมชาติ วัฒนธรรม นิเวศ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม, รวมถึงเพิ่มชุดความรู้ยุคปัจจุบัน สมัยใหม่เข้าไปอย่างจากการฟัง พูด อ่าน เขียน การวิเคราะห์ ฝึกอบรม ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ลงมือทำ ทดลองฝึก สร้างอาชีพ 

การเรียนรู้ภูมิปัญญาไททรงดำ ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ของเก่า แต่คือการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตจริงผ่าน 3 ฐานความรู้หลัก ซึ่งเด็กๆ จะมาเรียนศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ 

ฐานอาหาร คือวิชาปากท้อง ฐานลายผ้าและหัตถกรรม คือวิชาชีพ และฐานประวัติศาสตร์และสิทธิ คือวิชาความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดคือความรู้จากไททรงดำที่ครูภูมิปัญญาและทีมพี่เลี้ยงสอนแก่เด็กๆ 

อ๊อด-สุเดช หมู่กอง ทีมหนุนเสริมหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) และเป็นคนไททรงดำในชุมชนดอนมะลิ เล่าว่าในฐานการเรียนรู้อาหารภูมิปัญญา เด็กๆ ได้หัดทำน้ำพริกปลาร้า ผักจุ๊บ และแจ่วต่างๆ 

“ภูมิปัญญาที่เด็กชอบที่สุดคืออาหาร เพราะมันทำง่ายและได้ชิม พอเขาทำเป็น เขาก็รู้สึกว่าความเป็นไททรงดำมันอยู่ใกล้ตัวเขา”

นอกจากอาหาร ลายผ้าไททรงดำที่เคยอยู่แค่บนหมอนหรือเสื้อผ้า ก็ถูกนำมาตีโจทย์ใหม่ผ่านงานเย็บหน้าหมอนและหัตถกรรมที่สร้างรายได้จริงให้กับครอบครัว ทำให้เด็กเยาวชนมองเห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของคนแก่ที่น่าเบื่อ แต่เป็นต้นทุนที่ช่วยให้เขามีอาชีพและมีที่ยืนในบ้านเกิด

“อย่างการเย็บลายผ้าไททรงดำถูกยกระดับสู่การสร้างอาชีพ เด็กๆ ได้เรียนรู้การผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดสมัยใหม่” ก้อยกล่าว

ในวงรำไททรงดำที่จัดขึ้นกลางศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ  ยายเรียม ครูภูมิปัญญาที่ถนัดเรื่องท่าฟ้อนรำที่สุดเล่าว่าเด็กรุ่นใหม่รำฟ้อนแคน ที่เป็นท่ารำในวัฒนธรรมไททรงดำไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าารำไม่ได้แล้ว จะรำไม่ได้ตลอดไป

“มือแข็งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็อ่อนเองแหละ มันต้องฝึก” ยายเรียมกล่าว

สำหรับที่ชุมชนดอนมะลิ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไททรงดำ กว่า 200 ปี ได้กลายเป็นอาวุธในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในที่ดิน อีกด้านสิ่งนี้ได้แปลงเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กไม่หลุดหายไปจากชุมชน ซึ่งยายเรียมก็หวังว่าเด็กๆ จะเข้าใจ หวงแหน และได้ประโยชน์จากรากเหง้าของตัวเองในวันใดวันหนึ่ง