เปิดข้อค้นพบเยาวชนจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจน จังหวัดศรีสะเกษ
หลังสิ้นสุดปลายทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6/ปวช.3)
…ใครจะไปทำอะไรกันบ้าง?
‘ยะ’ ที่กำลังจะจบ ปวช.3 บอกว่าถึงตายายไม่มีเงินส่ง เขายังวางแผนเรียนต่อ ปวส. โดยจะทำงานเต็มเวลา เพื่อส่งตัวเองเรียนหลักสูตรภาคค่ำ
‘หนิง’ ตัดสินใจว่าจบ ม.6 จะทำงานโรงงาน และถ้าเก็บเงินได้ ปีหน้าหรือปีถัด ๆ ไปถึงจะคิดเรื่องเรียนต่อ
‘เกด’ เพิ่งตัดใจสละสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง แม้จะผ่านรอบสอบสัมภาษณ์ เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีกำลังส่ง
…ยังมีอั้ม นุ่มนิ่ม และปีใหม่ ที่อีกไม่กี่อาทิตย์จะจบ ม.6 แต่ต่างก็คิดว่าจะหางานทำ เพราะมองไม่เห็นทางไปต่อ
…มีแนน มีปิ่น และกุ๊กกิ๊ก ที่ได้แต่มองเพื่อน ๆ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ขณะตัวเองมีแต่รู้สึกไม่แน่ใจ ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าชีวิตจะพัดพาไปตรงไหน
…มีบุ๋มบิ๋ม ที่เสียเวลา ม.6 ครึ่งหนึ่งไปในศูนย์อพยพ จนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่นกับการไปต่อในปีการศึกษาหน้า
เด็ก ๆ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบพร้อมกันในปีการศึกษา 2568 และมีฐานคุณสมบัติเดียวกันคืออยู่ในเกณฑ์เรียนดี มีเกรดเฉลี่ยสะสม 5 เทอมที่ 2.80 ถึงเกือบ 4.00 บางคนเป็นประธานนักเรียน เป็นจิตอาสาของชุมชน และเป็นเยาวชนผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสายงานที่สนใจ จนมีฐานทักษะเฉพาะทางระดับหนึ่ง
หากเมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดเส้นทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน บริบทชีวิตของแต่ละคนก็กลับกลายเป็นข้อแม้อุปสรรค ที่พาน้อง ๆ เหล่านี้เคลื่อนมาอยู่ ณ จุดเดียวกัน คือต่างมองไม่เห็นทาง ว่าจะพาตัวเองข้ามรอยต่อทางการศึกษาได้อย่างไร?

‘รายได้ครอบครัวคือกำแพงกั้นไว้ไม่ให้ไปต่อ’
จากอุบลราชธานีถึงศรีสะเกษ ถนนทอดยาวเปลี่ยนผ่านทิวทัศน์จากฉากเมืองเป็นทุ่งกว้างสุดตา มองเห็นทิวเขาพนมดงรักที่ขีดเส้นชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ไกล ๆ พาเราไปยังอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ และวกกลับมาที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ติดตามภารกิจคัดกรองนักศึกษา โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 8 ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ กสศ. กับสถาบันการศึกษาสายอาชีพในพื้นที่ ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ (วษท.ศรีสะเกษ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (NU UBU) และ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี (วสส. อุบล ฯ) ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาพืชศาสตร์และสัตวศาสตร์ หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล (PN) และ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ เพื่อค้นหาเยาวชนที่มีคุณสมบัติตามหลักสูตร เข้าเป็นนักศึกษาทุนในปีการศึกษา 2569

สามวันกับระยะทางรวมกว่า 700 กิโลเมตร คณะทำงานลงพื้นที่เก็บข้อมูล ผ่านการพบปะพูดคุยกับเด็กและผู้ปกครองจาก 12 ครัวเรือน นำมาซึ่ง ‘ส่วนหนึ่งของข้อค้นพบ’ ของเยาวชนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงไม่ได้ไปต่อในปีการศึกษาหน้า โดยเมื่อมองที่ ‘จุดร่วมของลักษณะครอบครัว’ จะพบว่ามีถึงห้าคนที่มีผู้ปกครองเป็นผู้สูงอายุ (ปู่ย่าตายาย) สองคนจากห้าคนมีเพียงย่าหรือยายเป็นผู้ปกครองลำพัง ส่วนน้อง ๆ จากอีกห้าครอบครัวอาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ และมีสองคนในกลุ่มนี้ที่มาจากครอบครัวพ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยว

ข้อมูลที่แสดงถึงนัยสำคัญต่อโอกาสการศึกษา คืออาชีพของผู้ปกครอง ที่สิบจากสิบสองครอบครัวบอกว่า มีรายได้หลักจากงานรับจ้างทั่วไป สะท้อนถึงรายรับที่ไม่ประจำ แต่จะได้ตามวาระ ตามฤดูกาล หรือตามแต่โอกาส บางครอบครัวจึงมีรายได้ต่อเดือนเพียง 3,000 บาทต่อสมาชิก 3-4 คน บ้างมีรายรับเพียง 3-4 ครั้งต่อปี เฉลี่ยครั้งละ 8,000-14,000 บาท ต่อสมาชิก 4 คน
และจากทั้งสิบสองครัวเรือน มีผู้ปกครองจากบ้านเพียงสองหลัง ที่มีอาชีพ/รายได้จากงานประจำ อย่างไรก็ตามเมื่อวัดด้วย *เกณฑ์คัดกรองรายได้ (PMT: Proxy Means Test) โดยนำรายได้ทั้งหมดหารกับจำนวนสมาชิกครอบครัวแล้ว ยังพบว่าค่าเฉลี่ยรายได้ครัวเรือนยังปริ่มอยู่ตรงเส้นความยากจน ที่ราว 3,000 บาทต่อคน/เดือน หรือ 36,000 บาทต่อคน/ปี
*ตัวอย่างเกณฑ์วัด PMT: รายได้ทั้งหมดของครอบครัวเฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท หารด้วยสมาชิกครอบครัว 5 คน (พ่อ แม่ ลูก ตา ยาย) = 2,400 บาท ต่อคน/เดือน ซึ่งจะต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ขีดไว้ที่ 3,000 บาท ต่อคน/เดือน
ขณะที่ข้อมูลด้านการศึกษาชั้นสูงสุดของผู้ปกครองพบว่า มีผู้ปกครองจากสองครอบครัวที่จบการศึกษาสูงกว่าชั้นประถมศึกษา และผลสำรวจยังชี้ว่า มีผู้ปกครองเพียงคนเดียวจากการสำรวจบ้านสิบสองหลัง ที่ข้ามผ่านรอยต่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6/ปวช.3) ไปได้ โดยจบการศึกษาที่ระดับชั้นอนุปริญญา

การพูดคุยกับน้อง ๆ ที่กำลังจะจบชั้น ม.6 และ ปวช.3 ทั้งสิบสองคน ยังทำให้ทราบว่าเกินครึ่งหนึ่งของเด็ก ๆ เคยเห็นพี่หรือน้องยอมถอดใจไม่เรียนต่อเพราะติด ‘เพดานรายได้ครัวเรือน’ ซึ่งปัจจัยเดียวกันนี้กำลังค่อย ๆ กดทับในใจน้อง ๆ ให้กังวลกับการศึกษาต่อ จนไม่กล้าตัดสินใจสมัครสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือบางคนก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยทิ้งเกรดเฉลี่ยสะสมระดับสามกว่าและความหวังความตั้งใจไว้เบื้องหลัง
‘เมื่อหลายเส้นทางฝันอาจต้องสิ้นสุด ณ จุดเดียวกัน’
‘ยะ’ กลับบ้านเทอมละสองครั้ง เขากินนอนที่วิทยาลัย ใช้เวลาส่วนใหญ่ใน ‘ฟาร์มพืช’ เรียนรู้พันธุ์ไม้ และรับงานออกแบบภูมิทัศน์ จัดสวน-จัดดอกไม้จากอาจารย์ เพื่อให้มีค่ากินอยู่ประจำวัน แบ่งเบาภาระตายายที่มีกำลังจ่ายแค่ค่าเล่าเรียน ด้วยรายได้จากการทำนาปีละสองครั้ง
ยะกำลังจะจบ ปวช.3 ด้วยผลการเรียนระดับสามกลาง ๆ แต่เขารู้ว่าการเรียน ปวส. ต้องใช้เงินอีกมาก และตายายก็คงสุดกำลังแล้ว ถ้าไม่มีทุนสนับสนุน ยะบอกว่าทางเดียวที่จะเรียนต่อ คือเขาต้องทำงานเต็มเวลา แล้วย้ายไปลงเรียนหลักสูตรภาคค่ำหรือเสาร์-อาทิตย์ ที่เปิดสอนสำหรับคนทำงาน
ยะพูดถึงอนาคตไม่ไกลจากนี้ ว่า “ผมรู้ว่าจะเรียนต่อไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตอนนี้ยังไม่สุดทาง ก็ต้องตั้งความหวังไว้ก่อนครับ” ก่อนเผยความฝัน ว่าอยากมีฟาร์มเกษตรผสมผสานของตัวเอง ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้และเงินทุนไม่น้อย ยะจึงตั้งใจจะเรียนให้สูงที่สุด เพื่อขยับเข้าใกล้ฝันให้มากขึ้น และหวังว่าเมื่อถึงวันนั้น เขาจะแข็งแรงพอจะดูแลตายายที่ชราลง

‘หนิง’ อยู่กับยายที่ไม่มีอาชีพ กินอยู่จากเงินที่พี่สาวส่งให้เป็นบางครั้ง หนิงเป็นประธานนักเรียน มีเกรดเฉลี่ยห้าเทอม 3.82 แต่เมื่อถามถึงเส้นทางหลังจบ ม.6 หนิงบอกว่าเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำงานโรงงาน
“เคยสงสัยว่าเราไม่ต้องเรียนถึง ม.ปลายก็ได้ ในเมื่อปลายทางคืองานในโรงงาน” หนิงตั้งคำถามกับจังหวะชีวิต และบอกว่า ก้าวเดินของเธอกำลังจะทาบทับรอยทางเดียวกับพี่สาว ที่จบ ม.6 ด้วยเกรดเฉลี่ยเกือบ 4.00 มาก่อน
“เราเห็นพี่ดิ้นรนหาทุนการศึกษาช่วงเรียนจบ แต่ก็ผิดหวังซ้ำ ๆ จึงตัดสินใจทำงานโรงงานและไปลงเรียนวันหยุด แต่ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนเพราะงานหนักและเหนื่อยมาก สุดท้ายก็ต้องยอมตัดใจเลิกเรียน ถึงวันนี้ผ่านมาแปดปี พี่มีลูกมีครอบครัวไปแล้ว เราไม่เห็นเขาได้กลับไปเรียนอีกเลย
“…แต่พี่มาบอกเราว่าให้เตรียมตัวไปทำงานโรงงานด้วยกันแล้วให้ลงเรียนไปด้วย ก็มาคิดว่าถ้าทำงานเต็มเวลายังไงก็คงเรียนไม่จบ เลยตั้งใจจะทำงานเก็บเงิน และคิดว่าถ้ามีโอกาส ก็อาจจะได้กลับมาเรียน” หนิงเล่าแผนของเธอ

‘นุ่มนิ่ม’ ใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดช่วยแม่ทำงานเก็บพริก รายได้ไม่แน่นอน เธอบอกว่าตั้งแต่เรียน ม.4 เริ่มคิดว่าพ้น ม.6 อาจไม่ได้เรียนต่อ จนวันจบ ม.6 งวดเข้ามา ก็ยิ่งรู้สึกลึก ๆ ว่าทางข้างหน้ายิ่งเลือนราง
“เราเห็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนจบแล้วมีไม่ถึงครึ่งได้เรียนต่อ ส่วนใหญ่ไปทำงานกันหมด ตอนนี้เราเลยเริ่มคิดว่าเอายังไงดี กลายเป็นไม่กล้ายื่นพอร์ต ไม่กล้าสมัครรอบ TCAS เพราะรู้ว่าไม่มีทุนก็ยาก …รู้สึกเสียดายว่าพยายามกันมาตั้งนาน อยากจบสูงกว่านี้ อยากมีงานดี ๆ ทำ อยากให้ฐานะที่บ้านเราดีขึ้น”

แม่ของ ‘เกด’ ต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้งด้วยสิทธิ์บัตรทอง ส่วนพ่อรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน เกดมีเกรดเฉลี่ยสะสมสองปลาย ๆ แต่มุ่งมั่นทุ่มเทกับงานจิตอาสาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นอกจากใจรัก เกดยังหวังใช้ประสบการณ์เป็นใบเบิกทางเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในที่สุดเกดก็ผ่านรอบสอบสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง แต่วันที่พบกันเธอบอกว่าสละสิทธิ์ไปแล้ว เพราะรู้ว่าถึงยังไงก็เกินกำลังพ่อแม่จะส่งไหว
แม่ของเกดบอกว่า ลูกสาวตั้งเป้าเรียนด้านสาธารณสุขตั้งแต่ ม.3 พอขึ้น ม.ปลายจึงพยายามเก็บประสบการณ์ จนสามารถผ่านการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย แต่เสียดายว่าสุดท้ายแล้ว ความเจ็บป่วยของตนก็มากลายเป็นอุปสรรคให้ลูกไม่อาจทำตามฝัน
เกดบอกเพียงสั้น ๆ ว่า เธอยื่นพอร์ตคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าถึงผ่านไปได้ก็คงไม่ได้เรียน แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้วัดความสามารถตัวเอง เพื่อจะบอกว่า ‘เราก็ทำได้’ และจะใช้ความมั่นใจนี้เป็นต้นทุนไปคว้าโอกาสอื่น ๆ ต่อไป

เลยไปที่สุดเขตประเทศ กับพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปะทะตรงแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บุ๋มบิ๋ม รำพึงถึงชีวิต ม.6 ที่สูญหาย ว่าการต้องใช้เวลาสี่เดือนที่ศูนย์อพยพ ทำให้ความมั่นใจที่จะเรียนต่อของเธอถูกบั่นทอน
“ที่ศูนย์อพยพ ทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่าไม่มีอะไรแน่นอน มีแต่ความเครียดกังวลที่ส่งต่อกันไป ตัวเราเหมือนตัดขาดจากการเรียน ถึงมีใบงานบ้าง แต่ไม่มีใครมีสมาธิ ไม่มีกะจิตกะใจเตรียมแผนเรียนต่อ ทั้งที่ ม.6 ควรเป็นปีที่มีกิจกรรม มีประสบการณ์ดี ๆ เก็บไว้ แต่สำหรับพวกเราคือสูญเปล่า มันมีแต่ความอึดอัด ไม่มีหวังอะไรเลย”
บุ๋มบิ๋มบอกว่านับแต่เสียงแรกของการปะทะ แผนชีวิตที่วางไว้ต้องเปลี่ยนทั้งหมด และถึงวันนี้ก็ยังไม่มีโอกาสเตรียมตัวสำหรับการเรียนต่อ เพราะต้องคอยตามข่าว รอฟังสัญญาณให้อพยพ และภาวนาทุกวัน ให้คนในครอบครัวและชุมชนของเธอปลอดภัย
‘มือ’ ที่สร้างสะพานเชื่อมรอยต่อการศึกษา เพื่อยุติความยากจนข้ามรุ่น
นับร้อยกิโลเมตรบนถนนหลัก เลี้ยวเข้าทางรอง ลัดเลาะไปตามทางดินสีแดง ผ่านหมู่บ้านที่ขนาดเล็กลง …เล็กลง และเลยไปถึงสะพานไม้เก่าสุดเขตชุมชน ที่พาดข้ามห้วยหนองสักแห่งซึ่งไม่ปรากฎบนกูเกิลแมพ เส้นทางที่แผนที่ดาวเทียมระบุตำแหน่งไม่ได้เหล่านี้ เราไม่อาจเดินทางไปถึง หากไม่มี ‘ครู’ ผู้เชื่อมั่นใน ‘ข้อมูล’ ว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตของเด็ก ๆ

หลายปีที่ ครูปนัดดา หล้าคำ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม เฝ้ามองลูกศิษย์มากมายที่ไม่พบทางไปต่อหลังจบ ม.6 เธอจึงรับอาสาดูแลเรื่องทุนการศึกษา และพยายามเก็บข้อมูลลูกศิษย์ ตั้งแต่เกรดเฉลี่ย ความสนใจ ความถนัด จนถึงข้อแม้ปัจจัยทั้งหมดที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา เพราะรายละเอียดนี้เองที่จะพาน้อง ๆ ไป ‘พบสะพานโอกาส’ หรือคือการ ‘จับคู่’ ระหว่างศักยภาพกับทุนที่เหมาะสม
“กรณีนี้เราพูดถึงเด็กกลุ่มที่ขยันตั้งใจ เรียนดี แต่พอจบ ม.6 เขาไปต่อไม่ได้เพราะขัดสนเรื่องเงิน แน่นอนว่าแต่ละคนมีข้อแม้ต่างกัน แต่จุดร่วมอย่างหนึ่งที่เราพบ คือเด็ก ๆ จะมาจากครอบครัวที่ขาดพร่องบางอย่าง ซึ่งเราต้องช่วยเติมเต็มให้เขา”
ครูปนัดดาบอกว่าเด็กที่ทางบ้านไม่มีกำลังส่งเสีย พอใกล้จบ ม.6 จะไม่มีแผนเรียนต่อ ส่วนหนึ่งตั้งใจไปหางานทำในกรุงเทพ ฯ ที่ยังอยู่ในพื้นที่ก็เลือกไปทำงานโรงงาน ในห้าง ทำงานเซเว่น บางคนเชื่อว่าจะเก็บเงินเรียนได้ ซึ่งมีบ้างที่ปีสองปีก็ได้กลับมาเรียน แต่ถ้านับเฉพาะส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลับมา เพราะเส้นทางชีวิตเขาเปลี่ยนไปแล้ว
“เราเห็นว่าจุดที่จะช่วยเชื่อมให้ไปต่อได้ มันยังมีไม่มากพอ ไม่ว่าข้อมูลทุนการศึกษา หรือความหลากหลายของสาขาที่ทุนรองรับ เราถึงมองว่าการส่งต่อข้อมูลเด็กให้ไปถึงแหล่งทุนคือสิ่งที่โรงเรียนทำได้ ซึ่งสำหรับเด็กที่มีใจใฝ่เรียนอยู่แล้ว ถ้าพาเขาข้ามรอยต่อตรงนี้ไปได้ ก็แน่ใจได้เลยว่าเส้นทางแต่ละคนไปได้อีกไกล”

อีกหนึ่งมือที่ยื่นเข้ามาด้วยความเชื่อว่า ถ้าตาข่ายรองรับเด็กกลุ่มเสี่ยงขยายพื้นที่ออกไปกว้างขึ้น โอกาสที่แต่ละปีจะมีเด็ก ๆ ร่วงหล่นสูญหายระหว่างทางก็จะน้อยลง และภารกิจนี้คือสิ่งที่ ‘ท้องถิ่นทำได้’
ปลัด อบจ.ศรีสะเกษ ไกรศักดิ์ วรทัต ผู้นำท้องถิ่นที่พาเราไปพบน้อง ๆ ตำบลผักแพว อำเภอกันทรารมย์ กล่าวถึงการทำงานของ อบจ.ศรีสะเกษ ที่รวมฐานข้อมูลเด็กจากโรงเรียนในสังกัด อบจ. ทุกคนซึ่งจะจบ ม.3 หรือ ม.6 ในทุกปี ก่อนส่งต่อไปยังสถาบันในพื้นที่มีทุนรองรับ โดยเชื่อว่ากลไกนี้คือการทำงานระยะยาว ที่จะยุติการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น
“โรงเรียนสามารถเป็นด่านแรกของการคัดกรอง อบจ. จึงพยายามเชื่อมโยงทุกโรงเรียนในสังกัดไว้ด้วยกัน และส่งต่อข้อมูลไปยังสถาบันการศึกษา เพื่อลงพื้นที่ค้นหาเด็กและพาไปสู่โอกาส
“เราเชื่อว่าการศึกษาคือกระบวนการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุน ไม่มีหลักยึด ชีวิตเขาเปรียบกับว่าวบนฟ้าที่ลอยต้านแรงลม มีเพียงแรงยึดจากด้ายบาง ๆ เส้นหนึ่ง พร้อมขาดได้ทุกเมื่อ และถ้าขาดแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะลอยไปตกตรงไหน ฉะนั้นการช่วยกันสร้างตาข่ายรองรับ ก็คือการพยายามเพิ่มโอกาสให้เด็กคนหนึ่งสามารถก้าวไปเหยียบยืนในจุดที่มั่นคง …นี่คือหนทางสร้างหลักประกัน ให้ชีวิตหนึ่งเชื่อมั่นว่าเขามีโอกาสเปลี่ยนเส้นทางอนาคต และคือการตัดตอนการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นที่หวังผลได้”

‘ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ ในอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งรอบปฏิทิน’
จากบ้านน้อง ๆ… อีกหนึ่งจุดแวะของการเดินทาง คือฟาร์มสัตว์ภายใน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ สถานที่ที่คณะทำงานบอกว่าเราจะได้เห็น ‘ภาพอนาคตอันใกล้’ ของเด็ก ๆ ผู้หวั่นไหวไม่แน่ใจในวันนี้ ที่เมื่อได้รับโอกาสไปต่อบนเส้นทางการศึกษา พวกเขาสามารถเปลี่ยนเป็น ‘คนที่หยัดยืนอย่างมั่นใจ’ ในช่วงหนึ่งปีการศึกษา หรือเพียงไม่ถึงหนึ่งรอบปฏิทิน

ที่นี่ เราพบนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ชั้น ปวส.1 สาขาสัตวศาสตร์ ที่อยู่ในหอพักของทางวิทยาลัย และร่ำเรียนอยู่ที่ฟาร์ม น้อง ๆ เล่าถึงชีวิตประจำวัน การตื่นนอนแต่เช้า ผลัดเปลี่ยนเวรดูแลสัตว์ ให้อาหาร รีดนมวัว ทำความสะอาด เรียนรู้เกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การทำการตลาด การบริหารร้านค้าของวิทยาลัย ขณะที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งบอกกับเราด้วยความตื่นเต้น ถึงเส้นทางและโอกาสใหม่ของชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาได้ทุนเดินทางไปฝึกงานที่ฟาร์มในประเทศเดนมาร์คเป็นเวลา 11 เดือน

อาจารย์พรสวรรค์ สัมนา รอง ผอ.ฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเกษตรแและเทคโนโลยีศรีสะเกษ บอกว่า เด็ก ๆ เหล่านี้คือ ‘หลักฐานที่มีชีวิต’ ของความพยายามสร้างสะพานเชื่อมรอยต่อการศึกษา ที่เมื่อแต่ละคนก้าวข้ามจากชั้น ม.6 หรือ ปวช.3 มาได้ ชีวิตจึงได้มุ่งไปในอีกเส้นทาง
“ที่วิทยาลัยเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กตลอดเวลา รู้จุดเด่นของแต่ละคนที่ส่งเสริมให้ไปได้ไกลขึ้น กลับกันก็รู้ว่ามีจุดไหนที่ต้องดูแลใกล้ชิด เด็กกลุ่มนี้มีความตั้งใจ มีผลการเรียนที่ดี แต่ด้วยระหว่างทางของการเติบโตที่เขาต้องสู้ ต้องเอาชนะอุปสรรคที่มากกว่าแค่ในห้องเรียน ก็ทำให้เรารู้ว่าเขายังต้องการคนประคับประคอง
“การได้เรียนต่อคือจุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ ที่เด็กคนหนึ่งจากไม่รู้จะไปทางไหน กลายเป็นคนที่เค้นเอาศักยภาพในตัวมาใช้ได้เต็มที่ ได้โอกาสต่อโอกาส ได้มีรายได้ระหว่างเรียน ส่งเงินให้ที่บ้าน ได้ไปฝึกงานต่างประเทศ ได้ทุนเรียนต่อปริญญาตรี มีเงินเก็บ มีเงินซ่อมแซมบ้าน หรือบางคนจบแล้วได้งานทำที่ต่างประเทศ มีเงินทุนกลับมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ภาพเหล่านี้ถ้ามองย้อนกลับไปวันแรกที่พบกัน ก็ต้องบอกว่าคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลาปีสองปีเท่านั้น”

ผ่านมาหลายรุ่นที่พบเด็ก ๆ และพาพ้นจาก ‘จุดที่ไปต่อไม่ได้’ จนแต่ละคนพบเส้นทางของตัวเอง อาจารย์พรสวรรค์ ยืนยันความเชื่อมั่นจากประสบการณ์ดูแลนักศึกษาทุนว่า “เด็กคนหนึ่งแม้มีความสามารถหรือความตั้งใจสักแค่ไหน แต่เมื่อต้องออกสตาร์ทจากจุดติดลบ ทำได้แค่มองเห็นแผ่นหลังของเพื่อนวิ่งนำอยู่ไกล ๆ พอถึงจุดหนึ่ง เขาจะค่อย ๆ หมดแรง ไม่มีกำลังใจไปต่อ สุดท้ายจึงเวียนวนอยู่ในวงจรที่ไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้
“การเชื่อมต่อเส้นทางด้วย ‘ทุนการศึกษา’ จึงหมายถึงโอกาส ที่เด็กคนหนึ่งจะได้เริ่มต้น ณ จุดเดียวกันกับคนอื่น ทำให้เขากล้าจะนับหนึ่งสองและสาม และพร้อมจะเอาพลังทั้งหมดที่มีมาใช้วิ่งต่อไป บนเส้นทางระยะไกลของชีวิต และเปลี่ยนเป็นใครอีกคนที่ตัวเขาเองก็นึกไม่ถึง”
