นโยบายการศึกษาไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กและเยาวชนมีความเปลี่ยนแปลงสอดคล้องไปกับสภาพสังคมตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากที่เรามุ่งเรื่อง ‘มาตรฐานของเด็ก’ จนถึงวันนี้คำถามกลับเปลี่ยนเป็นว่า เราจะทำอย่างไรให้การศึกษาโอบรับเด็กที่แตกต่างหลากหลายได้จริง
‘การศึกษายืดหยุ่น’ เป็นหนึ่งในแนวคิดและแนวทางที่พยายามตอบโจทย์เรื่องนี้ ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ถ่างกว้างในสังคมไทย
ต่อประเด็นเหล่านี้ ทำให้เราพูดคุยกับ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา ทีมโครงการห้องเรียนข้ามขอบ และทีมโครงการระบบสนับสนุนเครือข่ายวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ (SERN) ว่าด้วยสภาพปัญหาการศึกษาไทย และแนวทางในการสร้างระบบที่โอบอุ้มเด็กทุกคน
ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ทำงานวิชาการด้านการศึกษา ณิชาเคยทำงานที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไปจนถึงทำงานร่วมกับกลุ่มที่จัดการเรียนรู้นอกโรงเรียน เธอเห็นทั้งโครงสร้างนโยบายบนกระดาษและชีวิตจริงของเด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลาง ‘รอยต่อ’ และ ‘รอยแยก’ ของระบบการศึกษาไทย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่า ทำไมการยอมรับความหลากหลายของเด็กจึงไม่ใช่เรื่องอุดมคติ แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของสังคม

จินตนาการถึง ‘การศึกษาไร้รอยต่อ’
“ที่ผ่านมากระบวนการคิดของสังคมมักคิดว่าทุกคนต้องเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเริ่มเห็นชัดว่าระบบการศึกษาไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับความต้องการของผู้เรียน ทั้งสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้และสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานจริง” ณิชาเปิดประเด็น และกล่าวถึงโครงการ SERN ที่พยายามสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เชื่อมกับนักปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อสร้างชุดความรู้ขึ้นมาว่าจะแก้ปัญหาการศึกษาอย่างไรได้บ้าง
“เราค้นพบว่าการที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาในประเทศนี้ได้ เขาต้องผ่านการศึกษาที่มีรอยต่อและรอยแยกเต็มไปหมด” ณิชากล่าว โดยมีข้อค้นพบว่ามีรอยต่อในระบบการศึกษาอย่างน้อยสี่เรื่อง ประกอบด้วย
รอยต่อแรก คือรอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบ เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถเรียนในระบบได้ตลอดช่วงชีวิต และเมื่อออกไปอยู่นอกระบบแล้วก็ยากที่จะกลับเข้ามาเรียนต่อในระบบได้
รอยต่อที่สอง คือผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายอย่างมาก ทั้งบริบทด้านชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ระบบการศึกษามักปฏิบัติต่อเด็กเหมือนกันทั้งหมด ส่งผลให้เด็กจำนวนมากที่มีบริบทชีวิตไม่ตรงกับแบบของระบบค่อยๆ หลุดออกไป
รอยต่อที่สาม คือรอยต่อระหว่างวิชาเรียนและชีวิตจริง เนื่องจากการเรียนการสอนถูกแยกเป็นรายวิชา ทำให้เด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับปัญหาชีวิตหรือโลกการทำงานจริง เด็กมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียนมีความหมายอย่างไร และแก้โจทย์ปัญหาเขาอย่างไร
รอยต่อที่สี่ คือรอยต่อระหว่าง ‘ผู้เล่น’ จำนวนมากในระบบการศึกษา ทั้งโครงสร้างย่อยในกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานในพื้นที่ ส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน จนบางครั้งทำงานทับซ้อนกัน ในขณะที่บางประเด็นก็ถูกปล่อยว่างไม่มีใครทำ
เพราะเหตุนี้โจทย์ของการแก้ปัญหาคือการจินตนาการถึงการศึกษาที่ไร้รอยต่อ และสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่ใส่ ‘ชื่อนโยบาย’ ไว้บนเอกสาร แต่ต้องมีการปรับสิ่งที่กำหนดในระบบราชการซึ่งส่งผลต่อห้องเรียนจริงด้วย เช่น ภาระงานของครู หลักสูตรที่เด็กใช้เรียน การแบ่งชั่วโมงเรียน ฯลฯ
“ตอนนี้ปัญหาคือเรามีนโยบายเยอะมากที่อาจไม่มีประสิทธิภาพแต่ไม่ถูกยกเลิก ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่ว่าเราต้องทำอะไร แต่โจทย์คือเราต้องเลิกทำอะไรบ้าง เพราะตอนนี้เราทำบางอย่างเยอะเกินไป ซึ่งไม่ได้ตรงกับปัญหาหรือความต้องการจริงๆ ของเด็ก” ณิชากล่าว
การทำวิจัยในโครงการเพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ มีการวางเป้าหมายเป็น ‘ผลลัพธ์ในเชิงกระบวนการ’ และ ‘ผลลัพธ์ในเชิงเนื้อหา’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดรอยต่อในการศึกษา ณิชาอธิบายว่าต้องเริ่มจากการรู้ข้อมูลที่เป็นจริงในพื้นที่ก่อน
“ที่ผ่านมาวิธีคิดในการทำข้อเสนอเชิงนโยบายมักเป็นการมองออกไปข้างนอกเสียเยอะ เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่นเขาทำกันอย่างไร แล้วเราก็พยายามเอาโมเดลแบบนั้นเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในขณะที่เราแทบไม่ค่อยรู้เลยว่าเด็กไทยใช้ชีวิตกันจริงๆ อย่างไร เราไม่รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ ความกดดันทางเศรษฐกิจ ตัวตน และความต้องการของเด็กเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้ว่ามีใครที่ทำงานด้านการศึกษาและการเรียนรู้อยู่บ้างในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ
“ดังนั้นผลลัพธ์ในเชิงกระบวนการของโครงการฯ คือทำอย่างไรให้ความสามารถในทางวิชาการของนักวิชาการไปเชื่อมโยงกับนักปฏิบัติในพื้นที่ จนเกิดการสร้างองค์ความรู้ที่ยึดโยงกัน และนำไปสู่ผลลัพธ์ในเชิงเนื้อหาว่าวิธีการแก้ปัญหาคืออะไร ข้อเสนออะไรที่จะนำไปสู่การปรับนโยบายหรือแก้กฎเกณฑ์บางอย่าง เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือลดรอยต่อในระบบการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ของเขา” ณิชากล่าวสรุป

‘การศึกษายืดหยุ่น’ เกิดขึ้นเพราะเราไม่ยืดหยุ่น
หากพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น ณิชามองว่าควรถอยกลับมามองความหมายของคำว่าการศึกษาและการเรียนรู้ก่อน
“เวลาเราพูดถึงการศึกษา มันคือรูปแบบหรือวิธีการที่มีคนจัดวางเอาไว้เพื่อให้คนไปเรียนรู้ แต่ถ้าพูดเรื่องการเรียนรู้ มันคือกิจกรรมโดยธรรมชาติของมนุษย์ คนทุกคนเรียนรู้ผ่านวิธีการและกระบวนการที่หลากหลายแล้วแต่บริบทของเขา การเรียนรู้กับการศึกษาจึงเป็นคนละเรื่องกัน” ณิชาให้เหตุผล ก่อนจะกล่าวต่อว่าการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการการเรียนรู้ของแต่ละคน
“ในโลกอุดมคติ การศึกษาที่ถูกจัดวางเอาไว้ควรทำให้คนเกิดการเรียนรู้ แต่ที่ผ่านมาการศึกษาที่ถูกจัดการโดยรัฐนั้นขาดความยืดหยุ่น ทำให้คนไม่สามารถเรียนรู้ได้ลื่นไหลเต็มที่อย่างที่เขาต้องการ ยกตัวอย่างเด็กบางคนอยากเรียนศิลปะมาก แต่หลักสูตรแกนกลางบอกว่าเรียนศิลปะได้สัปดาห์ละคาบ เด็กอยากเรียนรู้ทางหนึ่ง แต่การศึกษาให้เขาไปอีกทางหนึ่ง
“ดังนั้น คำว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นเกิดขึ้นมาได้เพราะการศึกษาไทยนั้นไม่ยืดหยุ่น ถ้ามองไปที่บางประเทศ เขาไม่จำเป็นต้องยกคำนี้ขึ้นมาใช้เลยนะ เพราะการศึกษาของเขายืดหยุ่นอยู่แล้ว แต่การศึกษาของเราไม่ยืดหยุ่น เราจึงอยากยืดหยุ่น” ณิชากล่าว
ทั้งนี้ณิชามองว่าการเกิดขึ้นของคำว่า ‘การศึกษายืดหยุ่น’ อาจเป็นนิมิตหมายอันดีว่าสังคมกำลังเริ่มตระหนักว่าการศึกษาในระบบไม่ยืดหยุ่น และเราจะทำอย่างไรให้เกิดความยืดหยุ่น
“ถ้าการศึกษายืดหยุ่นขึ้น แน่นอนว่าเด็กจำนวนมากก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น น้องที่อยากเรียนศิลปะก็มีโอกาสได้เรียนอย่างที่เขาอยากเรียนมากขึ้น น้องที่อยากเรียนภาษาอังกฤษก็จะได้เรียนอังกฤษมากขึ้น ถ้าเราจะดูว่าการศึกษาเรายืดหยุ่นหรือยังก็ต้องไปดูปลายทางว่าเด็กได้เรียนอย่างที่เขาอยากเรียนและเหมาะกับบริบทของเขาหรือเปล่า เราต้องเปลี่ยนระบบการประเมินให้เห็นความก้าวหน้าของเด็ก ไม่ใช่การประเมินที่ทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจ แต่กว่าจะถึงภาพปลายทางนี้ องค์ประกอบในระบบการศึกษาต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากด้วย”
การจะตั้งต้นแก้ที่ระบบต้องเริ่มต้นด้วยหลักคิดที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ “คำว่าการศึกษายืดหยุ่น คือการยืดหยุ่นเพื่อโอบรับตัวเด็ก ไม่ใช่ยืดหยุ่นเพื่อที่จะยืดหยุ่นเฉยๆ” ณิชากล่าว
ต่อประเด็นนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงเยอะคือความกังวลว่าหากยืดหยุ่นมากเกินไป เด็กจะไปไม่ถึง ‘มาตรฐาน’ ที่ถูกกำหนดไว้ ณิชากล่าวว่าคำว่ามาตรฐานหรือตัวชี้วัดถูกสร้างมาในยุคอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตของออกมาให้เหมือนกัน แล้วเรานำแนวคิดนั้นมาใช้กับเด็กซึ่งเป็นมนุษย์ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์คือความหลากหลาย
“มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน หากเรามองว่าความแตกต่างเป็นปัญหาและเราจะพยายามลบล้างมัน นั่นยิ่งเป็นการฝืนธรรมชาติมนุษย์ กลับกัน หากเรามองว่านี่แหละคือธรรมชาติ ไม่ว่าคนจะเกิดมาหลากหลายในรูปแบบที่แตกต่างอย่างไร ทุกคนก็สามารถพัฒนาไปเป็นตัวเขาเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น มีศักยภาพที่จะก่อร่างสร้างชีวิตตัวเอง แล้วสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมในแบบของเขา คนที่มองว่าทุกอย่างควรจะเป็นเหมือนกัน ก็ต้องถามกลับไปว่าอะไรทำให้เขาเชื่อว่าวิธีการแบบนั้นคือหนทางของการอยู่รอด”
ในทางหนึ่งแม้แต่แนวคิดในการผลิตของที่เหมือนกัน ก็อาจใช้ไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน
“แนวคิดที่ผลิตของออกมาให้เหมือนกันอาจใช้ได้ในยุคอุตสาหกรรม แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่จะตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้จริงคือความหลากหลาย เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตโลกจะเจอความท้าทายอะไร ยิ่งเรามีคนที่หลากหลาย เรายิ่งมีทางเลือก มีทรัพยากรที่เราจะดึงศักยภาพที่หลากหลายตรงนั้นมาใช้แก้ปัญหาที่จำเพาะเจาะจง” ณิชากล่าว
เช่นเดียวกันกับประเด็นเรื่องการมีส่วนเข้าไปกำหนดทิศทางชีวิตเด็กของผู้ใหญ่ ที่ควรมีระดับที่เหมาะสมกับช่วงวัย ในวันที่เด็กเริ่มโต ผู้ใหญ่ก็ควรให้อิสระกับเด็ก ให้เขามีความสามารถที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง
“ผู้ใหญ่ต้องค่อยๆ ถอยการกําหนดควบคุมเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ได้บอกว่าเราต้องตามใจเด็กทุกอย่าง แต่ผู้ใหญ่เองก็ต้องรู้จักที่จะเลือกใช้อำนาจของตัวเองในเวลาและเรื่องที่จำเป็น แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เราใช้อำนาจกับทุกเรื่อง และใช้มากเกินไป สุดท้ายแล้วก็ทำให้เด็กไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะมีแต่สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกให้ต้องเรียน เด็กไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี เพราะมาตรฐานของระบบไม่ทำให้เด็กเห็นจุดดีของตัวเองเลย เราคงไม่อยากได้คนในประเทศที่มีแต่ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดีใช่ไหม เพราะเราจะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำมากเลย” ณิชาขมวดประเด็น

การยอมรับความหลากหลายของผู้คนคือทางออก
หลายประเทศมีการออกแบบการศึกษาที่โอบรับความหลากหลาย เช่นที่แคนาดาซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีความหลากหลายเรื่องภาษาและเชื้อชาติ ทำให้พวกเขาจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ แต่ละพื้นที่สามารถกำหนดนโยบายของตัวเองได้โดยยังมีจุดเชื่อมโยงกัน
“แคนาดามองอัตลักษณ์ของตัวเองว่าคือความหลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นปรัชญาที่อยู่เบื้องลึกของการจัดการศึกษาว่าการศึกษาต้องโอบรับความหลากหลาย” ณิชายกตัวอย่าง ในขณะที่ประเทศไทยเองไม่ได้ออกแบบการศึกษาที่โอบรับความหลากหลายมากพอ
“วิธีที่เรามองความแตกต่างหลากหลายนั้นมองได้หลายแบบ เรามองว่าเป็นภัยก็ได้ มองเป็นความสวยงามก็ได้ หรือจะมองเป็นทุนทางวัฒนธรรมก็ได้ ยกตัวอย่าง มีเด็กชาติพันธุ์เข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย แล้วถูกบอกว่าคุณพูดไทยไม่ชัด คุณเรียนหนังสือไม่ได้หรอก แต่ถ้ามองดีๆ เขาพูดภาษาชาติพันธุ์เขาได้นะ เขารู้จักวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของเขา แถมเขาก็เข้าใจภาษาไทยและสังคมไทย จริงๆ เด็กคนนี้พูดได้หลายภาษา
“ดังนั้น โรงเรียนที่มีเด็กชาติพันธุ์มาเรียนเยอะๆ มันคือโรงเรียนนานาชาตินะ มันต่างอะไรกับการที่เราพยายามส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติที่มีเด็กลูกครึ่ง เด็กเกาหลี เด็กอังกฤษ เด็กอเมริกัน เราบอกว่าการหลากหลายแบบนั้นดี แต่หลากหลายแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันไม่โอเค อันนี้เป็นปัญหาเรื่องวิธีคิดของเราแล้วแหละ ไม่ได้เป็นปัญหาของความหลากหลาย” ณิชาลงรายละเอียด
การจะไปสู่เป้าหมายเรื่องการแก้การศึกษาไทยให้โอบรับความหลากหลาย ณิชามองว่าไม่ใช่แค่เรื่องการเสนอนโยบาย แต่ต้องเป็นการปรับวิธีคิดของคนในสังคมและคนในระบบการศึกษาด้วย
“ถ้าวิธีคิดของเราไม่ยืดหยุ่นจริง เราก็ทำการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ได้” ณิชาระบุ
เมื่อถามถึงสังคมในฝันที่เหมาะต่อการเติบโตของเด็ก ณิชาบอกว่าอยากให้เรามีสังคมที่ผู้ใหญ่ไม่ใช้ประโยชน์จากเด็ก
“เราอยากเห็นสังคมที่ผู้ใหญ่ไม่คิดจะหาประโยชน์จากเด็ก ไม่เอาความละโมบโลภมากของตัวเองมาหากินกับเด็ก ซึ่งเรื่องนี้มีตั้งแต่เรื่องที่ดำชัดเจน เช่นการผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหรือพนันออนไลน์โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ไปจนถึงบางเรื่องที่ดูเหมือนขาว เช่นการที่คุณนั่งอยู่ในหน่วยงานที่สามารถกําหนดอนาคตของเด็กได้ กําหนดการศึกษาได้ แล้วคุณก็เลือกทำนโยบายที่ได้ประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ไม่ได้ประโยชน์ต่อเด็ก มันก็เป็นการหากินกับเด็กในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน” ณิชากล่าว แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็ยังมีความหวังในการเปลี่ยนแปลง จากการที่เห็นคนทำงานเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้เยอะมากในพื้นที่ทั่วประเทศ
“เท่าที่เราทำงานมา เราเจอคนเยอะมากที่พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง มีกลุ่มที่ทำศูนย์การเรียน กลุ่มที่ทำการศึกษาให้เด็กเฉพาะกลุ่ม บางคนก็เป็นประชาชนทั่วไปที่ลุกขึ้นมาใช้พื้นที่บ้านตัวเองทำเป็นลานกิจกรรมให้เด็กในชุมชนเข้ามาเล่น เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนเหล่านี้สร้างอิมแพ็กที่ใหญ่ขึ้นได้ เรื่องนี้เป็นจุดที่เราเห็นความหวัง ก็เลยพยายามทำงานเชื่อมแวดวงของนักวิชาการและนักนโยบายให้เข้ากับคนที่กําลังขับเคลื่อนปฏิบัติการจริงๆ ในพื้นที่ เรื่องนี้แหละเป็นความหวังที่ทำให้ยังทำงานนี้อยู่” ณิชาทิ้งท้าย