นิวยอร์กขยายบริการช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตสำหรับเด็กนักเรียนที่เผชิญวิกฤตโควิด-19
โดย : New York City Health Commissioner Dr. Dave A. Chokshi, NYC Schools Chancellor Meisha Porter and First Lady Chirlane McCray
แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นิวยอร์กขยายบริการช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตสำหรับเด็กนักเรียนที่เผชิญวิกฤตโควิด-19

เทศมนตรีมหานครนิวยอร์กร่วมมือกับคณะกรรมาธิการด้านสุขภาพ และอธิการบดีสถานศึกษานิวยอร์ก ขยายความช่วยเหลือในโครงการสนับสนุนเยียวยาปัญหาสุขภาวะจิต และสภาพจิตใจของเด็กและเยาวชนวัยเรียนในโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งทั่วนครนิวยอร์ก เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถรับมือและเผชิญหน้ากับวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโควิด-19

ดอกเตอร์เดฟ เอ. โชคชิ (Dave A. Chokshi) คณะกรรมาธิการสุขภาพแห่งมหานครนิวยอร์ก ระบุว่า สถานการณ์การระบาดไม่เพียงกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่ในวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือให้กับเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยทั่วนิวยอร์ก 

โดยดอกเตอร์ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของการตัดสินใจขยายการสนับสนุนที่เกิดขึ้น ด้วยการเล่าถึงกรณีตัวอย่างที่พบจากศูนย์เยาวชนในเขตเซาท์บรองซ์ (South Bronx) ซึ่งเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรับผิดชอบลูก 4 คน ในวัย 5 ขวบ, 6 ขวบ, 9 ขวบ และ 11 ขวบ ที่เข้ามาลงทะเบียนขอที่พักอาศัยสำหรับคนไร้บ้าน 

ทั้งนี้ ผู้เป็นแม่ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดจากการที่ต้องวิ่งหางานทำสลับกับการดูแลลูก ๆ ที่ตามปกติสามารถฝากฝังไหว้วานให้โรงเรียนช่วยดูแลได้ แต่เพราะโควิด-19 ทำให้เด็กทั้งหมดต้องเรียนออนไลน์ ซึ่งเมื่อที่พักพิงไม่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าเรียนขาดความต่อเนื่อง

ขณะที่ลูก ๆ ต่างได้รับผลกระทบทางใจเช่นกัน โดยลูกคนโตวัย 11 ขวบ แสดงออกถึงความเครียดอย่างชัดเจน เพราะโตพอที่จะรู้ความและรับทราบถึงความยากลำบากของครอบครัว ขณะที่น้องเล็กสุดของบ้านออกอาการหงอยเศร้า และรู้สึกไม่สบายใจที่จะไปเข้าเรียนโดยทิ้งแม่และสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ไว้ข้างหลัง

สถานการณ์ดังกล่าวคือหนึ่งในสถานการณ์อีกมากมายที่สะท้อนให้เห็นความเจ็บปวดที่เด็กจากครอบครัวยากจนต้องแบกรับอย่างอดทนอดกลั้นในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระนั้น จากการศึกษาของสถาบันหลายสำนักพบว่า ความเจ็บปวดจากโควิด-19 เกิดขึ้นในเด็กทุกกลุ่มไม่แตกต่างกัน โดยหากไม่นับถึงความลำบากทางการเงินแล้ว เด็กกลุ่มอื่น ๆ ก็ต้องวิตกทุกข์ทนกับการที่ไม่สามารถไปโรงเรียน ไม่สามารถเล่นหรือทำกิจวัตรประจำวัน การคิดถึงเพื่อนแต่ไปหาไม่ได้ ไปจนถึงการที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เช่น สมาชิกในครอบครัว เครือญาติ ครู พี่เลี้ยง หรือคนรู้จัก เป็นต้น 

ผู้เชี่ยวชาญรวมถึงดอกเตอร์เดฟเห็นตรงกันว่า ในการช่วยเหลือด้านการดูแลเยียวยาจิตใจของเด็ก ๆ ต่อจากนี้ ต้องขยายให้ครอบคลุมเข้าถึงทุกกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มโดยมุ่งเน้นเด็กครอบครัวยากจนเป็นหลักเหมือนที่แล้วมา 

“เราต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือพวกเขาทั้งหมดทุกคน ท่ามกลางวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เราต้องฉวยโอกาสที่หาได้ยากนี้จัดทำโรดแมปแห่งชาติ เพื่อให้การช่วยเหลือสนับสนุนปัญหาด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน เพราะจากการศึกษาพบว่า ปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นก่อนที่คนคนหนึ่งจะอายุ 24 ปี และครึ่งหนึ่งของปัญหาสุขภาพจิตล้วนเกิดจากปมที่เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีเคยเผชิญ ดังนั้น ยิ่งเราสามารถพบปัญหาซึมเศร้า ความกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้เร็วเท่าไร เราก็จะยิ่งหาทางเข้าถึง ดูแลและรักษาเยียวยาได้อย่างเหมาะสมรวดเร็วมากขึ้น”

ทั้งนี้ ในมุมมองของเมชา พอร์เทอร์ (Meisha Porter) อธิการบดีสถานศึกษาแห่งนครนิวยอร์ก (NYC Schools Chancellor) ระบุว่า โรงเรียนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นโครงการ เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับการประสิทธิ์ประสาทให้ความรู้แก่เด็กเพื่อให้เด็กอ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็นเท่านั้น แต่โรงเรียนยังเป็นสถานที่บ่มเพาะทักษะทางสังคม อารมณ์ และสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวอีกด้วย 

“ในปีการศึกษา 2021 ที่โรงเรียนจะกลับมาดำเนินการเรียนการสอน นอกเหนือไปจากการมุ่งสร้างเสริมให้นักเรียนมีร่างกายแข็งแรง ชดเชยการเรียนรู้ที่สูญหายไป และจัดสรรมาตรการความปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 แล้ว เราจำเป็นต้องคิดคำนึงถึงประเด็นด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจัง และผลักดันให้สุขภาพจิตเป็นวาระสำคัญในโรงเรียนด้วย”

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งระบุว่า ขณะที่นักเรียนทั่วสหรัฐฯ สามารถกลับมาเรียนที่โรงเรียนภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการจัดการห้องเรียนให้ปลอดเชื้ออย่างเข้มงวดแล้ว นักเรียนบางคนอาจดีใจที่ได้มาพบปะเพื่อนกับครู ขณะที่บางคนอาจรู้สึกเศร้าหรือทรมานเนื่องจากประสบการณ์ที่ตนเองได้เผชิญในช่วงโควิด-19 ระบาด 

ผลการศึกษาของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐฯ (ซีดีซี: CDC) พบว่า ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน – เดือนตุลาคม ปี 2020 อัตราการเข้ารับการรักษาฉุกเฉินด้วยปัญหาสุขภาพจิตสำหรับเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี เพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 ขณะที่ในบางพื้นที่ เช่น โรงพยาบาลเด็กโคโลราโดต้องประกาศให้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาฉุกเฉินที่ต้องเร่งจัดการในเดือนพฤษภาคม ปี 2020

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจระดับประเทศ (National Poll) ในปี 2021 ระบุว่า 46% ของพ่อแม่ผู้ปกครองพบลูกวัยรุ่นของตนมีสัญญาณบ่งชี้ปัญหาสุขภาพจิต โดยมีทั้งกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นและกรณีที่อาการเดิมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคมปี 2020

ดอกเตอร์เดฟกล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กกำลังพบมากขึ้นในมหานครนิวยอร์กด้วยเช่นกัน โดยผลการสำรวจของแผนกสาธารณสุขนิวยอร์กพบว่า 1 ใน 5 ของพ่อแม่ผู้ปกครองต่างรายงานพฤติกรรมและอารมณ์ทางลบของลูกหลานในบ้านที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาด และ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถาม กล่าวว่า สภาวะอารมณ์ที่เกิดกับลูกมากที่สุดก็คือความเครียด

ในฐานะที่นิวยอร์กเป็นเขตการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา บรรดาครูและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในพื้นที่ ได้จับมือร่วมกันขยายบริการช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตสำหรับเด็กวัยเรียนและครอบครัว โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้เป็นต้นไป 

โดยเมชา พอร์เทอร์ กล่าวว่า “เราจะจัดหน่วยบริการตรวจสุขภาพจิตให้แก่เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อจะได้ช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังเผชิญความทุกข์ ประสบภาวะเจ็บปวดทางใจ หรือต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ โดยบริการตรวจสุขภาพจิตนี้จะจัดทำโดยสมัครใจและข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ นอกจากนี้เรายังว่าจ้างนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่สวัสดิการครอบครัว เป็นจำนวนหลายร้อยอัตรา ทั้งยังจัดให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองนิวยอร์กมีเจ้าหน้าที่ด้านสังคมสงเคราะห์หรือนักสุขภาพจิตประจำการเต็มเวลาอย่างน้อยหนึ่งคน”

นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนในย่านที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะส่งนักเรียนที่ต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่องไปยังคลินิกสาธารณะอย่างเร่งด่วน รวมถึงจะช่วยฝึกอบรมนักการศึกษา (เช่น ครู) รวมถึงผู้ปกครอง ให้สามารถรับมือและเข้าใจปัญหาด้านจิตใจที่เด็ก ๆ กำลังเผชิญหน้าได้

“โครงการนี้จะเกิดขึ้นและเห็นผลได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับความเข้าใจด้านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนที่หลากหลายเพียงพอ ขณะเดียวกัน เราต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการและจ่ายค่ารักษาไหว อีกประเด็นที่เร่งด่วนคือ เราจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาจากหลากหลายพื้นเพและสีผิว ทั้งจากชุมชนผิวสี กลุ่มชนพื้นเมือง และกลุ่มเชื้อชาติอื่น ๆ นอกจากนี้เรายังต้องการแรงสนับสนุนจากหน่วยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตในพื้นที่ เพื่อจะได้ขยายโครงการให้เข้าถึงคนหมู่มากได้ต่อไป”

ยิ่งไปกว่านั้น การจัดทำโรดแมปเพื่อสร้างแนวทางที่แข็งแกร่งในการฟื้นฟูสุขภาพจิตจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับทางโรงเรียน ทั้งในแง่ของสถานที่และหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งหลักสูตรที่ดำเนินการ ควรฝึกให้นักเรียนตระหนักถึงสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ รวมถึงรับมือหรือจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ รู้จักสร้างสายสัมพันธ์ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เป็นต้น

ดอกเตอร์เดฟและพอร์เทอร์กล่าวตรงกันว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสำคัญแก่เด็กและอนาคตของพวกเขาอย่างจริงจัง ดังนั้น จึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันให้ประเทศมีการลงทุนด้านสุขภาพจิต พร้อมชื่นชมรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านพระราชบัญญัติบริการสุขภาพจิตสำหรับนักเรียน พร้อมทุนสนับสนุนมูลค่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับขยายโครงการชื่อ ‘Project Advancing Wellness and Resilience Education’ เพื่อให้บริการผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับใบอนุญาตในสถานที่ในโรงเรียนทั่วประเทศ รวมถึงการให้ทุนกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรับมือสุขภาพจิต สูงสุดถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เราต้องผลักดันให้สมาชิกสภานิติบัญญัติสนับสนุนการผ่านร่างพระราชบัญญัติในวุฒิสภา”

ดอกเตอร์เดฟกล่าวปิดท้ายว่า อนาคตของคนยุคนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ตัดสินทางเลือกของหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายหลักของคณะทำงานไม่ได้มุ่งไปที่การกลับคืนสู่ภาวะเดิม เพราะคำว่า “ภาวะเดิม” ที่ว่านั้น หมายถึงนักเรียนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม อันรวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตด้วย ดังนั้น อนาคตต่อจากนี้คือ การที่สุขภาพจิตต้องอยู่แนวหน้าและเป็นศูนย์กลางในการฟื้นตัวจากโรคระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกหลานบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาทุกคน

ที่มา : Op-ed: NYC schools expand mental health support for students as pandemic leaves kids in crisis

รายชื่อโรงเรียน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จังหวัด นราธิวาส จำนวน 4 โรงเรียน

  • โรงเรียนผดุงมาตร
  • โรงเรียนสวนพระยาวิทยา
  • โรงเรียนราชพัฒนา
  • โรงเรียนนราสิกขาลัย

จังหวัดยะลา จำนวน 15 โรงเรียน

  • โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 94 (บ้านบ่อน้ำร้อน)
  • โรงเรียนคุรุชนพัฒนา
  • โรงเรียนบ้านตาเซะ
  • โรงเรียนบ้านราโมง
  • โรงเรียนบ้านกาตอง
  • โรงเรียนบ้านหลักเขต
  • โรงเรียนพัฒนาบาลอ
  • โรงเรียนบ้านโกตาบารู
  • โรงเรียนบ้านตะโละหะลอ
  • โรงเรียนบ้านเยาะ
  • โรงเรียนบ้านโต
  • โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะปันยัง
  • โรงเรียนบ้านคลองน้ำใส
  • โรงเรียนบ้านสะเอะ
  • โรงเรียนกาบังพิทยาคม

จังหวัดปัตตานี จำนวน 16 โรงเรียน

  • โรงเรียนวุฒิชัยวิทยา
  • โรงเรียนนิคมสร้างตนเองโคกโพธิ์ มิตรภาพที่ 148
  • โรงเรียนบ้านบางมะรวด
  • โรงเรียนบ้านท่าน้ำตะวันออก
  • โรงเรียนบ้านน้ำบ่อ
  • โรงเรียนบ้านปาลัส
  • โรงเรียนบ้านตรัง
  • โรงเรียนบ้านกระเสาะ
  • โรงเรียนบ้านบูดี
  • โรงเรียนบ้านฝาง
  • โรงเรียนบ้านตะโละไกรทอง
  • โรงเรียนบ้านน้ำดำ
  • โรงเรียนบ้านโลทู
  • โรงเรียนบ้านวังกว้าง
  • โรงเรียนสะนอพิทยาคม
  • โรงเรียนวังกะพ้อพิทยาคม

รายชื่อโรงเรียน ภาคตะวันตก

จังหวัดตาก จำนวน 1 โรงเรียน

  • โรงเรียนบ้านร่มเกล้า 2