หากมองอย่างผิวเผิน เมืองหาดใหญ่ดูเหมือนเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้วหลังเหตุการณ์น้ำท่วม บ้านเรือนถูกขัดและทาสีใหม่ ขยะตามถนนและตรอกซอยถูกขนย้ายไปทิ้งเรียบร้อยแล้ว และผู้คนก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่ลึกลงไป ผู้คนยังต้องเผชิญบาดแผลจากน้ำท่วมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
สำหรับหลายครอบครัว ชีวิตหลังน้ำท่วมคือการค่อยๆ ประกอบชีวิตกลับเข้าที่ แต่สำหรับบางบ้าน เหตุการณ์น้ำท่วมกลับเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของชีวิตที่ยากจะย้อนคืน โดยเฉพาะเด็กหลายคนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาจากอุทกภัยในครั้งนี้
น้ำท่วมไม่ได้พัดแค่ข้าวของ แต่ดูเหมือนจะพัดอนาคตของเด็กหลายคนไปด้วย

หาเด็กให้เจอและช่วยเหลือให้ทันท่วงที
“ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ เด็กจะมีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอยู่แล้ว” นิพนธ์ รัตนาคม ประธานมูลนิธิอาสาสร้างสุข และผู้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งวิกฤติการศึกษา จ.สงขลา กล่าวถึงประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่
จังหวัดสงขลามีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอยู่ราว 20,000 คน และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ยิ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิด ‘เด็กกลุ่มเสี่ยง’ จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อ เช่น ป.6 หรือ ม.3 ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เด็กหลายคนอาจเรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะความเปราะบางของชีวิตถูกซ้ำเติมด้วยน้ำท่วม
นิพนธ์อธิบายให้เห็นภาพว่า เรื่องที่หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เช่น ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนถูกน้ำท่วมเสียหาย กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กบางส่วนไม่มีความมั่นใจจะกลับมาเรียน และยิ่งอยู่ในช่วงรอยต่อของชั้นเรียน ยิ่งทำให้บางคนตัดสินใจจะไม่สมัครเรียนต่อในช่วงชั้นถัดไปเพราะปัญหาเรื่องการเงินของที่บ้าน

“พอน้ำท่วม ข้าวของทรัพย์สินหายไปกับน้ำหมด เด็กบางส่วนรู้สึกอายที่ต้องใส่ชุดนักเรียนที่เปรอะเปื้อนมาเรียน หรือต้องใส่ชุดไปรเวทมาเรียน แม้แต่บางส่วนพอต้องไปสมัครเรียนต่อ ม.1 เด็กก็รู้สึกว่าครอบครัวต้องมาเสียค่าใช้จ่ายกับตัวเขาในขณะที่บ้านพัง รถพัง พ่อแม่ก็ตกงานเพราะที่ทำงานไปไม่รอดเพราะน้ำท่วม เขาอาจจะรู้สึกไม่ดีจนไม่อยากเรียนต่อ หลายครอบครัวเดินมาถึงทางเลือกว่าจะให้ลูกเรียนต่อหรือใช้เงินซ่อมบ้าน ซึ่งชีวิตคนไม่ควรเดินมาถึงทางเลือกแบบนี้” นิพนธ์ลงรายละเอียด
แม้จะมีนโยบายเรียนฟรีซึ่งมีเงินอุดหนุนเครื่องแบบนักเรียน แต่เงินอุดหนุนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริง เด็กคนหนึ่งต้องใช้งบประมาณราว 2,000-3,000 บาทสำหรับเครื่องแบบทั้งหมด ในขณะที่มีงบประมาณค่าเครื่องแบบให้ประมาณหลักร้อยต่อเทอม และยิ่งน้ำท่วมพัดเอาชุดนักเรียนพวกเขาไปจนหมด การซื้อเครื่องแบบใหม่ของเด็กในกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจย่อมเป็นภาระน่าที่หนักหนา
นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ทางมูลนิธิอาสาสร้างสุขจัดตั้งศูนย์รับแจ้งวิกฤติการศึกษา จ.สงขลา เพื่อทำงานช่วยเหลือเด็กที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบในพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยนิพนธ์บอกว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการแจ้งเข้ามาขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 600 กรณี
“หลังน้ำท่วม เราประเมินกันว่าอาจมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาโดยเฉพาะเด็กช่วงชั้นรอยต่อ ดังนั้นเราต้องค้นหาเขาให้เจอโดยเร็ว แล้วช่วยให้เขาผ่านจุดวิกฤติตรงนี้ไปได้ บางครั้งเราต้องไปดูว่าเขาต้องได้รับความช่วยเหลือเรื่องไหนบ้าง ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางกรณีเป็นเรื่องการส่งเสริมอาชีพของครอบครัว บางกรณีเป็นเรื่องการช่วยซ่อมหรือสร้างบ้าน ซึ่งเราก็ระดมทรัพยากรจากหน่วยงานระดับจังหวัดนี่แหละมาช่วยเหลือกัน” นิพนธ์กล่าว
ทั้งนี้นิพนธ์กล่าวว่านี่เป็นเพียงการทำงานนำร่องเท่านั้น แต่ตอนนี้ในกระบวนการช่วยเหลือยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ และช่วยเหลือให้ดีและครอบคลุมด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จากการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานในจังหวัด

ในภาพรวมของเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาทั้งหมด นิพนธ์กล่าวว่าสิ่งที่ยังขาดคือกลไกในการชี้เป้า
“เรื่องของกลไกการช่วยเหลือในจังหวัดมีครบอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดกลไกการชี้เป้าว่าควรต้องทุ่มกําลังไปช่วยเด็กคนไหนในเวลาไหน และต้องช่วยเรื่องอะไรที่เป็นจุดคานงัดสำคัญ
“ถ้าเราค้นหาเขาเจอตั้งแต่ก่อนเสี่ยงหลุดจากระบบจะง่ายกว่าเยอะ ถ้าเราเจอเร็ว การช่วยเหลือครั้งแรกๆ อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินด้วยซ้ำนะครับ บางครั้งเป็นแค่การให้กําลังใจหรือช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ นี่คือกลไกการเฝ้าระวัง และบางครั้งก็ไม่ใช่แค่ว่าป้องกันไม่ให้เขาออกจากโรงเรียนนะ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาไม่เหมาะกับโรงเรียนนั้น เราก็สามารถหาสถานศึกษาหรือรูปแบบการศึกษาอื่นที่เหมาะกับเขาได้ ก่อนที่เขาจะหลุดหายไป” นิพนธ์กล่าวถึงประเด็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งเชื่อมโยงกับการศึกษาทางเลือกที่สามารถรองรับเด็กที่มีปัจจัยชีวิตแตกต่างหลากหลายด้วย
ประเด็นที่สำคัญในการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบคือ ต้องมีการรวบรวมข้อมูลที่ทันท่วงที เฝ้าสังเกตตั้งแต่ที่โรงเรียน เพื่อจะได้วางแผนช่วยเหลือเด็กทัน ไม่ใช่การรอเอาข้อมูลมารวมกันจากส่วนกลางปีละครั้ง ซึ่งเด็กหลายคนอาจหลุดหายไปไกลจนยากจะดึงกลับมาเรียน นิพนธ์มองว่าควรมีการบริหารจัดการฐานข้อมูลจังหวัด ซึ่งจะทำให้เจอเด็กกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น และช่วยเหลือเด็กได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ประเด็นเรื่องการเรียนต่อจนถึงการศึกษาภาคบังคับหรือไปต่อในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลสำคัญต่อความฝันและความหวังของเด็กที่มองเห็นว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นได้อย่างไร
“เวลาเราคุยกับเด็กว่าเขาอยากทำอาชีพอะไร ตอนที่เขาไม่มีวุฒิ แววตาเขาจะหดหู่เศร้าหมองมาก เหมือนว่าภาพฝันเขามีอยู่แค่นั้น จริงๆ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะไม่ว่าจะสมัครงานอะไรก็ไม่สามารถทำได้ เขามีความคิดแค่เป็นแรงงานนอกระบบ หาเช้ากินค่ำ รับจ้างทั่วไป แต่พอเขามีวุฒิ ม.3 เรากลับไปถามเขาอีกทีว่าอยากทำอะไร แววตาเขาเปลี่ยนไป ภาพฝันเขาเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าชีวิตมีตัวเลือกมากขึ้น เขาอาจได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมชีวิตจากการไปทำงาน พอเขาหลุดออกจากสภาพแวดล้อมเดิมที่มีความเสี่ยง ชีวิตเขาก็อาจดีขึ้น” นิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน หนึ่งในตัวละครสำคัญของการช่วยเหลือโอบอุ้มเด็กก็คือโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็น ‘ด่านแรก’ ที่ช่วยดูแลความเป็นไปของเด็กได้ตั้งแต่ในห้องเรียน และยิ่งมีความสำคัญขึ้นมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ
นาตยา อดิศัยนิกร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าไทร เป็นหนึ่งในอาสาสมัครค้นหาประชาสัมพันธ์ข่าวช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ เครือข่ายโรงเรียนคลองแห-คูเต่า อ.หาดใหญ่ ฉายภาพให้เห็นการทำงานดูแลเด็กในช่วงน้ำท่วมได้อย่างดี
โรงเรียนบ้านท่าไทรเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่เปิดเรียนเป็นที่แรกๆ หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 และยังมีนโยบายติดตามเด็กอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงหลังน้ำท่วม เพื่อให้ช่วงรอยต่อนี้เด็กไม่หลุดหายไป
“หลังน้ำลดเรานัดกับครูมาเจอกันที่โรงเรียน แล้วชวนกันไปที่ศูนย์ช่วยเหลือที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อที่จะเอาข้าวของมาให้เด็ก เพราะถ้าเราไม่มีของช่วยเหลือเด็ก เด็กไม่มาโรงเรียนแน่ พอหายไปนานๆ ก็อาจจะหายไปเลย ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราทำอย่างแรก แล้วพอเด็กมาโรงเรียน พ่อแม่ก็จะได้มีเวลาไปฟื้นฟูบ้าน หาอาชีพ ไม่ต้องมากังวลว่าต้องหาข้าวให้ลูกกิน เพราะเดี๋ยวโรงเรียนหาให้ โรงครัวเป็นอาคารแรกที่เราล้าง เพื่อทำอาหารให้เด็ก และเขายังเอาอาหารกลับไปให้ครอบครัวได้ด้วย” ผอ.นาตยาเล่า
“เด็กบางคนมาโรงเรียนไม่ได้เลยเช่นเด็กที่อยู่ในชุมชนไกลโรงเรียน เราก็มีรถไปรับส่งเขาประมาณสองอาทิตย์หลังน้ำลด ช่วยรับส่งระหว่างเขารอซ่อมรถเสร็จ อย่างน้อยให้เด็กมาโรงเรียน มีข้าวกินก่อน แล้วเราไม่ได้มาถึงแล้วสอนวิชาการเลยนะ เรามาฮีลใจกันก่อน ให้เขามาเล่นกับเพื่อน ใส่ชุดไปรเวทมาได้เลย เด็กส่วนมากแค่ล้างบ้านตัวเองก็เหนื่อยแล้ว เราเลยบอกเด็กว่าไม่ต้องมาล้างโรงเรียนแล้ว เพราะครูและอาสาสมัครทำให้หมดแล้ว หนูมาได้เลย โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็อยากมาโรงเรียนกัน” ผอ.นาตยาเล่าถึงช่วงเปิดเทอมแรกๆ หลังน้ำท่วม ซึ่งทำให้เด็กยังรู้สึกเชื่อมโยงกับโรงเรียนได้ เพราะโรงเรียนไม่ผลักไสเขา

เมื่อขยับไปที่ภาพใหญ่เรื่องการโอบอุ้มเด็กในสภาวะทั่วไป ผอ.นาตยาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความใส่ใจเด็กตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งจะเป็นปราการสำคัญที่ทำให้เด็กไม่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ทั้งนี้วิธีคิดของครูในการเข้าใจเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก
“ครูต้องยอมรับในความเป็นตัวเด็ก พร้อมให้โอกาสเขาในการเรียนรู้ และต้องรู้ว่าทุกคนทำผิดพลาดได้ ครูต้องเปิดใจแล้วคุยกับเขาว่าต้องแก้ไขแบบไหน ทำอย่างไรจะดีขึ้นได้ ที่สำคัญคือเราต้องทำให้เด็กมีความสุขเวลาอยู่โรงเรียน ให้ครูและโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขา และพร้อมจะสนับสนุนเขาในช่วงรอยต่อสำคัญของชีวิต” ผอ.นาตยากล่าวสรุป
กอบกู้บ้าน สร้างความฝัน
“หนูชอบส่วนนี้ของบ้านที่สุด เพราะเป็นที่ที่ครอบครัวได้นั่งดูทีวีด้วยกัน” เกรซ วัย 19 ปี พูดระหว่างพาเดินดูบ้านที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากน้ำท่วม พื้นที่โปรดของเกรซตอนนี้ไม่มีหลังคาปกคลุม ตรงผนังมีกรอบรูปทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเกรอะฝุ่น บนพื้นมีข้าวของจิปาถะวางอยู่ทั่ว แต่ไม่มีโทรทัศน์ตั้งอยู่ในห้องนั้น
“ทีวีไปกับน้ำแล้วค่ะ” เกรซเล่าเสียงเรียบแล้วยิ้มบาง นั่นหมายถึง ‘พื้นที่นั่งดูทีวี’ ของครอบครัวก็หายไปกับน้ำด้วย
บ้านของเกรซตั้งอยู่ที่ชุมชนสัจจกุลอยู่ริมทางรถไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมที่แรกในหาดใหญ่และจมลึกมากที่สุดเพราะเป็นแอ่งรับน้ำ บ้านของเกรซถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา เธอโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานรับจ้าง มีพี่น้องสามคน เกรซเป็นลูกสาวคนโต

ในช่วงน้ำท่วม พ่อแม่ส่งเธอกับน้องไปอยู่กับญาติที่สงขลา ส่วนพ่อแม่อยู่ตรงรางรถไฟเก่าบนเนิน จำต้องยอมปล่อยให้บ้านทั้งหลังจมอยู่ใต้บาดาลอยู่สองสัปดาห์
ตอนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เกรซเรียนอยู่ชั้น ปวช. ที่สงขลา กำลังจะเริ่มสอบเข้าเรียนต่อชั้น ปวส. ซึ่งเกรซคิดไว้แล้วว่าจะเรียนต่อที่เดิม แต่พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ทำให้ครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินครั้งใหญ่ เธอก็เกิดกังวลที่จะเรียนต่อขึ้นมา
“ตอนนั้นหนูอยากเรียนต่อ แต่กังวลมากเพราะน้ำท่วม เสื้อผ้าก็ไปกับน้ำหมด ถ้าเรียนต่อก็มีค่าใช้จ่ายเยอะแยะ ไหนจะค่าซ่อมบ้าน ค่าอุปกรณ์การเรียน ห่วงน้องด้วย อยากให้น้องได้เรียนต่อ” เกรซเล่าถึงเหตุการณ์ตอนน้ำท่วม แต่เธอก็ผ่านมันมาได้ด้วยการปรึกษาพ่อแม่ เธอเริ่มแก้ปัญหาเรื่องชุดนักเรียนด้วยการยืมเพื่อนมาใส่ก่อน และตัดสินใจสอบเรียนต่อในชั้น ปวส. ปัจจุบันเกรซเรียนสาขาการบริหารคหกรรมศาสตร์ที่วิทยาลัยในสงขลา สิ่งที่เธอชื่นชอบคือการจัดดอกไม้

ความฝันของเกรซคือการเรียนจบแล้วออกมาเปิดร้านจัดดอกไม้เล็กๆ ของตัวเอง เธอบอกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้เธอกังวลกับอนาคตการเรียน แต่ครอบครัวก็ทำให้เธอผ่านพ้นมาได้
ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการเรียน มีทั้งพ่อแม่และลุงให้การช่วยเหลือ แต่เกรซก็หารายได้เพิ่มด้วยการทำงานร้านดอกไม้ซึ่งเป็นธุรกิจที่บ้านเพื่อน ทำให้เธอสามารถพยุงชีวิตต่อไปได้ ทั้งหมดนี้เธอทำด้วยความคิดที่ว่า “สู้เพื่อให้น้องได้เรียน” เพราะเธอเป็นลูกคนโต

น้องชายคนเล็กของบ้านชื่อแกรนด์ เขาเองก็อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อตอนที่เกิดน้ำท่วม กำลังจะเรียนจบชั้น ม.3 แต่ต้องมาเจอน้ำท่วมเสียก่อน แกรนด์เล่าว่าวันที่น้ำท่วม เขาหยิบชุดนักเรียนไปด้วยหนึ่งชุดก่อนจะหนีน้ำไปอยู่กับลุงที่สงขลา แต่อุปกรณ์การเรียนและชุดอื่นๆ หยิบไปไม่ทัน ทั้งหมดถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งสิ้น
เมื่อเหตุการณ์เริ่มทุเลา ที่บ้านก็สนับสนุนให้เขาเรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิม แกรนด์บอกว่า “ผมคิดจะเรียนต่อ เพราะโรงเรียนให้ใส่ชุดบ้านไปได้” ความฝันของเขาคือการเรียนให้สูงเท่าที่จะเป็นไปได้ ตอนนี้เขาสนุกกับการเตะฟุตบอลและรับมือกับเรื่องน้ำท่วมได้ดีขึ้นบ้างแล้ว
ในขณะที่รุจิมาน พ่อของเกรซและแกรนด์ยังเล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมด้วยน้ำเสียงและแววตาของความเศร้าใจ
“ตอนน้ำลดเหลือเท่าเข่า ผมเดินลงมาดูที่บ้าน เปิดประตูมาสตั๊นเลย มันพังหมดเลยครับ ไม่รู้จะเริ่มต้นจากไหนก่อน ตอนนั้นนึกในใจว่าถ้าบ้านเราอยู่สภาพนี้ ลูกคงกลับมาไม่ได้อีกหลายวัน โรงเรียนก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ผมเลยตั้งสติแล้วเคลียร์ของในบ้าน อันไหนไม่จำเป็นทิ้งหมดเลย ตอนนั้นคือทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกกลับมา กลัวลูกเรียนไม่ทัน เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์โควิดมาแล้ว ถ้าเด็กไม่ได้เรียนแล้วไม่มีความรู้ ชีวิตเขาจบเลยนะ ถ้าไม่ได้เรียนเดี๋ยวก็ต้องไปแบกของเหมือนผมอีก ผมอยากให้ลูกเรียนสูงที่สุด” รุจิมานเล่า

รุจิมานเคยทำงานที่ร้านทำอลูมิเนียม แต่ก็ตัดสินใจลาออกจากงานหลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพราะงานต้องเดินทางห่างบ้านตลอด แต่จิตใจเขากังวลอยู่กับครอบครัว เป็นห่วงแม่ เป็นห่วงลูก บ้านก็ยังเคลียร์ไม่เสร็จจนถึงวันนี้ หลังคายังรั่ว ห้องยังนอนไม่ได้ การซ่อมแซมต้องทำอีกมหาศาล ในขณะที่เขาก็กลัวว่าถ้าน้ำหรือพายุมาอีกจะไม่มีคนดูแลบ้านได้ทันท่วงที
“น้ำท่วมทีเดียวไม่เหลืออะไรเลย ที่เห็นสภาพตอนนี้คือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของบ้านเดิม” รุจิมานพูดพลางชี้ไปที่สภาพบ้าน
น้ำท่วมใหญ่สร้างแผลลึกในใจรุจิมาน เขาเองอยากหางานที่ทำที่บ้านได้เพราะอยากดูแลบ้าน ทางทีมมูลนิธิอาสาสร้างสุขจึงช่วยเอาเป็ดมาให้ 50 ตัว เพื่อที่รุจิมานจะเลี้ยงแล้วเอาไข่ไปขาย อย่างน้อยก็เป็นรายได้ให้ครอบครัวได้ ในขณะที่ภรรยาก็ออกไปทำงานเช่นเดียวกัน

ความฝันของรุจิมานเรียบง่าย เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข
“ผมอยากให้ลูกเรียนหนังสือ ไม่ต้องถึงกับเก่งมาก แต่ให้เขามีงานดีๆ เลี้ยงตัวเขาได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ผมก็พอใจแล้ว” รุจิมานกล่าว โดยมีเกรซและแกรนด์ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ส่วนลูกคนกลางไม่ได้อยู่บ้านเวลานี้
เสียงรถไฟวิ่งผ่านตามตารางเวลาที่บ้านหลังนี้คุ้นชิน ชีวิตพวกเขายังต้องสู้อีกหลายขยัก โดยเฉพาะชีวิตของเด็กๆ ที่ต้องผ่านอีกหลายช่วงรอยต่อของชีวิต แต่พวกเขายืนยันตรงกันว่าเพราะมีกันและกัน จึงทำให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากได้
ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเกรซแกรนด์เท่านั้น แต่ยังมีบ้านของโซดาและน้ำแข็งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักด้วย บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในชุมชนชายคลอง ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ คุณยายวรรณี ในวัย 67 ปี ซึ่งน้ำแข็งและโซดาเรียกว่า ‘แม่’ เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ทำอาชีพตัดยางเพื่อเลี้ยงดูหลานสองคนจนเติบโต

โซดาเพิ่งเรียนจบ ปวส. ด้านโลจิสติกส์ ส่วนน้ำแข็งเพิ่งเรียนจบชั้น ม.6 กำลังจะเข้าเรียนชั้น ปวส. ด้านไอที
ช่วงน้ำท่วม ยายวรรณี ลูกสาว หลานอีกห้าคน และญาติที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต้องหนีน้ำท่วมไปอยู่ที่อื่นก่อน เมื่อกลับมาบ้านอีกครั้งตอนน้ำลด พวกเขาก็พบว่าบ้านเกือบทั้งหลังหายไปพร้อมน้ำแล้ว เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การเรียน โต๊ะเตียง ข้าวของเครื่องใช้ เรียกได้ว่าทุกอย่างสูญไปกับน้ำจนหมดสิ้น เหลือเพียงสิ่งของเปื้อนโคลนที่เอาไปทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ระเนราด ไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่ความทรงจำ” ยายวรรณีเล่า
หลานสาวสองคนที่อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อ ต้องเผชิญกับความสูญเสียนี้เช่นเดียวกัน น้ำแข็งในวัยใกล้ 18 ปีที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อบอกว่าตอนน้ำท่วมเธอห่วงชุดนักเรียน เสียดายเสื้อผ้าและคอมพิวเตอร์ที่สุด

บ้านที่หายไปเกือบทั้งหลัง ตอนนี้กำลังมีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยมีทีมของมูลนิธิอาสาสร้างสุขเข้าช่วยเหลือร่วมกับผู้สนับสนุนอื่นๆ เพราะกรณีบ้านของน้ำแข็งโซดานั้นคือบ้านหายไปจนเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น การบูรณะและล้างบ้านจึงไม่อาจแก้ไขให้สภาพบ้านกลับมาดังเดิมได้ทั้งหมด แต่ต้องสร้างโครงขึ้นมาใหม่
เด็กทั้งสองตั้งใจและมุ่งมั่นจะเรียนต่อ เพราะเธอเชื่อว่าการศึกษาจะพาชีวิตที่ดีกว่ามาให้ได้ แต่แน่นอนว่าการจะผ่านอุปสรรคชีวิตครั้งนี้ไปได้ย่อมต้องการการช่วยเหลือทั้งในแง่กำลังใจและการช่วยเหลือในเชิงระบบด้วย
ในบ้านที่ยังซ่อมไม่เสร็จ เด็กบางคนกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของชีวิต และไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสก้าวข้ามมันไปได้