เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดอบรมการใช้งานระบบ “พม. Smart” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรด้านสังคมสงเคราะห์จากหน่วยงานในสังกัด พม. และผู้แทนจาก 77 จังหวัด รวมถึงผู้แทนจาก กสศ. เข้าร่วม

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง พม. และ กสศ. ในการใช้ระบบ “พม. Smart” ซึ่งเป็นระบบขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม ถือเป็นการบูรณาการการทำงานโดยใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยให้การทำงานในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
“ตัวเลขเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 603,000 คน สะท้อนโจทย์สำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข พม. จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในมิติด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ การใช้ระบบ พม. Smart จะช่วยให้เราทราบว่าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามีตัวตนอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้สามารถวางแผนช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ให้เกิดขึ้นจริง”


นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบันทึกข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางในระบบ พม. Smart มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและความล่าช้าจากการจัดส่งเอกสาร ทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันเวลา อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และทำให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือในมิติต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน
พร้อมกันนี้ พม. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กปฐมวัย โดยตั้งเป้าไม่ให้เด็กอายุ 0–6 ปี หลุดจากระบบสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด รวมถึงการดูแลผู้พิการให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้รับ อาทิ การมีบัตรประจำตัวคนพิการและการเข้าถึงชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานโดยไม่ตกหล่น

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โครงการ Thailand Zero Dropout เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และหน่วยงานภาครัฐรวม 11 หน่วยงาน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2567 เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุ 3–18 ปี ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือเข้าสู่รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ พม. อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างเสมอภาค ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบ พม. Smart ที่เปิดให้ประชากรกลุ่มเปราะบางสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่ปี 2565

ข้อมูลในปี 2567 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูล พม. Smart กับฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout ทำให้พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 7,322 คน จากครอบครัวที่ได้รับเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน โดยเจ้าหน้าที่ พม. ได้ลงพื้นที่สำรวจและจัดทำแผนดูแลรายกรณี (Care Plan)
ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 มีการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนจำนวน 4,676 คน ส่งผลให้เด็กและเยาวชน 482 คน ได้รับการสนับสนุนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลปี 2568 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง พม. Smart กับฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout ยังพบเด็กและเยาวชนอีก 4,716 คน จากครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม และยังไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา โดย กสศ. ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนและพัฒนาทักษะอาชีพ 4,000 บาทต่อคน รวมถึงค่าดำเนินการ 1,000 บาทต่อราย ให้แก่บุคลากร พม. ที่ทำหน้าที่สำรวจและจัดการรายกรณี

นอกจากนี้ ในปีนี้ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสำรวจ ค้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับพื้นที่ สนับสนุนนโยบาย “พม. ใกล้คุณ” ที่มุ่งให้การช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วดร.ไกรยส กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้นวัตกรรมระบบ พม. Smart ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้สามารถค้นหา ติดตาม และวางแผนดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานบนระบบข้อมูลเดียวที่เชื่อมโยงการช่วยเหลือได้ครบทุกมิติ รวมถึงมิติด้านการศึกษา