“ชีวิตใหม่”ของศิษย์เก่า Mobile School กับนิยามใหม่ของคุณภาพการศึกษา

“ชีวิตใหม่”ของศิษย์เก่า Mobile School กับนิยามใหม่ของคุณภาพการศึกษา

“จากขอแค่โอกาสได้เรียน แต่กลับได้พบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง”

‘ยูโร’ ภควัต เอ็นดู ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม

ตอนทำงานก่อสร้าง ‘ยูโร’ บอกว่าเป็นช่วงที่เขา ‘อยากกลับไปเรียนที่สุด’ ด้วยงานที่ทั้งเหนื่อย หนัก และยาวนาน จนเกินกว่ากำลังของตัวเขาในวัยแค่ 14-15 จะรับไหว …แต่ก็ได้แค่คิด เพราะรู้แล้วว่าการมีวุฒิ ป.6 และไม่ได้มีทักษะเฉพาะทางใด ๆ ทางเลือกของเขาจึงเท่ากับไม่มีเลย

ยิ่งกว่านั้นเมื่ออยากกลับไปเรียน ยูโรต้องเจอโจทย์ที่ยากกว่า เนื่องจากเขาห่างโรงเรียนมาสองปีแล้ว ถ้าถอยกลับไปเริ่มใหม่ ก็คงไม่เหลือเพื่อนร่วมชั้นวัยเดียวกัน ยังไม่นับว่าตอนนี้ ‘งานคือชีวิตประจำวัน’ ของเขา และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือแม้จะปลดล็อคข้อแม้ทั้งหมดได้ ยูโรก็ไม่รู้อยู่ดีว่า คนที่ออกจากโรงเรียนตอนชั้น ม.2 จะกลับไปเรียนได้ยังไง

“ตอนที่ไม่ได้เรียน ผมไปทำงานรับจ้างยกของผสมปูนในไซต์งานก่อสร้าง เวลาผ่านไป ผมคิดว่าคงไม่ได้เรียนอีกเพราะเงินก็ไม่มี หรือให้กลับไปโรงเรียนเดิมก็ไม่รู้จักใครแล้ว ผมเลยก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป แต่ความคิดอยากเรียนก็ไม่ได้หายไปไหน จนวันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่จาก อบต.พิมาน มาบอกว่า มี ‘โรงเรียนมือถือ’ มาเปิดรับนักเรียน ใครจะสมัครก็ได้ ซึ่งสิ่งที่ต่างจากโรงเรียนทั่วไปคือ เราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็ได้ แต่เรียนจบแล้วก็ได้วุฒิเหมือนกัน”   

ความที่ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน แวบแรก ยูโรจึงรู้สึก ‘ไม่เชื่อ’ ว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ อบต.บอกเป็นเรื่องจริง แต่สุดท้ายเขาก็ยังยินดีสมัคร เพราะนอกจากไม่มีทางเลือกแล้ว เขายังปลอบใจตัวเองว่า ‘อย่างน้อยคงได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง’  

จนกลับมาเป็นนักเรียนเต็มตัว ยูโรจึงเริ่มเข้าใจ ว่า ‘Mobile School’ คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ครูจะถอดเอาชีวิตประจำวันของเขามาทำเป็นบทเรียน ตั้งแต่หลักคิดคณิตศาสตร์ที่อยู่ในถังผสมปูน การคำนวณหาพื้นที่ในไซต์ การได้รู้จักศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ ๆ จากเครื่องมือรอบตัว หรือเรียนรู้เกร็ดวิทยาศาสตร์จากงานก่ออิฐ โดยสาระวิชาเหล่านี้จะกลั่นกรองเป็นใบงานที่เขาต้องทำส่งครูในทุกสัปดาห์

อย่างไรก็ตามสำหรับยูโร ความหมายแท้จริงที่เขาได้รับจาก Mobile School กลับไม่ใช่การเรียนรู้ด้านวิชาการ หากเป็นเรื่องของชั่วโมงฝึกอาชีพ ที่พาเขามาเจอกับห้องเรียนวิชาช่างไฟฟ้า และเมื่อนั้นเองที่ยูโรบอกว่า ‘เหมือนเพิ่งรู้ว่า …ตัวเราคือใคร’

“ถ้าถามเรื่องคุณภาพวุฒิ ผมอาจไม่มั่นใจเรื่องวิชาการ เพราะถ้าถนัดวิชาการตั้งแต่แรก ผมอาจไม่ต้องออกจากโรงเรียน แต่ถ้าถามว่าได้กลับมาเรียนครั้งนี้มีความหมายกับผมแค่ไหน ต้องบอกว่าการได้เรียนวิชาช่างไฟฟ้า และได้ลงมือทำในทุก ๆ ชั่วโมง มันคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวผมไปเลย

“จากชั่วโมงแรก เราเรียนซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าง่าย ๆ แล้วชั่วโมงต่อ ๆ มาก็เริ่มต่อยอดความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้น ผมพบว่ายิ่งเรียนยิ่งสนุก ยิ่งเรียนยิ่งเข้าใจไวขึ้น เหมือนเป็นครั้งแรกที่รู้สึกสนใจอะไรจริง ๆ และยิ่งอยากทำให้ดี ทำให้ได้มากขึ้น ๆ อีก”

ประกายไฟที่จุดติดแล้วไม่ได้มอดลงตรงนั้น เมื่อถึงวันที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากศูนย์การเรียน CYF ยูโรนำวุฒิการศึกษาไปสมัครเรียนต่อ ปวช. สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ที่วิทยาลัยการอาชีพนาแก จนปัจจุบันเขาอยู่ชั้นปี 2 แล้ว

ยูโรบอกว่าวันที่วุฒิ ม.3 อยู่ในมือ เขาเชื่อแล้วว่า Mobile School คือเส้นทางพาไปสู่โอกาสใหม่ในชีวิต และสิ่งที่อยู่รอบตัวของเขาในวันนี้ ก็คือผลที่เกิดจากเหตุของการกลับไปเรียนในวันนั้น

“ย้อนไปตอนทำงานก่อสร้าง ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะหาจุดเปลี่ยนให้ชีวิตได้ยังไง จนได้กลับมาเรียน ผมดีใจมากครับที่มาพบว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดทางไหน ซึ่งจากนี้ไปก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้สุดทาง …ความรู้สึกมันเหมือนปลดล็อคจริง ๆ ครับ จากเราขอแค่โอกาสได้เรียน แต่กลับกลายเป็นว่าได้พบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง”

“การออกไปเห็นโลกและได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ทำให้หนูเข้าใจความหมายของการเรียนยิ่งกว่าเดิม”

‘ซิน’ นรกมล วงค์จันดี ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม 

‘ซิน’ คือเยาวชนอีกคนจาก อบต.พิมาน ที่ได้เห็นตัวเองในมุมใหม่ จากการเรียนผ่าน Mobile School หลังต้องออกจากโรงเรียนโดยเรียน ม.4 ไปแค่สัปดาห์เดียว และจากนั้นก็เคว้งคว้างอยู่ครึ่งปี    

สาเหตุที่ซินตัดสินใจเลิกเรียน เกิดขึ้นในวันที่เธอพาน้องซึ่งเพิ่งขึ้นชั้น ม.1 ไปซื้อชุดนักเรียนและจ่ายค่าบำรุงการศึกษา จากนั้นพบว่าไม่มีเงินเหลือสำหรับตัวเองแล้ว ซินคิดว่าถ้าฝืนเรียนไป ไม่เทอมนี้ก็เทอมหน้าเธอก็ต้องเลิกเรียนอยู่ดี  เลยเบนเข็มไปทำงาน พร้อม ๆ กันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ อบต. พิมาน กำลังชวนเด็ก ๆ ที่หลุดจากระบบการศึกษามาเรียนกับ Mobile School ผ่านศูนย์การเรียน CYF

“ถ้าเทียบกับเรียนในโรงเรียน คิดว่าวิชาการอาจไม่เข้มข้นเท่า แต่หนูว่าจุดแข็งที่สุดของ Mobile School คือกิจกรรมต่าง ๆ ที่พาเราออกไปเห็นโลก ขณะเดียวกันก็ยังได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ช่วยให้หนูเข้าใจความหมายของการเรียนยิ่งกว่าเดิม”

ซิน พูดถึงความหลากหลายของกิจกรรมฝึกอาชีพ อันเป็นหลักสูตรของศูนย์การเรียน CYF กับ อบต.พิมาน ที่ไม่เพียงชวนเด็ก ๆ ทำงานฝีมือหรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ หากยังชวนกันไปออกร้านทำกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อเติมเต็มวิชาชีวิต และปลุกแรงบันดาลใจให้ทุกคนมองไปข้างหน้า  

“สำหรับตัวหนูที่ไม่เคยออกไปไหนไกลเกินละแวกบ้าน การได้ร่วมกิจกรรมที่พาเราไปเห็นจังหวัดของเรา หรือพาไปเห็นจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่เคยไป มันคือการเปิดโลกทัศน์ให้เราเห็นอาชีพ เห็นรูปแบบชีวิตที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้เองที่จุดประกายให้เรากล้าคิดกล้าทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กล้าฝันถึงการทำอาชีพที่ยังไม่มีในชุมชนของเรา และยิ่งมีไฟที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ซิน ยังพูดถึง ‘ครู’ ที่ไม่เพียงคอยติดตามบทเรียนใกล้ชิด หากยังเป็น ‘พี่เลี้ยงของชีวิต’ ที่คอยแนะแนว-นำทางในแต่ละย่างก้าว ซึ่งทำให้เป้าหมายของน้อง ๆ ไม่สิ้นสุดลงแค่เรียนจบและได้วุฒิการศึกษา

“ครูที่ศูนย์การเรียนทุกคนจะคุยกับเราตลอด ว่าคะแนนแต่ละวิชาเป็นยังไง วิชาไหนทำได้ดี หรือเรามีจุดเด่นอะไร เรื่องนี้มีผลมากต่อการเรียนต่อ หรือกระทั่งในช่วงเวลาที่พวกเราเจอปัญหาและไม่เห็นทางออก อย่างตัวหนูเอง พอเรียนจบได้วุฒิแล้ว ครูก็แนะนำให้เรียนต่อในหลักสูตรอนุปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการปกครองท้องถิ่น ที่วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ซึ่งว่าตรง ๆ คือก่อนหน้านี้เราไม่รู้จักเลย แต่ถึงตอนนี้พอเรียนปี 1 จนเข้าเทอมสองแล้ว เราพบว่าฐานความรู้ที่ได้จากการเรียน Mobile School ช่วยได้มาก  และจากผลการเรียนก็บอกได้ว่าตัวเราทำได้ดี และตรงนี้คือกำลังใจให้เราอยากเรียนต่อไปจนจบปริญญาตรี เพื่อจะได้ทำงานสายนี้ในอนาคต”

ไม่ได้ไม่เหมาะกับโรงเรียน แต่ ‘รูปแบบการเรียน’ ต่างหากที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ ‘เด็กแบบเธอ’

‘อิน’ อินทิรา วรรณสา ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม  

ก่อนเรียนกับ Mobile School อินเคยเรียนอยู่ชั้น ม. 1 ในโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่เมื่อภารกิจช่วยทางบ้านทำงานเริ่มกินเวลามากขึ้น เธอจึงตัดสินใจออกมาทำงานเต็มตัว

ครอบครัวของอินทุกคนมีอาชีพรับจ้าง ทำงานด้วยกันในสวนยางทุกวัน โดยเธอเองก็เป็นหนึ่งในแรงงานคนสำคัญ การต้องตื่นแต่เช้ามืดลงสวนยาง ก่อนสาย ๆ จะได้กลับมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนนั้น ค่อนข้างหนักสำหรับเด็กน้อยวัยยังไม่ถึง 15  

“ในสวนยางหนูทำทุกอย่าง ตื่นเช้าไปกรีดยาง เก็บน้ำยาง หยอดน้ำกรดไม่ให้ยางจับเป็นก้อน ทำยางก้อนตามที่เจ้าของสวนกำหนด หรือนำยางที่ได้ไปขาย ทั้งหมดนั้นหนูทำตั้งแต่เด็ก จนจบ ม.1 ก็มาคิดว่าโรงเรียนไม่น่าจะเหมาะกับเรา จึงลาออก แต่พอไม่ได้ไปเรียนแล้ว กลับเคว้งมาก ๆ เพราะนอกจากไม่มีเพื่อนแล้ว ก็ยังใจหายว่าคงไม่ได้กลับไปเรียนอีก”

กระทั่งวันหนึ่ง ครูจากโรงเรียนเก่ามาหา แนะนำให้อินลองเรียนกับ Mobile School เมื่อนั้นเองที่เธอพบว่าตัวเองไม่ได้ไม่เหมาะกับโรงเรียน แต่ ‘รูปแบบการเรียน’ ต่างหากที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ ‘เด็กแบบเธอ’  

“การเรียน Mobile School ผ่านศูนย์การเรียน CYF ทำให้รู้ว่าเราไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวันก็ได้ มีแค่วันเสาร์หรืออาทิตย์ ที่ต้องไปเรียนวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ส่วนวิชาที่เหลือเราเรียนจากที่ไหนก็ได้ ขอแค่เข้ากิจกรรมครบชั่วโมงและมีงานส่ง  

“อีกอย่างที่คิดว่าการเรียน Mobile School ดีกับเรามาก ๆ คือนอกจากเรียนรู้วิชาการ ครูยังเน้นให้เราลองเรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ฝึกอาชีพ ซึ่งมันทำให้เราเอาไปใช้หาเงินได้ทันที มีรายได้อีกทางหนึ่ง โดยที่กิจกรรมเหล่านั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน และทำให้วงจรชีวิตหนูไม่ได้มีแค่สวนยางอีกแล้ว แต่ยังมีการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่นปั้นครกดินผา แจกัน หรือหม้อ ซึ่งคิดว่าอีกไม่นานน่าจะพัฒนาฝีมือจนทำขายได้”       

และนั่นคือความเปลี่ยนแปลงของอิน หลังกลับมาเรียนผ่าน Mobile School โดยหลังจบชั้น ม.2 จากศูนย์การเรียน CYF อินได้นำวุฒิไปเรียนต่อ ม.3 ที่โรงเรียนบ้านสะอาด อ.หนองนาคำ จ.ขอนแก่น และเตรียมก้าวไปสู่การศึกษาสายอาชีพ ในปีการศึกษาหน้า   

และนี่คือเรื่องราวของเด็ก ๆ ที่ได้กลับมาเรียนรู้ผ่าน ‘Mobile School’ …เข้าโรงเรียนไม่ได้ ให้โรงเรียนไปหา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จนเกิดรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ติดกรอบ ซึ่งพร้อมเข้าไปหาเด็ก ๆ ถึงที่ เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องหลุดจากระบบการศึกษาอีกต่อไป