การศึกษายืดหยุ่นเปลี่ยนชีวิต “ฮักแพง” หมอลำน้อยผู้ไม่ยอมแพ้ นักเรียนรุ่นแรก หลักสูตรหมอลำศึกษา
โดย : ธนภัทร สิงห์โท

การศึกษายืดหยุ่นเปลี่ยนชีวิต “ฮักแพง” หมอลำน้อยผู้ไม่ยอมแพ้ นักเรียนรุ่นแรก หลักสูตรหมอลำศึกษา

“ถ้าการเป็นหมอลำสามารถทำให้หนูมีเงิน หนูจะเลือกการเป็นหมอลำ ถึงแม้เรียนจบไปเราก็ต้องหางานทำอยู่ดี เมื่อโอกาสมาถึงแล้วทำไมหนูจะไม่คว้าเอา” 

นี่คือคำพูดแน่วแน่ต่อเส้นทางเดินในสายอาชีพของ ฮักแพง – วรัญญาภรณ์ วันทา ศิลปินวงสาวน้อยลำเพลินโชว์ คณะสาวน้อยเพชรบ้านแพง

หนึ่งในนักเรียน หลักสูตรห้องเรียนหมอลำ ที่สร้างสรรค์โดย ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเหล่าเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และบุคลากรในอุตสาหกรรมบันเทิงหมอลำ ให้มีความรู้และมีรายได้ไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังมีวุฒิการศึกษารองรับ เมื่อสำเร็จการศึกษาตามเงื่อนไขที่กำหนด

กสศ.ชวนทำความรู้จักกับ ฮักแพง สาวน้อยวัย 17 ปี ที่ต้องผลักตัวเองออกจากระบบการศึกษา เพื่อตามหาความฝันและการเป็น “หมอลำ” เรื่องราวชีวิตของเธอจะเป็นเช่นไร ทำความรู้จักฮักแพงไปพร้อมๆ กัน

เส้นทางสู่แสงไฟบนเวที

ก่อนเข้าสู่วงการหมอลำ ฮักแพงเป็นเด็กคนหนึ่งที่เรียนจบชั้น ม.3 ที่โรงเรียนภายในหมู่บ้าน เธอเป็นคนที่ชื่นชอบการฟังและรับชมหมอลำอย่างเป็นชีวิตจิตใจ หากจะให้เลือกเพลงโปรดสักเพลงเธอไม่สามารถแบ่งใจให้ได้ว่าต้องเลือกเพลงไหน เพราะทุกอย่างที่ขึ้นชื่นว่าหมอลำเธอชื่นชอบทั้งหมด

หลังจบการศึกษาในระดับชั้นม.ต้น ฮักแพงได้ไปศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ร้อยเอ็ดในระดับการเรียนที่สูงขึ้นทำให้เธอได้เรียนวิชานาฏศิลป์ และมีโอกาสได้ร่วมเป็นศิลปินในวงโปงลางของโรงเรียน

ระหว่างการฝึกฝน

ชีวิตธรรมดาของเด็กสาววัยมัธยมปลาย และการร้องหมอลำในวงโปงลางของโรงเรียน น่าจะเพียงพอสำหรับความสุขที่เกิดขึ้นในหนึ่งช่วงชีวิต 

กระทั่งวันหนึ่ง ฮักแพงได้เดินทางได้ไปออดิชันเข้าร่วมโปรเจกต์สาวน้อยลำเพลิน Show ของคณะหมอลำสาวน้อยเพชรบ้านแพง และผ่านการคัดเลือกได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของวง 

เมื่อโอกาสมาถึง การตัดสินใจครั้งใหม่เพื่อไปต่อจึงเริ่มขึ้น ใจหนึ่งก็อยากเรียนอีกใจก็อยากทำตามความฝัน แต่ต้องแลกด้วยการลาออกจากโรงเรียน

“ตอนแรกหนูลังเลมาก ไม่กล้าลาออกจากโรงเรียน เพราะชอบการเรียน แต่ฐานะทางครอบครัวหนูไม่ดี จึงอยากลองท้าทายตัวเอง และตัดสินใจลาออกมาเป็นหมอลำ”

อีกเหตุผลของการหันหลังให้กับการศึกษา ฮักแพงบอกกับเราว่า เธอติดสัญญากับทางวงเป็นเวลา 9 ปี ซึ่งทำให้เธอต้องเลือกระหว่างการทำงานหรือการเรียน แต่เมื่อโอกาสมาถึง เธอก็เลือกที่จะคว้าโอกาสไว้ก่อน และค่อยกลับมาเรียนอีกครั้ง

ฮักแพงกำลังนึกคิดคำตอบในขณะนั่งให้สัมภาษณ์

การตัดสินใจที่ผ่านการตกผลึกจากความคิดและคนในครอบครัวของเธอแล้วเป็นอย่างดี และครอบครัวก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใดต่อทางเดินใหม่ที่เธอเลือก เพียงแต่บอกเธอว่า 

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องเป็นคนดีของสังคม และสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้” 

ประโยคเตือนใจจากคนในครอบครัวของฮักแพงที่พร้อมสนับสนุนเธอ

ฮักแพงโดดเด่นทั้งเรื่องของการร้องและร่ายรำ

เบื้องหลังรอยยิ้มบนเวที

จากการได้สัมผัสชีวิตการเป็นหมอลำของฮักแพงดูเหมือนจะไม่ง่ายมากนัก ต้องทำงานในยามค่ำคืนและพักผ่อนในตอนกลางวัน สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงต่างๆ ทั้งเรื่องการเดินทางและสุขภาพร่างกาย ซึ่งในแต่วันต้องเดินทางข้ามจังหวัดไปๆ มาๆ อยู่ตลอดทั้งฤดูกาลหรือตามการว่าจ้าง

ฮักแพงไล่เรียง 1 วัน ของชีวิต ให้เราฟังว่า การเป็นหมอลำใช้ชีวิตตั้งแต่เวลา 16:00 น. ไปจนถึง 06:00 น. ของอีกวัน เริ่มจากการเดินทางไปถึงหน้างานเวลา 17:00 น. โดยประมาณ จากนั้นหมอลำต้องทานอาหารเย็นเพื่อเตรียมพลังสำหรับค่ำคืน และเตรียมตัวแต่งหน้าทำผมพร้อมทั้งใส่ชุดตอน 19.00 น. 

การแสดงจะเริ่มเวลา 21.00 น. ไปจนถึงเต้ยลาเวลา 06.00 น. ของอีกวันเป็นอันเสร็จงาน หลังจากนั้นก็เก็บของเพื่อเดินทางต่อ กว่าจะได้พักผ่อนหลับนอนก็เกือบเที่ยงวัน หากนับชั่วโมงให้ดีก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

ฮักแพงกำลังแต่งหน้าและทำผมก่อนขึ้นแสดงหมอลำนิพนธ์

เราถามถึงค่าแรงต่อการทำงานที่นับชั่วโมงตายตัวไม่ได้ เธอตอบกับเราสั้นๆ ว่า เป็นความลับของสัญญาจ้าง และให้เหตุผลกับเราว่า

“หากพูดถึงรายได้ของการเป็นหมอลำมันมหาศาลมากสำหรับคนที่ไม่มีภาระ ทั้งจากค่าแรง พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับจากแฟนคลับ รายได้เกินคาดพอที่จะเก็บออม 

“แต่ทางบ้านหนูไม่ค่อยจะมีมากนัก ภาระก็ค่อนข้างเยอะ หนูทำได้เพียงบริหารเงินด้วยตัวเอง เพื่อให้พออยู่พอกินและมีเก็บมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่าดีแล้ว ภูมิใจกับตัวเองมากๆ”

นอกจากรายได้ที่กล่าวไปข้างต้น ฮักแพงบอกกับเราอีกว่า ทางวงสาวน้อยลำเพลิน Show เปิดช่อง Youtube เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเธออีกด้วย

ฮักแพงกำลังนั่งให้สัมภาษณ์เราพร้อมทั้งไลฟ์สดควบคู่กันไป

“หลังจากมาเป็นหมอลำหนูรู้สึกเติบโตขึ้นไปหนึ่งขั้น อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ได้ทำตามความฝันที่ตัวเองต้องการ ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในที่ที่อยากยืน”

ชีวิตการเป็นหมอลำของฮักแพงอาจจะไม่ได้ราบรื่นมาก แต่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันและชื่นชอบ ก็ส่งผลให้เธอทำได้ออกมาดี 

“พอออกมาเป็นหมอลำ รู้สึกอยากกลับไปเรียนต่ออีกไหม” เราถาม

“ถามว่าหนูอยากเรียนไหม แน่นอนว่าอยากเรียน แต่ด้วยภาระงานที่มีอยู่ตลอดเวลา หนูก็ไม่รู้ว่าจะแบ่งเวลาไหนไปเรียน”

ฮักแพงกำลังฝึกร้องกลอนลำในคลาสวิชาขับร้อง

เธอเล่าย้อนกลับไปถึงบรรยากาศชีวิตมัธยมที่เธอยังจำได้ดีว่า การเรียนที่โรงเรียนนั้นมีความสุข 

“ที่โรงเรียนมีความสนุกเป็นอย่างมาก เพราะมีมิตรสหายที่จริงใจคอยให้คำปรึกษาได้ในทุกๆ เรื่อง เป็นสังคมที่อยู่ง่าย ตื่นเช้าไปเรียน พอเที่ยงก็พักทานข้าว หลังเรียนเสร็จก็กลับบ้าน ต่างจากชีวิตการเป็นหมอลำพอสมควร”

เธอยังบอกกับเราอีกว่า บางครั้งก็แอบร้องไห้ตอนเห็นเพื่อนๆ โพสต์ลง Facebook ว่าเรียนจบ หรือบางครั้งเห็นเพื่อนทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน ก็อดนึกไม่ได้ตอนที่ตัวเองได้ทำ แต่ต้องยึดการเป็นหมอลำไว้ก่อน เพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับเธอ

ฮักแพงกำลังร่วมวางแผนการแสดงหมอลำนิพนธ์ร่วมกับเพื่อนๆ และคุณครู

“จริงๆ โอกาสเป็นหมอลำไม่ได้มีง่ายๆ หนูเป็นหนึ่งในหลายคนที่ได้รับโอกาส ถือว่าตัวเองโชคดีมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบและตามหามาตั้งแต่เด็ก จนได้มายืนจุดนี้

“คนอื่นที่ตั้งใจเรียนถือเป็นผลดีของเขา ครอบครัวเขาอาจจะสามารถสนับสนุนให้ได้เรียน หนูก็เลือกที่จะเรียนได้เช่นกัน แต่หนูเลือกที่จะทำงานหาเงินก่อน หาตั้งแต่ยังเด็กอนาคตข้างหน้าจะได้สบาย”

ฮักแพงมีความตั้งใจว่า ตนอยากสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา แม้ไม่รู้ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม ขอเพียงมีไว้สักใบเพื่อความภาคภูมิใจในตัวเอง

จับปลาสองมือทั้งเรียนและร้องลำ

กว่าฮักแพงจะมาเป็นหนึ่งในนักเรียนของหลักสูตรห้องเรียนหมอลำศึกษา เธอเล่าให้เราฟังว่า ทาง กสศ. ได้ออกรับสมัครนักเรียนตามวงหมอลำ เพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว

“ตอนนั้นหนูกำลังขึ้นแสดงอยู่บนเวที และมีพี่ๆ จาก กสศ. เข้ามาแนะนำหลักสูตรอยู่ข้างหลังเวทีว่าน้องๆ คนไหนสนใจเรียนต่อ สามารถมาสอบถามเพิ่มเติมได้ตรงนี้ หนูจึงเดินเข้าไปด้วยความสนใจ เพราะตอบโจทย์ต่ออาชีพที่ทำอยู่ทั้งทำงาน” 

หลังจากที่ฮักแพงสอบถามข้อมูลเสร็จสรรพ เธอพยายามหาข้อมูลที่มาที่ไปของหลักสูตรดังกล่าวจาก Google เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม และได้ตัดสินใจสมัครเข้าเรียนเมื่อต้นปีพ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

กระเป๋าจากคลาสเรียนหลักสูตรห้องเรียนหมอลำ

“หลักสูตรห้องเรียนหมอลำศึกษา จะสอนวิชาการพื้นฐานเหมือนกับโรงเรียน แต่เรียนออนไลน์เป็นหลัก หนูชื่นชอบพวกวิชานาฏศิลป์ ศิลปะ สังคม เพราะสามารถทำมาปรับใช้ต่อการทำงานได้” 

อาชีพและบริบทการทำงานของเธอทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะนั่งเรียนได้ปกติเหมือนอย่างคนทั่วไป แต่หลักสูตรห้องเรียนหมอลำสามารถเรียนได้ทุกที่ ไม่ว่าจะตอนที่เธอแต่งหน้าก่อนขึ้นเวที หรือบางครั้งนั่งรถเดินทางเพื่อไปทำการแสดง เธอก็สามารถนั่งทำตอนนั้นได้ทันที 

“หนูแบ่งเวลาเล็กน้อยจากการพักผ่อนหลังเลิกงาน มานั่งเรียนและทำใบงาน เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้วสำหรับหนูต่อการได้ศึกษาต่อ” 

หลังจากฮักแพงห่างหายการเรียนไปหนึ่งปีเต็มแต่พอกลับเข้ามาสู่การศึกษาอีกครั้ง เธอบอกกับเราว่าเหมือนต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

เสื้อประจำหลักสูตรที่เอาไว้ใส่เรียนในคลาสวิชานาฏศิลป์

“หลักสูตรพยายามช่วยเหลือพวกหนูด้วยการปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด เพราะความรู้ที่เคยมีก็ลบไปหมดแล้ว บรรยากาศการนั่งสอบปลายภาคในห้องเรียนกับเพื่อน เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง การเรียนหลักสูตรนี้จะมีการมานั่งสอบหนึ่งครั้ง นอกนั้นจะเรียนออนไลน์ทั้งหมด ตอบโจทย์ต่ออาชีพของพวกหนูเป็นอย่างมาก”

ตลอดระยะเวลาที่ฮักแพงเข้าร่วมหลักสูตรห้องเรียนหมอลำมาจนถึงช่วงกลางค่อนปลายปี ภาพความสำเร็จด้านการศึกษาของเธอยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเธอผ่านการสอบทั้งข้อเขียนและข้อปฏิบัติในโครงการ เสริมศาสตร์ สานศิลป์ สืบภูมิปัญญา ซึ่งฮักแพงได้รับวุฒิการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลาย (ม.6) ช่วงปลายปี พ.ศ. 2568  ที่ผ่านมา

ฮักแพงรู้สึกประหลาดใจ เพราะไม่นึกว่าตัวเองจะมาถึงจุดที่ใกล้จะได้รับวุฒิการศึกษา ระยะเวลาที่เธอหันหลังให้กับการเรียน เพื่อเป็นหมอลำตามความฝันก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 พอๆ กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เรียนในโรงเรียนก็จะสำเร็จในปีการศึกษานี้เช่นกัน 

“เพราะ กสศ. ให้โอกาสหนู ถ้าไม่มีเขาหนูก็คงไม่สามารถเรียนจบได้ถ้าได้วุฒิฯ มา หนูจะเอาไปติดฝาบ้าน จะได้ดูความภาคภูมิใจของตัวเองว่า เราทำได้ แม้ว่าจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำงาน แต่สุดท้ายหนูก็มีช่องทางในการเรียนและมีวุฒิฯ เหมือนคนอื่น” 

ความภาคภูมิใจของฮักแพงกำลังจะกลายเป็นวุฒิการศึกษา เพื่อให้เธอได้ไปต่อในระดับอุดมศึกษา  เธอบอกว่าแม้เส้นทางในอนาคตของฮักแพงจะไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยการมีวุฒิการศึกษาสำรองไว้ก็เพียงพอสำหรับเธอ

“หมอลำเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอนและไม่มั่นคง ณ ตอนนี้หนูยังสามารถทำได้อยู่จะรีบกอบโกยเอาไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีงานแบบนี้หรือไม่”

การซ้อมร้องเพลงเดี่ยวของฮักแพงก่อนการแสดงหมอลำนิพนธ์

“ท้ายที่สุดนี้อยากขอบคุณตัวเองที่สู้อย่างไม่ท้อถอย แม้บางครั้งจะท้อบ้างแต่ไม่เคยยอมแพ้ ให้กำลังใจตัวเองมาตลอด ถ้าเราไม่สู้แล้วใครจะสู้ มีเพียงแค่ตัวเราเองเท่านั้นที่จะสู้” 

*บทสัมภาษณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ.และ The Isaan Record