จากติดลบสู่นกติดปีก ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’ เรียนฟรีแบบมีปลายทางสู่อาชีพจริง

จากติดลบสู่นกติดปีก ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’ เรียนฟรีแบบมีปลายทางสู่อาชีพจริง

หลายครั้งที่การเรียนจบการศึกษาภาคบังคับไม่ได้การันตีว่าชีวิตของเด็กคนหนึ่งจะหลุดพ้นไปจากความยากจน  

อาจไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่จะ ‘เดินต่อ’ ตามทางเลือกที่มีในชีวิต แต่ยังมีเด็กจากครัวเรือนยากจนที่ไม่ได้มีทางเลือกมากมายเช่นนั้น หลายครั้งพวกเขาต้องหยุดที่การศึกษาระดับมัธยมแล้วออกมาหางานทำ – งานที่ไม่ได้การันตีทั้งรายได้และความมั่นคงของชีวิต ซึ่งนั่นหมายถึงการส่งต่อวงจรความยากจนไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

ขณะเดียวกันก็มีรายงานวิจัยชี้ว่า ‘ทักษะ’ หรือ ‘การทำงานเป็น’ ของเด็กไทยที่สำเร็จการศึกษานั้นไม่ตรงกับการทำงานจริง ในขณะที่แรงงานสายอาชีพในไทยยังเป็นที่ต้องการมากเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาวะเช่นนี้จึงนับเป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. เป็นความพยายามแก้โจทย์เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและยกระดับชีวิตของเยาวชนให้หลุดพ้นจากความยากจนในเวลาเดียวกัน โดยมีทุนให้เปล่าสำหรับเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ล่างของประเทศ ให้ศึกษาต่อสายอาชีพในสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เช่น สาขาอุตสาหกรรม First-Curve หรือ New S-Curve, สาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล (STEM) ไปจนถึงสาขาที่ขาดแคลนบุคลากร เช่น ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยทันตแพทย์ ฯลฯ

กล่าวให้เข้าใจง่าย ทุนนวัตกรรมฯ คือทุนเรียนฟรีสำหรับเด็กจบ ม.3 หรือ ม.6 ที่อยากเรียนต่อสายอาชีพ แต่การเรียนฟรีที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือค่าเทอม แต่มีการเสริมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการใช้ชีวิต การออกแบบระบบเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงินอุดหนุนเท่านั้น แต่ต้องมีการสร้างระบบที่สามารถสร้างกำลังคนคุณภาพและมีเส้นทางให้เยาวชนเดินต่อในสายอาชีพ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความยากจนอย่างมีศักดิ์ศรี

ทุนนวัตกรรมฯ ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นทุนที่ให้ศักยภาพ

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้  กสศ. อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังในการออกแบบทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงว่าต้องเริ่มต้นจากวิธีคิดที่ว่า ‘การให้ทุนไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่ต้องเป็นทุนที่ให้ศักยภาพ’

“ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรามักจะนึกถึงการให้เงินแบบสงเคราะห์ แต่ตอนที่เราทำทุนนวัตกรรมฯ เราพยายามบอกว่ามันไม่ใช่ทุนสงเคราะห์ แต่เป็นทุนที่ให้ศักยภาพ แล้วเราก็เชื่อว่าน้องๆ กลุ่มนี้แม้ว่าเขามีฐานะยากลำบาก แต่เขามีศักยภาพ ข้อมูล PISA ก็บอกเราว่ามีเด็กที่รายได้น้อยแต่สอบได้คะแนนสูง 20% บน ประมาณ 6,000 กว่าคน หมายความว่าเด็กกลุ่มนี้มีศักยภาพถ้าเขาได้รับโอกาส” 

ธันว์ธิดาขมวดประเด็นให้ฟังว่า โจทย์สำคัญในการทำงานเรื่องนี้มีอยู่สามเรื่อง คือ 1.ทำให้การศึกษาช่วยให้เยาวชนหลุดออกจากความยากจน 2.สถานศึกษาต้องไม่มองการให้ทุนเป็นการสงเคราะห์ และต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ทั้งเด็กและตลาดแรงงานเพื่อให้เกิดคุณภาพ 3.เยาวชนกลุ่มนี้มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและตอบโจทย์ตลาดแรงงานของประเทศ

การแก้โจทย์เหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันทั้ง กสศ. สถานศึกษา และสถานประกอบการ (รวมถึงสถานพยาบาล) เพื่อสร้างเส้นทางคุณภาพให้แก่เยาวชนที่ได้รับทุน สิ่งสำคัญคือเมื่อสถานศึกษาได้รับโจทย์ว่าต้องเป็นสถานศึกษาลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้สถานศึกษาเปลี่ยนจากการ ‘รอรับเด็ก’ เป็นการ ‘ออกไปหาเด็ก’ 

“เหตุผลที่สถานศึกษาต้องไปเจอเด็กที่บ้านก็เพื่อคัดกรองความยากจนด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือการไปเห็นชีวิตเด็กจริงๆ ทำให้สถาบันกลับมาออกแบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นด้วย มีคุณภาพสูงขึ้นและตอบโจทย์เด็กมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเด็กพร้อมเข้ามาเรียน แต่พอมีเด็กทุน กสศ. เด็กกลุ่มนี้จะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ฉุดรั้งชีวิตเขา แต่เขามีความสามารถนะ ดังนั้นสถานศึกษาต้องมีระบบดูแลน้องๆ กลุ่มนี้ภายใต้บริบทที่เขามีให้ดีที่สุด” ธันว์ธิดากล่าว

มีเด็กประมาณ 2,000 คนต่อปีที่ได้รับทุนนวัตกรรมฯ (ราว 1.5-2 % ของรุ่น) ในแง่จำนวนอาจไม่ใช่จำนวนมหาศาล แต่คุณค่าของการสร้างคนคุณภาพเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของโครงการนี้

นพ.สุภกร บัวสาย

นพ.สุภกร บัวสาย ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงเรื่องการเน้นในแง่คุณภาพว่า ตัวชี้วัดที่สามารถอ้างอิงได้คือเด็กจบออกมาแล้วมีงานทำ มีการเรียนการสอนที่ตรงกับสาขาที่ประเทศไทยต้องการ และสิ่งสำคัญคือทำให้เด็กตั้งต้นชีวิตใหม่ได้ด้วยอาชีพนั้น ซึ่งต้องมีการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ชีวิตด้านอื่นของเด็กกลุ่มนี้ด้วย

“สิ่งที่ กสศ. ต้องการไม่ใช่แค่เนื้อหาของหลักสูตรทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องการให้การเรียนการสอนปิดจุดอ่อนของนักเรียนด้วย จุดอ่อนที่ว่าจะเชื่อมโยงกับปูมหลังของเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องครอบครัวแหว่งกลาง ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ต้องดิ้นรน มีความเปราะบางทางจิตใจ รวมถึงการที่เขาไม่เคยมีเงินเดือน ต้องมีการฝึกเรื่องการบริหารเงินและทักษะชีวิต” นพ.สุภกรกล่าว

หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล “ใช้เวลาเพียง 1 ปี เปลี่ยนชีวิตคน 1 คน ในงบประมาณ 150,000 บาทต่อคน”

นอกจากการเชื่อมต่อเด็กเข้ากับสถานศึกษาสายอาชีพในระดับ ปวช. และ ปวส. ที่มีอยู่เดิมแล้ว กสศ.ยังมีการร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และคณะทันตแพทยศาสตร์ในหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ในการให้ทุนเด็กเข้าศึกษาหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ระยะสั้น 1 ปี เพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ

ระยะเวลาการเรียนที่หดสั้นลงจาก 3-5 ปี เหลือเพียง 1 ปี เป็นจุดคานงัดสำคัญที่ตอบโจทย์ชีวิตเด็กที่ต้องการมีอาชีพและรายได้อย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เด็กที่คิดว่าตัวเอง ‘เอื้อมไม่ถึง’ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ สามารถเข้ามาเรียนที่สถานศึกษาเหล่านี้ได้ ดังนั้นโจทย์หนึ่งของ กสศ. คือการทำอย่างไรให้เด็กและสถานศึกษามาเจอกัน

หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเยาวชนในพื้นที่ และมีผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจคือนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรมีงานทำ 100%  เป็นสถาบันการศึกษา best practice หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลที่เป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนและการดูแลนักศึกษาทุน กสศ. ปัจจุบันในปีการศึกษา 2568 รับนักศึกษาเป็นรุ่นที่ 6 แล้ว (เริ่มเปิดรับทุน กสศ. ปี 2565) 

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ชี้ว่าจังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดยากจนติดอันดับต้นของประเทศ และยังมีประเด็นเรื่องความไม่ถนัดภาษาไทยของเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากเยาวชนจำนวนมากใช้ภาษามลายูกับครอบครัวมาตั้งแต่เกิดจนโต จะได้ใช้ภาษาไทยก็ต่อเมื่ออยู่ในโรงเรียนเท่านั้น ด้วยเงื่อนไขชีวิตเหล่านี้ทำให้การออกแบบหลักสูตรด้วยความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรนี้ตั้งแต่ต้นและคลุกคลีอยู่กับนักศึกษา อธิบายให้ฟังว่าที่นี่มีการสอนทักษะชีวิตหลายอย่างเพื่อให้นักศึกษาปรับตัวได้

“เด็กที่เข้ามาบางคนเขาไม่ได้เข้มแข็ง ไม่ได้มั่นใจ เด็กบางคนไม่กล้าสบตา ไม่กล้าพูด เป็นเด็กกลุ่มเปราะบาง บางคนเพิ่งเคยเข้าเมืองนราธิวาสครั้งแรก บางคนบ้านอยู่ลึกเข้าไปหลังสวนยาง พอเขามาที่นี่เขาก็ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศในคณะพยาบาล ดังนั้นนอกจากหลักสูตรเกี่ยวกับการพยาบาลแล้ว เรายังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อปรับจุดอ่อนเหล่านี้ เช่น พัฒนาบุคลิกภาพ สอนการอ่านจับใจความภาษาไทย สอนภาษาอังกฤษ สอนเรื่องการเก็บออมเงิน การเตรียมตัวสัมภาษณ์และทำเรซูเม่ ฯลฯ” รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ลงรายละเอียด

นอกจากนี้ รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ยังย้ำอีกว่าการสร้างสูตรระยะสั้นแล้วมีอาชีพได้เลย ถือเป็นการตอบโจทย์เด็กยากจนที่ตรงจุด

“การที่ กสศ. เข้ามาดูแลและให้ทุนเด็กในพื้นที่ สร้างการศึกษา สร้างอาชีพในหลักสูตรระยะสั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเด็กหลายคนอยากเรียนจบเร็ว อยากมีอาชีพเพื่อไปจุนเจือครอบครัว เพราะฉะนั้นการที่ กสศ. เห็นปัญหาในพื้นที่แล้วมีนโยบายช่วยเหลือ คิดว่าเป็นทิศทางที่ต้องถูกต้อง” รศ.ดร.ศิริพันธุ์ กล่าว

นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ที่เรียนจบและมีงานทำในโรงพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 12,000-15,000 บาท หลายคนสามารถเข้าทำงานที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทำหน้าที่รับผู้ป่วยจากตะวันออกกลางด้วยความสามารถทางภาษา ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับรายได้จากเดิมที่อยู่ในครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาท/เดือน ให้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

สูรียานิง ยูโซ๊ะ

สูรียานิง ยูโซ๊ะ นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ปี 2567 เล่าถึงประสบการณ์ตัวเองว่า “ทุน กสศ. และหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลเปลี่ยนชีวิตหนูจากหน้ามือเป็นหลังมือในเวลาแค่หนึ่งปี” จากที่เคยได้เงินจากพ่อแม่วันละไม่กี่สิบบาท กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของครอบครัว และสามารถส่งน้องเรียนต่อไปได้อีกทอดหนึ่ง ทั้งยังเข้าถึงสังคมในโรงพยาบาลและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง ถือเป็นการยกระดับทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

นพ.สุภกรเองก็พูดถึงผลลัพธ์ของหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลที่ ม.นราธิวาสฯ ว่าถือเป็นการเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของเด็ก 

“หลักสูตรนี้ใช้เวลาเพียง 1 ปี เปลี่ยนชีวิตคน 1 คน ในงบประมาณ 150,000 บาทต่อคน

เด็กหลายคนบอกว่าถ้าเขาไม่ได้รับทุนเรียนที่นี่ ก็คงได้ทำงานที่รายได้ต่ำมากๆ และไม่มีความมั่นคง แต่พอได้รับทุนกลายเป็นว่ามันเปลี่ยนชีวิตเขา มีงานวิชาชีพที่รออยู่ข้างหน้า มีรายได้ประจำ

เราใช้เงินเดือนละแสนกว่าบาทในการเปลี่ยนชีวิตเด็กกลุ่มที่ยากจนที่สุดในประเทศ ซึ่งอาจทำให้เขากลายเป็นชนชั้นกลางได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เฉพาะตัวเขาเท่านั้น แต่ถ้าเขามีงานทำ ทั้งครอบครัวของเขาก็ดีขึ้นหมด แล้วการที่ครอบครัวเขาดีขึ้นในหลายเรื่อง ก็สร้างประโยชน์ให้ส่วนร่วมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม” 

ทั้งนี้ นพ.สุภกรยังกล่าวเสริมว่า การมีงานทำและมีเงินเดือนหลักหมื่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการต่อยอดทักษะอาชีพและความเข้าใจในทักษะชีวิต ที่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เด็กก็จะไปรอด

“ในทางหนึ่งเราก็อย่ามองในแง่ดีเกินไป เพราะรายได้เดือนละประมาณหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ถือว่ามากมาย แต่ถ้าเขาใช้จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วพัฒนาอาชีพตัวเองในอนาคตได้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นแค่การเรียนการสอนที่ผลิตผู้ช่วยพยาบาลออกมา แล้วให้ทำงานสอดคล้องกับเทคโนโลยีระยะสั้นมันน่าเสียดาย แต่ถ้าเราให้เขาพัฒนาตัวเองต่อไปหรือไปเรียนต่อ แบบนี้จะดีที่สุด”

ต่อประเด็นเรื่องทักษะนี้ นพ.สุภกรชี้ว่า คำตอบอยู่ที่ทักษะพื้นฐานชีวิต (foundational skills) ที่ประกอบด้วย 1.ทักษะเรื่องการอ่านและตีความ 2.ทักษะดิจิทัล และ 3.ทักษะสังคมและอารมณ์

“ถ้าเขามีทักษะสามอย่างนี้เขาจะเรียนรู้ได้จากหลายทาง ทำให้ความก้าวหน้าหรือความรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่วันที่เรียนจบหลักสูตร” นพ.สุภกรกล่าวสรุป

ด้าน ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่าโครงการทุนนวัตกรรมฯ ถือเป็นการเปิดประตูให้น้องๆ ที่ยากในการเข้าถึงโอกาส

“แต่เดิมการเข้าถึงโอกาสของน้องอาจจะยากกว่านี้ เราก็ถือว่าเป็นการเปิดประตูให้เขา สิ่งที่สำคัญคือเขาได้รับทุนทางสังคม (social capital) จากสังคมเพื่อน สังคมอาจารย์ หรือสังคมในโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้คือสถานะอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่นับมูลค่าเป็นเงิน แต่เป็นเรื่องของเครือข่ายสังคมซึ่งจะพาชีวิตเขาไปต่อได้อีก” ธันว์ธิดาสรุป