ห้องเรียนข้ามขอบ
“เราอยากทําโมเดลการเรียนรู้สําหรับเด็กที่ขาดแคลนโอกาสที่สุด โดยให้ทำให้มีคุณภาพมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าเด็กจะพัฒนาได้มากแค่ไหน” ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) และที่ปรึกษาโครงการห้องเรียนข้ามขอบ พูดถึงการออกแบบหลักสูตรห้องเรียนข้ามขอบ พื้นที่การเรียนรู้นอกโรงเรียนที่ตอบโจทย์ชีวิตเด็กที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายในการสร้างวิชาชีวิตให้แก่เด็กๆ ด้วยวิธีการสอนแบบเวิร์กช็อปและฝึกลงมือทำจริง
โครงการห้องเรียนข้ามขอบ (Classroom & Beyond) เพิ่งจบไปในปีที่หนึ่ง เป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ร่วมกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยในปีแรกมีการทำงานในสองพื้นที่ คือพื้นที่บ้านห้วยซ้อ ร่วมกับโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เชียงดาวเมืองแห่งการเรียนรู้’
ห้องเรียนข้ามขอบ เปลี่ยนผนังห้องเรียนให้เป็นวิวภูเขา เปลี่ยนกระดานให้เป็นการล้อมวงพูดคุย และเปลี่ยนเนื้อหาที่ตึงเครียดให้เป็นความรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งหมดนี้ดำเนินการเรียนการสอนที่มะขามป้อมอาร์ตสเปซ และสถานีเรียนรู้ที่ใช้คนเก่งจากหลากหลายสาขามาเป็นคนสอนเด็กๆ
ห้องเรียนข้ามขอบเปิดสอนทุกวันเสาร์ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 21 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มทางเลือกการเรียนรู้ให้กับเยาวชนทั้งในระบบและนอกระบบ โดยพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (credit bank) ร่วมกับ 6 โรงเรียนในอำเภอเชียงดาวและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร. หรือ กศน. เดิม) เด็กที่มาเรียนหลายคนมาจากโรงเรียนในเชียงดาว เด็กบางคนกำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษา เด็กบางคนเรียนที่ สกร. เด็กบางคนเรียนโฮมสคูล รวมถึงเด็กชาติพันธุ์หลายคนที่ไม่มั่นใจกับการเรียนและไม่รู้ว่าการศึกษาในระบบนั้นตอบโจทย์ชีวิตพวกเขาอย่างไร

พฤหัส พหลกุลบุตร เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่าพวกเขาสร้างหลักสูตรขึ้นมาสามหลักสูตร ประกอบด้วย 1.หลักสูตรทักษะเยาวชนพลเมืองโลก 2.หลักสูตรศิลปะเยาวชนนักสร้างสรรค์ (Young Artist Youth Creator) และ 3.หลักสูตรผู้ประกอบการท้องถิ่นรุ่นเยาว์ (Young Local Enterpreneur)
“เราสอนทักษะพื้นฐานการเรียนรู้และทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่นเรื่องการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเข้าใจความซับซ้อน เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้เด็กมีทักษะชีวิตติดตัวเขาไป เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็นสำหรับเด็กยุคนี้มาก” พฤหัสลงรายละเอียดถึงหลักสูตรทักษะเยาวชนพลเมืองโลก และขยายความให้ฟังว่าเด็กทั้งในระบบและนอกระบบที่มาเรียนไม่ค่อยมีทักษะเหล่านี้ซึ่งมีผลมาจากการไม่เคยฝึกมาก่อน และหากมองเฉพาะเด็กจาก สกร. เด็กชาติพันธุ์ และเด็กที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษา มักมีทักษะเหล่านี้น้อยมากโดยเฉพาะเรื่องความมั่นใจในตัวเอง
“เด็กบางคนอาจถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัวหรือยากจนมาก อยู่กับยาย ไม่มีพ่อแม่ ต้องทํางานเลี้ยงตัวเอง กลับมาบ้านก็เล่นเกมหรือแยกเป็นปัจเจก เพราะฉะนั้นเขาจะไม่มีทักษะเรื่องการเรียนรู้ ทักษะการเข้าสังคม หรือการเรียบเรียงความคิด พอเขาเรียนวิชานี้วันละ 6 ชั่วโมงทุกวันเสาร์ เราก็เห็นพัฒนาการเด็กอย่างเด่นชัด เขามั่นใจมากขึ้น และเขาตั้งใจเรียน ไม่โดด เราทำเป็นเวิร์กช็อปหมดเลย พอกิจกรรมสนุกสร้างสรรค์ เด็กมีส่วนร่วม เขาก็ชอบ คือเขาไม่เคยเรียนแบบนี้” พฤหัสอธิบาย
ถัดจากหลักสูตรแรก ห้องเรียนข้ามขอบก็เริ่มพาเด็กเข้าสู่หลักสูตรศิลปะเยาวชนนักสร้างสรรค์ สอนวิชาละคร วิชาการเขียน วิชาการถ่ายภาพ วิชาการทำวิดีโอ วิชาวาดภาพ เป็นวิชาเลือกให้เด็กๆ ลงเรียน ซึ่งการใช้กระบวนการศิลปะในการเรียนการสอนก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารด้วย
ต่อจากเรื่องศิลปะ ห้องเรียนข้ามขอบยังขยายการเรียนรู้ในหลักสูตรผู้ประกอบการท้องถิ่นรุ่นเยาว์ ด้วยการชวนสถานีเรียนรู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย เช่น คนทำผ้าย้อมคราม ร้านกาแฟ ร้านทําผลิตภัณฑ์โกโก้ ร้านปั้นเซรามิก รวมถึงโฮมสเตย์ในชุมชน
“เราจะเริ่มจากการให้เขาเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ประกอบการเบื้องต้น วิเคราะห์ต้นทุนว่าเขามีทักษะอะไร เขาอยากเป็นผู้ประกอบการเรื่องไหน แล้วก็ให้เขาไปเรียนแต่ละสถานีในแต่ละสัปดาห์ เรียนลึกเลยว่าเขาประกอบกิจการกันอย่างไร เริ่มต้นมาอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไร เวียนไปจนกระทั่งครบ 6-7 สถานี ตอนท้ายก็ให้เขามาออกแบบแนวทางกิจการของตัวเอง เราอยากให้เขามีไอเดีย เพราะมีเด็กหลายคนที่อาจไม่ได้เรียนต่อ แต่เขาอาจมีกิจการเล็กๆ อยู่ที่ชุมชนตัวเอง เลยอยากให้เขาเห็นมุมมองเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ” พฤหัสอธิบายถึงวิธีการเรียนในหลักสูตรผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นวิชาที่เด็กหลายคนในพื้นที่เอาไปใช้ในชีวิตได้จริง
“โดยความตั้งใจ เราอาจไม่ได้โฟกัสเรื่องที่ว่าสามารถช่วยเด็กหลุดระบบได้กี่คน แต่เราอยากพัฒนาโมเดลในลักษณะข้ามขอบการเรียนรู้ หมายความว่าต่อไปการเรียนรู้อาจไม่ต้องสังกัดใดสังกัดหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น สมมติเด็กสังกัดโรงเรียนหนึ่ง แล้วเขามาเรียนบางส่วนกับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ข้างนอก, มาเรียนกับสถานีเรียนรู้แล้วนับเป็นเครดิตแบงก์กลับไปที่โรงเรียน, หรือเด็กโฮมสคูลมีตัวเลือกหรือวิชาต่างๆ ที่เขาเลือกเอง เป็นต้น” พฤหัสพูดถึงการทลายกรอบแนวคิดเรื่องการศึกษาในสังกัด โดยเชื่อใน ‘การเรียนรู้ข้ามขอบ’ ที่เด็กเรียนได้หลากหลาย และยังเอาชั่วโมงเรียนกลับไปคิดเป็นหน่วยกิตได้จริงในสถาบันการศึกษา ซึ่งโมเดลนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ส่องประกายให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการศึกษาไทย
“โมเดลนี้ยังไม่ได้สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่เป็นแนวคิดที่กําลังผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ใช้เวลาทีเดียว” พฤหัสกล่าว

ขยายลู่ให้ล้านความฝัน
เด็กกลุ่มที่เข้ามาเรียนห้องเรียนข้ามขอบ หลายคนเป็นเด็กชาติพันธุ์และเด็กที่กำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษา แน่นอนว่าเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจส่งผลสำคัญต่อเส้นทางการศึกษาของเด็ก แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเด็กไม่พบความหมายในการเรียน กล่าวคือพวกเขาตั้งคำถามว่าไปโรงเรียนทำไม หรือกระทั่งไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเรียนอะไรอยู่
“ถ้าจะบอกว่าเด็กโง่ ไม่ใช่แน่นอน เพราะเด็กก็แสดงศักยภาพให้เห็นมากตอนที่มาเรียนกับเรา ผมอยากพิสูจน์ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เด็กไม่อยากเรียน แต่เขาเรียนไม่สนุก เรียนไม่มีคุณภาพ ไม่รู้จะเอาสิ่งที่เรียนไปใช้อะไร” พฤหัสพูดถึงความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กซึ่งโรงเรียนอาจยังไม่ตอบโจทย์เด็กทั้งหมด
พฤหัสกล่าวว่าจริงอยู่ที่เด็กต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อเอาไปใช้เรียนต่อหรือเพิ่มค่าแรงตามวุฒิ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือเรื่องกระบวนการศึกษาที่ทําให้เด็กค้นพบตัวเองและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
“สิ่งสำคัญคือเรื่องกระบวนการศึกษาที่ทําให้เขาค้นพบตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เป็นกระบวนการเสริมพลังให้คน จากเด็กที่พูดไม่ชัดหรือยากจนมาก แต่เดิมเขาเห็นตัวเองต้อยต่ำมาก เป็นเด็กชาติพันธุ์ที่ถูกดูถูกว่าไม่มีปัญญาเรียนหรอก ทั้งตีตราตัวเองและถูกตีตราจากระบบการศึกษา ฉันไม่มีฝัน ไม่กล้าฝันน่ะ แต่เราทําให้เขากล้าฝัน ประเด็นนี้สําหรับเราเป็นเรื่องใหญ่มาก
“ความรู้สึกด้านในเขาลบมาก แต่พอเราเปิดพื้นที่ในการฟังเขา เราก็สามารถพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเองของเขาขึ้นมา แล้วเป็นจุดตั้งต้นที่เขาจะเดินหน้าไปในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องอื่น เราเห็นพัฒนาการของหลายคนมาก” พฤหัสเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กที่มาเรียนในห้องเรียนข้ามขอบ
หากมองในภาพใหญ่ การออกแบบการเรียนรู้เหล่านี้คือการออกแบบการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเด็กที่หลากหลาย ต่อประเด็นนี้พฤหัสพูดถึงการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต โดยการแบ่งออกเป็นสามหมวด คือ วิชาการ วิชาชีวิต และวิชาชีพ ซึ่งแล้วแต่ว่าจะผสมผสานกันอย่างไร แต่เด็กคนหนึ่งควรจะต้องเรียนให้ครบทั้งสามหมวด
“สิ่งที่ผมอยากพูดในแง่นโยบายภาพรวมคือ ตอนนี้เรามีคนทำงานภาคประชาชนจำนวนมากที่ทำงานเรื่องการเรียนรู้มายาวนาน แต่ไม่ค่อยถูกใช้ประโยชน์ ลองนึกภาพว่าถ้ารัฐมีระบบสนับสนุนคนเหล่านี้ให้ทำงานได้หรือมาเชื่อมโยงกัน เด็กก็อาจเรียนวิชาในโรงเรียนครึ่งหนึ่ง ที่เหลือให้เด็กเลือกเอง เช่น เรียนที่พิพิธภัณฑ์ ไปเวิร์กช็อป เรียนกับสถานีเรียนรู้ หรือเราอาจพัฒนาคนที่มีความเชี่ยวชาญให้เป็นสถานีเรียนรู้มาช่วยสอนในแต่ละเมือง เด็กเรียนแล้วก็ค่อยนับชั่วโมงเรียนให้ครบหลักสูตร” พฤหัสลงรายละเอียด
“ตอนนี้ยังไม่มีประตูที่เปิดเชื่อมโยงกัน สิ่งนี้จะเป็นพลังมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยกันจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ ตอนนี้รัฐมองตัวเองเป็นผู้จัดการศึกษาอย่างเดียว แต่รัฐสามารถมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมประสานด้วยได้ไหม ชวนคนมาทำงานด้วยกัน และมีบทบาทในการสนับสนุนให้สิ่งนี้อยู่ได้ในเชิงระบบ” พฤหัสพูดถึงการสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงคนที่หลากหลายให้มาทำงานร่วมกัน

“ผมนึกภาพความร่วมมือกันในระบบและนอกระบบแบบนี้ ผมอยากให้คลายความขอบตรงนี้ให้เคลื่อนไปมาได้ สลับไปสลับมาได้” พฤหัสสรุป
สำหรับเสียงวิจารณ์ที่อาจมองว่าการทำการศึกษารูปแบบนี้อาจไม่มีคุณภาพและไม่มีมาตรฐานเพียงพอ พฤหัสอธิบายต่อประเด็นนี้ไว้ว่า
“ตอนนี้ทั้งสังคมรู้ว่าเรามีปัญหาแค่ไหนด้วยวิธีคิดแบบนี้ เป็นมายาคติที่ทำงานยากมาก เพราะเรายึดติดแต่กับคำนี้ ทั้งที่ถ้าถามว่าตอนนี้คุณภาพและมาตรฐานของเด็กไทยในระบบเป็นอย่างไร เราได้อันดับเท่าไหร่ในการแข่งขันกับนานาชาติ ที่เป็นอยู่นี่ถือว่าคุณภาพแล้วหรือ”
พฤหัสยกตัวอย่างว่ากลุ่มเด็ก สกร. ที่มาเรียนกับห้องเรียนข้ามขอบมีพัฒนาการเรื่องการคิด การเขียน และการอ่านอย่างเห็นได้ชัด โดยบุคลากรของทาง สกร. กล่าวว่าเด็กที่มาเรียนห้องเรียนข้ามขอบมีความแตกต่างกับเด็กกลุ่มที่ไม่ได้มาเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการ ‘คิด’ และ ‘ทำ’ ด้วยวิธีการใหม่ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง
จากการทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนมาอย่างยาวนาน รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องการเรียนรู้มาหลายรูปแบบ แน่นอนว่าพฤหัสมีภาพฝันเรื่องการศึกษาของเด็กไทย เขาพูดถึงภาพฝันการศึกษาไทยว่าอยากเห็นทางเลือกของเด็กที่หลากหลายมากขึ้น
“แต่เดิมเราอาจมีทางให้เด็กเลือกแค่สักประมาณห้าทาง แต่ผมอยากให้มีสักพันทางได้ไหม ตอนนี้เด็กเรียนในระบบแล้วมีให้เลือกอยู่ไม่กี่โปรแกรม เช่น วิทย์-คณิต, ศิลป์ภาษา, ศิลป์คำนวณ ฯลฯ กี่สิบปีมาแล้วเราก็ยังอยู่แบบนี้ แต่ตอนนี้โลกไปถึงไหนแล้ว เด็กยังเลือกได้แค่ทางเหล่านี้หรือ” พฤหัสกล่าว เขาลงรายละเอียดต่อไปว่า
“เด็กอาจยังเรียนอยู่ในสังกัดเหมือนเดิม แต่เราให้เขาไปเห็นโลกกว้างหรือเรียนรู้จากที่อื่นด้วยได้ไหม ผมคิดว่าเราไม่ต้องทำอะไรต่างจากเดิมมากนะ จากค่ายเยาวชนหรือค่ายอนุรักษ์ที่ทำเป็นกิจกรรมทางเลือกอยู่แล้ว ก็ให้นับเป็นทางหลักไปด้วยเลย การเข้าค่ายเหล่านั้นก็คือการเรียนรู้นั่นแหละ ทำให้เป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่เด็กอีลีตหรือเด็กที่มีโอกาสเท่านั้นที่จะเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่ดีได้”
พฤหัสเชื่อว่าความหลากหลายและความยืดหยุ่นจะเป็นตัวช่วยให้การศึกษามีความหมายกับเด็กๆ รวมถึง ‘การข้ามขอบ’ ที่ไม่มองการศึกษาแบบแข็งตัว แต่เชื่อมโยงการเรียนรู้ที่หลากหลายไว้ด้วยกัน เพราะทั้งหมดนั้นคือทักษะที่จะช่วยให้คนคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกนาที และทำให้เด็กเห็นทางเลือกที่เหมาะกับสมกับตัวเอง
“เด็กมีตั้งมากมายหลายล้านความฝัน แต่ลู่เราเล็ก ทุกคนต้องวิ่งเข้าไปในลู่นี้ ทำไมเราไม่ขยายลู่ออกมาให้เยอะ ใหญ่ และหลากหลาย เพื่อบรรจุความฝันที่หลากหลายของเด็กที่จะเดินไปพร้อมกัน” พฤหัสทิ้งท้าย