การประชุม Asia-Pacific Regional Forum on Teachers ซึ่งจัดโดย UNESCO ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2569 ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ ได้รวบรวมผู้นำด้านการศึกษาระดับโลก เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับวิกฤตเชิงระบบในวิชาชีพครู โดยการประชุมมุ่งเน้นการสร้างกำลังคนที่มีความหลากหลายและสามารถปรับตัวได้ ผ่านมุมมองของการเรียนรู้ร่วมกัน ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งมี Angelo Gavrielatos ผู้จัดการแคมเปญ Go Public Fund Education ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Education International Asia-Pacific) ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีดังกล่าว โดยผู้จัดการ กสศ. เป็นตัวแทนขึ้นนำเสนอ “โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ห่างไกลและเปราะบางที่สุดของประเทศไทย

วิกฤตในโรงเรียนขนาดเล็ก-พื้นที่ห่างไกลที่ยังคงอยู่
ผู้จัดการ กสศ. ได้นำเสนอข้อมูลความท้าทายของระบบการศึกษาไทยในพื้นที่ห่างไกล โดยอ้างอิงงานวิจัยที่จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ในปี 2563 ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็ก (Small protected schools) จำนวน 1,155 แห่ง ที่ไม่สามารถควบรวมได้ แม้โรงเรียนเหล่านี้จะมีข้อได้เปรียบในด้านอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่ต่ำกว่า (1:9.5 เทียบกับค่าเฉลี่ยระดับชาติที่ 1:14) แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญ คืออัตราส่วนครูต่อห้องเรียนที่ต่ำมาก เพียงร้อยละ 0.91 เมื่อเทียบกับร้อยละ 1.38 ในโรงเรียนทั่วไป
ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจากข้อจำกัดเชิงพื้นที่และการโยกย้ายกำลังคนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ห่างไกล ครูจากในเมืองที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานในพื้นที่เหล่านี้ มักประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการทำงาน ส่งผลให้เมื่อครบระยะเวลาปฏิบัติงานประมาณ 2 ปี ครูจำนวนไม่น้อยเลือกขอย้ายออกจากโรงเรียนเหล่านี้

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทางออกขจัดความยากจนในชั่วอายุคน
เพื่อลดช่องว่างการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล กสศ. ได้พัฒนากลไกการผลิตครู “ระบบปิด” (Closed system) โดยตั้งเป้าจัดหานักศึกษาครูให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 4 ของความต้องการในพื้นที่ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมุ่งเป้ามอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนจากครัวเรือนยากจนในชุมชนท้องถิ่นที่ต้องการครู เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นครูและกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของตนเอง เนื่องจากสถาบันผลิตครูตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในด้านวัฒนธรรม บริบทของโรงเรียน และวิถีชีวิตของชุมชนที่นักศึกษาผู้รับทุนจะกลับไปทำงาน
นอกจากนี้ ดร.ไกรยส ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ โดยชี้ว่า การมีรายได้ที่มั่นคงจากวิชาชีพครูจะช่วยให้นักศึกษาทุนสามารถพาครอบครัวก้าวพ้นความยากจนได้ภายในชั่วอายุคน (One generation) ในระยะต่อไป กสศ. มีเป้าหมายขยายการสนับสนุนไปสู่สาขาวิชาเฉพาะทางต่าง ๆ เช่น การศึกษาพิเศษ เพื่อให้ระบบการผลิตครูสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและความต่อเนื่องของภาคนโยบาย
ดร.ไกรยส ได้ยกประเด็นความท้าทายด้านโครงสร้างประชากร โดยชี้ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Ultra-aged society) ท่ามกลางจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสู่วิชาชีพครูลดลง อีกทั้งงบประมาณภาครัฐยังมีแนวโน้มถูกจัดสรรไปยังภารกิจด้านอื่นมากขึ้น
เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดร.ไกรยส ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการบรรจุ ในระยะ 5–10 ปีข้างหน้า โดยในปัจจุบัน กสศ. อยู่ระหว่างการสำรวจภาระงานที่ครูต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากการสอนจนเกินสมดุล เพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์ไปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยส ย้ำว่า การขับเคลื่อนนโยบายด้านครูจำเป็นต้องอาศัย “ความต่อเนื่องของภาคนโยบายและการเมือง” เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามวาระของรัฐบาลไทยก็ตาม

บนเวทีเดียวกันนี้ ผู้จัดการ กสศ. ยังได้ร่วมเสวนากับตัวแทนด้านการศึกษาระดับโลก ซึ่งต่างเห็นพ้องและกล่าวยกย่องแนวทางของ กสศ. ว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญ
- Lars Sondergaard หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษา ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของ World Bank ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องใช้งบประมาณสูง แต่ประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลับลงทุนด้านการศึกษาไม่ถึง 4% ของ GDP พร้อมเสนอให้รัฐบาลปรับมุมมองจากการมุ่งเน้น “ปัจจัยนำเข้า” ไปสู่ “ผลลัพธ์” โดยมองว่าการศึกษาไม่ใช่การบริโภค แต่คือการลงทุนที่สำคัญ ทั้งนี้ยังได้ชื่นชมการดำเนินงานของ กสศ. ว่าเป็นตัวอย่างของโครงการที่ใช้ฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งช่วยให้หน่วยงานด้านการศึกษาสามารถอธิบายความคุ้มค่าต่อภาคการคลังได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งชักชวนให้ประเทศต่าง ๆ ยกระดับการผลิตครูตั้งแต่ต้นทางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
- Ruby Bernardo ประธานสหภาพครู (Alliance of Concerned Teachers) ประเทศฟิลิปปินส์ สะท้อนภาพวิกฤตการขาดแคลนครูที่มีจำนวนสูงถึง 147,000 คน โดยระบุว่าครู 9 ใน 10 คนมีรายได้ต่ำกว่าค่าครองชีพพื้นฐาน และต้องเผชิญกับภาระงานที่เกินขอบเขตหน้าที่ พร้อมย้ำว่าวิกฤตครูทั่วโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบาย และการลงทุนในตัวครูจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
- Leah Olsson รองประธานสหภาพการศึกษาแห่งออสเตรเลีย (Australian Education Union) รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมากกว่า 3 ใน 4 ของโรงเรียนในออสเตรเลียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากร และมีครูถึง 56% ตัดสินใจลาออกจากวิชาชีพเนื่องจากภาระงานที่สูงเกินไป พร้อมทิ้งท้ายว่า “สภาพแวดล้อมการทำงานของครู คือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็ก หากปราศจากสิ่งนี้ โรงเรียนก็เป็นเพียงตึกเปล่า”
- Mike Thiruman เลขาธิการสหภาพครูสิงคโปร์ (Singapore Teachers Union) ประเทศสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตครูในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของสิงคโปร์ที่มีการสนับสนุนเงินเดือนเต็มจำนวนให้แก่นักศึกษาครูระหว่างการศึกษา โดยเน้นย้ำว่า ภาวะหมดไฟ (Burnout) ของครูไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติ และควรให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ค่าตอบแทน (Wages) ความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Work prospects) สวัสดิภาพ (Wellbeing) และการทำงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิด
การเสวนาในครั้งนี้ได้ตอกย้ำประเด็นสำคัญของ GEM Report 2026 ที่เพิ่งเปิดตัว ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความเสมอภาคและการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน โดยการนำเสนอกลไกเชิงระบบจากโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ได้สะท้อนให้เห็นว่า การวางแผนกำลังคนที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นอย่างแท้จริง คือแนวทางสำคัญในการสร้างหลักประกันสู่อนาคตของการศึกษาทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
