“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในโรงเรียนที่มีแนวทางจัดการศึกษาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง พื้นที่แห่งนี้รองรับเด็กที่หลากหลาย โดยมีแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง วางเป้าหมายการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเด็ก ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์วัดที่มีมาตรฐานเดียว ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความยืดหยุ่นในการออกแบบการเรียนการสอน

แนวคิดเหล่านี้มีผู้ขับเคลื่อนสำคัญคือ วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เขาทำหลักสูตรอนุบาลจิตศึกษาในระดับปฐมวัย และกำลังผลักดันหลักสูตรมัธยมต้นโดยวางเป้าหมายไว้ว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” 

บทสนทนานับจากนี้ กสศ.ได้ชวนวิเชียรคุยเรื่องแนวคิดการศึกษา มุมมองต่อการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น แนวทางการนำมาปฏิบัติจริง ความเหลื่อมล้ำ รวมถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาไทยที่เขาอยากเห็น

ตอนนี้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนากําลังทำรูปแบบการศึกษาแบบไหนอยู่บ้าง มีผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่แลกเปลี่ยนให้ฟังได้บ้างไหม

เราเน้นการพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์และสอดรับบริบทของโลกใหม่ โดยทำนวัตกรรมชื่อ ‘อนุบาลจิตศึกษา’ เพื่อจัดการศึกษาในช่วงปฐมวัย

อนุบาลจิตศึกษาคือการมุ่งให้เด็กมีความพร้อมในสามมิติ ได้แก่ มิติที่หนึ่ง คือมิติของตัวตน เด็กปฐมวัยควรมีพัฒนาการทางด้านตัวตน มีการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง (self-esteem) ให้เขามีความตระหนักในความสามารถของตัวเอง และสิ่งสูงสุดที่ระดับอนุบาลควรมีคือความสามารถในการกํากับตัวเอง (self-control) ให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ กํากับตัวเองให้อยู่ในกิจกรรมได้นานพอ ไม่วอกแวก

มิติที่สอง คือการพัฒนา executive function (EF) หรือความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้า ให้เด็กมีความสามารถในการริเริ่ม มุ่งเป้าหมาย ยืดหยุ่นความคิด ดึงความจำออกมาใช้งานได้ และกํากับตรวจสอบประเมินตัวเองเป็น

มิติที่สาม คือพัฒนาการทั้งสี่ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราฝึกด้วยกิจกรรมชีวิต ในหนึ่งวัน เด็กๆ จะมีงานชีวิตอยู่ห้างาน คือ งานเล่น งานสํารวจ งานบ้าน งานสวน และงานครัว เวลาเด็กลงมือทำกิจกรรม มันก็จะส่งเสริมพัฒนาการทั้งสามมิติโดยอัตโนมัติ 

ทำแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

พอเด็กเรียนถึงอนุบาลสาม เขาจะมี self-control และ self-esteem เลย ส่วนในมิติของ EF เราก็เห็นว่าเขาสามารถริเริ่มได้ จนไปสู่งานมุ่งเป้าหมายและงานยืดหยุ่นความคิด คือเวลามุ่งเป้าหมายแล้วก็ต้องมาดูว่าถ้าไม่สำเร็จจะหาวิธีที่ยืดหยุ่นอย่างไร และเขามีการกํากับตัวเอง มีการตรวจสอบและประเมินตัวเองอยู่ในที

ในส่วนของการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราก็เปลี่ยนรูปแบบพอสมควร ในสนามเด็กเล่นเรามีอุปกรณ์การเล่นที่เป็นธรรมชาติ มีเชือกห้อยโหนและเครื่องปีนป่าย ซึ่งมีความท้าทายพอที่จะให้เด็กพัฒนาทั้งด้าน EF ตัวตน และพัฒนาการทางด้านร่างกาย

ส่วนพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เราก็พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาและคณิตศาสตร์ เด็กไม่ต้องเร่งอ่านเขียน แต่เด็กอนุบาลของเราถึงขั้นอ่านออกเขียนได้โดยธรรมชาติเลยนะ เป็นไปอย่างธรรมชาติด้วยกระบวนการรูปแบบใหม่

เราทำมาแปดปีแล้ว เห็นทุกรุ่นที่ผ่านอนุบาลจิตศึกษามา พอขึ้นชั้นประถมเขาก็ไม่ต้องเตรียมความพร้อมอีก ไปต่อได้เลย อันนี้คือที่ทำสำเร็จไปแล้ว

นอกจากชั้นอนุบาลแล้ว ในระดับอื่นๆ มีการออกแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้างให้สอดรับกับบริบทโลกใหม่

ผมพัฒนารูปแบบหนึ่งขึ้นมาสำหรับชั้นมัธยม ตอนนี้รูปแบบการศึกษาโดยทั่วไปของมัธยมคือการเรียนการสอนเป็นวิชาตามหลักสูตร ประเมินตามตัวชี้วัดมาตรฐาน ซึ่งยังอยู่ในหลักคิดที่เก่าแก่คือเป็นการศึกษาเพื่อบรรจุความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะลงไปในตัวเด็ก แต่ผมพัฒนารูปแบบใหม่ของมัธยมขึ้นมา คือทำให้การศึกษาเป็นการเอาศักยภาพไปใช้ ไม่ใช่การบรรจุ 

พูดง่ายๆ ว่าให้เด็กมีสมรรถนะ เพราะเวลาเขาเอาศักยภาพไปใช้ เขาต้องทำให้ใช้การได้ผลดี หลักของการเรียนรู้ชั้นมัธยมของผมคือ จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว แปลว่าเราต้องยืดหยุ่นเยอะมากเลย เวลาเราพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่น เด็กต้องเป็นศูนย์กลาง เรื่องทุกอย่างต้องทำเพื่อเขา แต่หลักคิดการศึกษาแบบบรรจุนั้นไม่ยืดหยุ่นนะ เพราะเด็กต้องทำได้ตามมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานนั้นอยู่ในหลักสูตรที่เป็นกระดาษโดยไม่สนใจบริบทข้างนอก แล้วหลักสูตรที่อยู่ในกระดาษก็เก่าแก่มาก 

วิธีของเราที่ไม่ยอมให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว คือการวางเป้าหมายว่าพอจบชั้น ม.3 เขาควรจะมีอัตลักษณ์และมีความเข้าใจตนเอง (self-concept) ทุกคนต้องมีความตระหนักรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร ปรารถนาสิ่งใด มีเจตจำนงอะไร แล้วการที่เขาจะมี self-concept ได้ เขาต้องไม่ถูกบรรจุด้วยสิ่งเดียวกันเสมอไป แต่ต้องถูกท้าทายด้วยโจทย์และสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งอยู่ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning – PBL)

โจทย์และสถานการณ์ที่ตรงกับบริบทที่เขาเผชิญอยู่จะท้าทายให้เขาเข้าไปเผชิญกับมัน เมื่อผลออกมาว่าเขาทำได้แค่ไหน เขาตอบสนองแบบไหน ในที่สุดเขาก็จะตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่าเขามี self-concept อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร ความถนัดของตัวเองคืออะไร ความจริงของตัวเองคืออะไร แรงปรารถนาของตัวเองคืออะไร เพราะฉะนั้นเราต้องยืดหยุ่นมาก เพื่อให้เด็ก ม.3 เลือกว่าเขาควรจะไปทิศทางไหนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ล้อไปตามแรงของสังคม เพื่อน หรือพ่อแม่

ที่บอกว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” คําว่าล้มเหลวในความหมายของอาจารย์คืออะไร

ในระบบการศึกษาแบบเก่า เด็กล้มเหลวเพราะเราเอาไม้บรรทัดอันเดียวไปวัดทุกคน เช่นเด็กต้องเรียนเหมือนกัน ซึ่งบางคนเขาไม่ได้สนใจวิชานั้น แต่เขาจำเป็นต้องเรียนสิ่งนั้น ผลคือเขาได้เกรดศูนย์ หรือถ้าเขาไม่เข้าเรียน ผลคือเขาไม่มีสิทธิ์สอบ เด็กล้มเหลวเพราะเป้าหมายและวิธีวัดของการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายของเด็ก นี่คือกรอบคิดของการศึกษาแบบเดิมที่บรรจุความรู้และทักษะ กำหนดเวลาเรียน กำหนดเกณฑ์ประเมิน และกำหนดพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเขา 

เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้โจทย์และสถานการณ์สอดคล้องกับบริบทของเขา เมื่อใดที่เขาตอบสนองกับโจทย์และบริบทพวกนี้ได้ เขาค้นพบว่าเขาเป็นใคร เขามีแรงปรารถนาอะไร เขาทำเรื่องนั้นได้ดีแค่ไหน เขาก็จะไม่ล้มเหลว แต่ตอนนี้เมื่อมองไปทั้งแผ่นดินไทย เด็กมัธยมล้มเหลวกันระเนระนาด ผมตั้งใจว่าระบบมัธยมที่ผมพัฒนาขึ้นจะทำให้เด็กไม่ล้มเหลว อยากให้เขาค้นพบตัวเองและเดินบนเส้นทางของตัวเองได้เร็ว

การพัฒนาเรื่อง self-concept ของเด็กมีวิธีการสร้างอย่างไรที่เป็นรูปธรรม

การพัฒนาเรื่อง self-concept ต้องทำนอกเหนือจากหลักสูตรเยอะมาก เรามุ่งกิจกรรมในการพัฒนาผู้เรียน เช่นเราให้เขามีโอกาสพัฒนาโปรเจ็กต์ Empathy Camp คือโปรเจ็กต์ช่วยคนอื่น เขาต้องทำโปรเจ็กต์ใหญ่มากเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อออกแบบว่าเราจะเข้าใจคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างไร เราพอช่วยอะไรเขาได้ แล้วอะไรที่พอช่วยได้นั้นเราต้องทำอย่างไร เป็นกระบวนการยาวทั้งปี

อีกเรื่องคือการพัฒนา Hard Skill เขาต้องได้ลองทำ เราให้โอกาสเด็กฝึกงานปีละหลายรอบ อยากฝึกที่ไหนก็ไปเลย เช่น ไปอยู่กับโค้ชการเงิน บางคนเลือกไปอยู่กับกลุ่มอาสากู้ภัย บางคนไปอยู่อู่ซ่อมรถ เด็กสามารถเลือกลองเพื่อจะได้รู้ว่าอะไรที่เขาถนัดหรืออยากทำจริงๆ

ถ้าถอยมามองภาพกว้างของการศึกษาไทย อาจารย์มองอย่างไร ดูมีแนวโน้มการพัฒนาที่ดีไหม

ทิศทางของหลักสูตรใหม่ก็ออกมาดีนะ พยายามให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ คือเอาศักยภาพของเด็กมาใช้ แต่ทักษะและโลกทัศน์ของครูที่จะตั้งโจทย์ดีๆ ให้เด็กและเข้าใจบริบทโลกจริงๆ ก็ยังต้องพัฒนาอยู่

ถ้ามองในภาพกว้าง โครงสร้างของระบบการศึกษาไทยตอบโจทย์เรื่องการควบคุม คิดมาเพื่อควบคุมประชากรให้รู้บางเรื่องและไม่ให้รู้บางเรื่อง แล้วระบบการศึกษาก็ยังตอบโจทย์เศรษฐกิจที่มีชนชั้นนำเป็นตัวนำ ประชากรส่วนมากที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้เป็นชนชั้นนำอยู่แล้ว แต่เป็นฐานรากให้เขา ซึ่งโครงสร้างใหญ่และกรอบคิดพวกนี้ทลายยาก และเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ ซึ่งก็เป็นแง่ดีในเชิงของการปกครอง แต่ประชาชนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ต้องตกเป็นเบี้ยภายใต้กลไกเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง และระบบการปกครอง

แล้วพอมีทางแก้ไขไหม

ต้องปฏิวัติในเชิงโลกทัศน์และหลักคิดของคน เวลาเราจัดการศึกษาต้องไม่ใช่แค่สยบยอมตามระบบหรือตามกฎเกณฑ์กติกา เพราะกฎเกณฑ์กติกาในการศึกษา คนกำหนดขึ้นทั้งนั้น แล้วกำหนดขึ้นอย่างมีนัยที่ต้องการควบคุม เราก็ต้องสอนให้เด็กตั้งคำถามกับมัน สอนให้เขาเป็นผู้เลือกอย่างอิสระ ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ต้องก้าวร้าว แต่รู้ว่าจะต้องทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเป็นอิสระและเป็นจริงกว่าที่เป็นอยู่

อย่างประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในประเด็นนี้อาจารย์มองว่าแก่นของปัญหาคืออะไร

ผมชวนตั้งคำถามอย่างนี้ โรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมหนึ่งล้านกับโรงเรียนที่อยู่ชนบท ถามว่าทั้งสองโรงเรียนนี้ทำให้คนมีความเป็นมนุษย์ที่เกินกว่ากันไหม ผมตอบว่าไม่ใช่ แต่ค่าเทอมที่แพงคือบัตรผ่านประตูของกลุ่มชนชั้นนำ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นด่านที่ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อบัตรเท่าไหร่ ในโรงเรียนใหญ่ๆ ดังๆ เราจะเห็นว่ามีหลายชนชั้นอยู่ในโรงเรียนเดียว ชนชั้นที่ค่าเทอมแพงจะได้เรียนกับครูต่างชาติในห้องแอร์ ส่วนชนชั้นที่เรียนฟรีก็เรียนกับครูทั่วไป ขนาดในโรงเรียนเดียวกันยังไม่เท่ากันเลย ต้นทุนทางสังคมของคนกลุ่มนี้ต่างกัน คอนเน็กชันของคนกลุ่มนี้ก็ต่างกัน

การศึกษาเป็นบัตรผ่านเข้าไปสู่ชนชั้น แต่ในการศึกษาโดยทั่วไปจะมีสักกี่คนที่ก้าวจากเด็กน้อยในชนบทธรรมดาขึ้นไปสู่ระดับชนชั้นนำได้ น้อยมาก ดังนั้นถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมมองว่าการศึกษารับใช้ชนชั้นนำ

แล้วจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นบัตรผ่านไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ สำหรับเด็กที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ

เวลาผมพูดถึงเรื่องนี้มันมีกลไกเยอะกว่านั้น การศึกษาคือระบบที่รับใช้กลไกการเมือง การเมืองไปทิศทางไหน เขาก็จัดการศึกษาให้เป็นแบบนั้น ประเทศที่ต้องการให้เด็กเป็นทหาร เขาก็สร้างโรงเรียนให้คนเป็นทหาร ประเทศที่สงบสุขเขาก็สร้างการศึกษาให้สงบสุขอย่างที่สแกนดิเนเวีย ประเทศที่แข่งขันกันทางธุรกิจอย่างสิงคโปร์​ เขาก็สร้างเด็กให้เป็นนักธุรกิจ

คำถามนี้ตอบยากมากเลยนะ แต่ผมก็พยายามทำอยู่ เราต้องมีความเชื่อก่อนว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ ไม่ใช่ระบบการศึกษา และไม่ใช่แค่บัตรผ่านประตู ดังนั้นเราต้องทำให้ระบบการศึกษาสร้างการเรียนรู้ การเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีโอกาสเปลี่ยนแปลง แล้วการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่ใช่สถานะทางสังคมหรือเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองมีเงินมากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสมองที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโตขึ้นและเข้าใจความจริง เมื่อคุณเข้าใจความจริงคุณจะดำรงชีวิตอยู่ตามสถานภาพของคุณได้อย่างมีคุณภาพ ชีวิตคุณจะมีคุณภาพมาก

ไม่ใช่ว่าคุณมีสถานะทางสังคมสูงหรือมีฐานะร่ำรวยแล้วคุณจะมีความสุขเสมอไป เพราะสมองของคุณอาจถูกสร้างไปอีกแบบหนึ่ง ถูกสร้างให้กระหายต่อโดปามีน กระหายต่อตัวเลขในบัญชี สมองของคุณไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้มีความสุขอยู่กับธรรมชาติ มีความสุขอยู่กับผู้คนหรือครอบครัว

เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงโอกาสของความเท่าเทียม เราวัดกันที่คุณภาพชีวิตในลักษณะแบบนี้ มนุษย์ทุกคนมีชีวิตได้ไม่กี่ปี แต่ระหว่างไม่กี่ปีนั้นใครมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากัน ใครมีคุณภาพความสุขมากกว่ากัน ซึ่งอันนี้ก็วัดยาก พูดแล้วเหมือนเป็นคำปลอบใจนะ แต่ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าตอนนี้ระบบการศึกษาเป็นบัตรผ่านประตู แต่เนื้อแท้ของมันคือพื้นที่ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ แล้วถ้าเรารู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง ก็จะเกิดความเท่าเทียมขึ้น