ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร เสนอ “รีดีไซน์งบการศึกษาปี 2570” แก้เหลื่อมล้ำโรงเรียนเล็ก–ห่างไกล
ย้ำคิดตามต้นทุนจริง เพิ่มอิสระบริหารปลายทาง

ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร เสนอ “รีดีไซน์งบการศึกษาปี 2570” แก้เหลื่อมล้ำโรงเรียนเล็ก–ห่างไกล

บนเวที “Policy Move: สูตรจัดสรรงบใหม่ ปี 2570 แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกล” ที่จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องเริ่มจากการ “มองความเป็นจริงในพื้นที่” โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น พื้นที่สูง ชายแดน หรือเกาะ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสูตรจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวที่ให้เท่ากันทุกโรงเรียน จนทำให้หลายแห่งไม่เหลืองบเพียงพอในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ดร.ศุภโชคสะท้อนว่า โรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกลจำนวนมากต้องประคองตัวภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บางแห่งต้องหาแหล่งทุนจากการทอดผ้าป่า หรือเผชิญภาวะขาดดุลจากค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละปี สะท้อนให้เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณที่ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่และขนาดโรงเรียน เป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสนอว่า สูตรจัดสรรงบใหม่ควรคำนึงถึงความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียนในการตัดสินใจบนฐานของ “ความเชื่อมั่น” เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“โรงเรียนเล็กไม่เพียงได้รับงบน้อยกว่า แต่ยังต้องเผชิญต้นทุนแฝงจากการอยู่ในพื้นที่เข้าถึงยาก ทั้งค่าขนส่งวัสดุ ค่าเดินทาง และค่าสาธารณูปโภค ซึ่งบางแห่งมีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของเงินอุดหนุน จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนพัฒนาคุณภาพในระยะยาว” 

ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์

ดร.ศุภโชค กล่าวต่อว่า งานวิจัยเชิงปฏิบัติการโครงการทดลองสูตรจัดสรรงบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (Equity-based Budgeting) ที่ กสศ. ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง 180 แห่ง เป็นเวลา 3 ปี โดยอิง “ต้นทุนจริง” ของแต่ละโรงเรียน พบว่า เมื่อโรงเรียนได้รับงบประมาณที่เหมาะสม ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้และการบริหารจัดการมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

“งานวิจัยสะท้อนว่า นโยบายที่ออกแบบจากฐานข้อมูลจริงสามารถตอบโจทย์พื้นที่ได้จริง ทั้งยังช่วยให้เห็นข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละโรงเรียน และออกแบบการสนับสนุนได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นความห่างไกล ความยากลำบากในการเดินทาง หรือฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียน ซึ่งควรถูกนำมาใช้เป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณเงินอุดหนุน”

พร้อมกันนี้ ยังเสนอว่า ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ รัฐควรปรับวิธีจัดสรรจากการให้ “เท่ากันทุกโรงเรียน” ไปสู่การ “จัดตามความจำเป็น” โดยอาจพิจารณาปรับลดสัดส่วนงบจากโรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตเมืองที่มีแหล่งสนับสนุน เพื่อนำไปเพิ่มให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก–ห่างไกลที่เผชิญปัญหารุนแรงกว่า เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้แก้จุดปัญหาสำคัญได้ตรงจุดมากขึ้น

นอกจากการเพิ่มงบประมาณแล้ว ดร.ศุภโชคยังย้ำว่า ภาครัฐควรจัดทำแนวทางหรือคู่มือการบริหารงบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กควบคู่กันไป โดยจากผลการวิจัยพบว่า เมื่อโรงเรียนได้รับทั้งงบประมาณและคำแนะนำด้านการบริหารจัดการ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และนำทรัพยากรไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

ในฐานะผู้ทำงานในพื้นที่มายาวนาน เขาย้ำว่า การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณเป็น “เรื่องเร่งด่วน” ที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีที่กระทรวงศึกษาธิการบรรจุประเด็นนี้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญในปีงบประมาณ 2570 แต่การออกแบบนโยบายจำเป็นต้องอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อสะท้อนความซับซ้อนของบริบทโรงเรียนแต่ละแห่งได้อย่างแท้จริง

อีกข้อเสนอสำคัญคือ การแบ่งเบาภาระต้นทุนพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งในหลายโรงเรียนมีสัดส่วนสูงเกินครึ่งของเงินอุดหนุน โดยอาจอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากสามารถลดภาระส่วนนี้ได้ จะทำให้โรงเรียนมีงบเหลือสำหรับพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้น

“ท้ายที่สุด การจัดการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เรากำลังพูดถึงความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และยกระดับศักยภาพของคนไทย โดยเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณการศึกษาอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และยั่งยืน” ดร.ศุภโชค กล่าว