‘ห้องเรียนหรรษา ภาษาพาสนุก’ เปลี่ยนมุมมองวิชาภาษาอังกฤษให้เป็นเรื่องใกล้ตัว
เมื่อพี่ ๆ นักศึกษาอาสาสมัคร บุกส่งกำลังใจน้อง ๆ ในพื้นที่น้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา

‘ห้องเรียนหรรษา ภาษาพาสนุก’ เปลี่ยนมุมมองวิชาภาษาอังกฤษให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

กลิ่นสีทาใหม่ทับรอยน้ำท่วมบนผนังยังห่มคลุมบรรยากาศโรงเรียน เมื่อคณะนักศึกษาอาสาสมัครชั้นปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พากันมาถึง

วันนี้ …พวกพี่ ๆ ยกทีมกันมา 20 คน เพื่อจัดกิจกรรม ‘Workshop ห้องเรียนหรรษา ภาษาพาสนุก’ ในธีม ‘A Little Big Help A Big Smile’ เพื่อส่งกำลังใจให้กับน้อง ๆ ชั้น ป.1-ป.6 ที่โรงเรียนวัดประชากรรังสฤษฏ์ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังผ่านน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 68 ซึ่งทำให้โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอนไปมากกว่า 1 เดือนเต็ม

และนอกจาก ‘หัวใจ’ ที่ขนมาเต็มคันรถ การพบกันครั้งนี้พี่ ๆ ยังนำอุปกรณ์การเรียน ขนม นม และความตั้งใจที่จะมาบอกน้อง ๆ ว่า “การเรียนภาษาอังกฤษคือเรื่องสนุก และทุกคนสามารถเรียนรู้จากเรื่องราวรอบตัวได้ …ในทุก ๆ วัน

‘พี่ฟ้าสัย’ นิศานาฏ แก้วหิน ผู้เป็นกระบอกเสียงของทีมอาสาสมัคร เล่าถึงกิจกรรมว่า “เราอยากมาเยี่ยมให้กำลังใจน้อง ๆ และคิดว่าต้องทำอะไรให้เกิดประโยชน์ด้วย ซึ่งเมื่อพวกเราเป็นนักศึกษาครู จึงได้ไอเดียกันว่าจะออกแบบกิจกรรมภาษาอังกฤษ ในรูปแบบเกมที่มีฐานต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ให้การมาของพวกเรามีความหมายกับน้อง ๆ ยิ่งขึ้น” 

ไม่นานหลังไอเดียบังเกิด กิจกรรมจึงค่อย ๆ ก่อรูปร่าง แต่กว่าจะลงตัว พี่ ๆ คณะครุศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา ต้องทดสอบ ปรับปรุงการสอนอยู่หลายครั้ง ทั้งได้ปรึกษากับครูโรงเรียนวัดประชากรรังสฤษฏ์ เพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานของน้อง ๆ นักเรียน จนพบข้อจำกัดต่อการเรียนของน้อง ๆ ที่ว่า เมื่อชั่วโมงภาษาอังกฤษมาถึง เด็กส่วนใหญ่จะเครียดกังวล เพราะมองว่าภาษาอังกฤษนั้นยาก เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ซับซ้อน และเรียนไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะได้ใช้ประโยชน์ หลายคนจึงเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ จนถึงกลัวที่จะต้องฟังพูดอ่านเขียนด้วยภาษาที่ไม่คุ้นเคย  

นิศานาฏ แก้วหิน

กิจกรรมครั้งนี้ พี่ ๆ เลยเห็นตรงกันว่าจะช่วยกันถอดแบบฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษแบบเดิม ๆ ออก คงเหลือไว้เพียง ‘แก่นสำคัญ’ ของการเรียนภาษา ที่ปลายทางคือเด็ก ๆ จะต้องมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ เพื่อจะเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจ ให้น้อง ๆ อยากเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง และพี่ฟ้าสัยยังบอกว่า ใจความสำคัญที่สุดของการจัดกิจกรรมเรียนรู้ คือจะต้องดึงดูดเด็กทุกคนให้เข้าถึงและมีความสุขสนุกสนานกันถ้วนหน้า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีพื้นฐานต่างกันแค่ไหนก็ตาม  

“ในที่สุดก่อนมาพบน้อง ๆ พวกเราก็ถอดรหัสการเรียนรู้ได้ว่า ถ้าชวนเด็ก ๆ เรียนภาษาผ่านการเล่นเกม ร้องเพลง หรือเอาสื่อ Interactive ที่มีเนื้อหาใกล้ตัวมาใช้ ก็จะช่วยละลายความกังวล และกระตุ้นให้เกิดการโต้ตอบ เพราะเมื่อเด็ก ๆ รู้จัก พูดตามได้ ร้องตามได้ แสดงออกได้ เขาจะมีสมาธิกับการเรียนโดยไม่รู้ตัว และบันทึกคำศัพท์และความรู้ใหม่ ๆ ฝังในความทรงจำระยะยาวได้โดยอัตโนมัติ”

ผศ.ดร.ศศิพร พงศ์เพลินพิศ หรือ อาจารย์แอปเปิ้ล อาจารย์คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มรภ.สวนสุนันทา ผู้เป็นครูของพี่ ๆ นักศึกษาช่วยเสริมว่า ความอยากรู้อยากเรียนอยากฝึกฝนด้วยตัวเอง เป็นทักษะสำคัญที่สุดของการเรียนภาษา และเมื่อผนวกกับข้อมูลหนึ่งที่ว่า ในช่วงวัย 0-7 และ 8-12 ปี สมองของเด็กจะพร้อมซึมซับภาษาได้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าครูนำไปถูกทาง ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคนได้ โดยอาจลดทอนอุปสรรคจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นพื้นฐานความรู้หรือช่วงวัยที่แตกต่าง ตลอดจนถึงเรื่องทรัพยากรการศึกษาที่จำกัด    

ผศ.ดร.ศศิพร พงศ์เพลินพิศ

“จุดเด่นของการเรียนผ่านกิจกรรม คือเราจะดึงเอาธรรมชาติของเด็กมาใช้ได้เต็มที่ และแน่ใจได้ว่ายิ่งบรรยากาศในชั้นเรียนสนุกเท่าไหร่ การตอบสนองต่อการเรียนรู้ก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แล้วเราจะเห็นการแลกเปลี่ยนระหว่างตัวผู้เรียน เห็นการแสดงความคิดเห็นต่อภาพต่อเสียง หรือได้เห็นเด็ก ๆ สนุกกับการเล่าเรื่องราว โดยพยายามลอกเลียนสื่อต้นทางอย่างไม่เคอะเขิน ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วโมงเรียน จะกลายเป็นความทรงจำดี ๆ ที่ส่งเสริมให้เด็กอยากเรียนรู้ต่อด้วยตัวเองจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน และนั่นเองคือแก่นแท้ของการเรียนรู้

“เพราะสำหรับการสอนภาษาในเด็กเล็ก ๆ เราต้องรู้ว่าเขาไม่ได้ซึมซับภาษาที่สองที่สามผ่านการสะกดคำ แต่มันเกิดจากสิ่งที่ง่ายกว่านั้นคือการฟัง ลองออกเสียง ลอกเลียนแบบ และทำความเข้าใจความหมาย นี่คือหลักการที่เป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งสิ่งที่ครูต้องทำ ก็คือเลือกเนื้อหาให้เหมาะสมตามวัย และพยายามใช้ฐานความคุ้นเคยของเด็กเป็นที่ตั้ง” 

ผศ.ดร.ศศิพร ยังขยายความการเรียนภาษาผ่านกิจกรรมว่า คือการ ‘สร้างชั้นเรียนที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วม’ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลและความกลัววิชาภาษาอังกฤษ ให้เป็นชั่วโมงสนุกสุขสันต์ที่เด็กพร้อมให้ความร่วมมือ และในทางกลับกันก็ไม่ใช่แค่ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับ แต่การจัดกิจกรรมในสภาพแวดล้อมอันหลากหลาย ยังช่วยนักศึกษาครูให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และขัดเกลาทักษะจนจัดเจนขึ้น       

“ในฐานะผู้ผลิตพัฒนาครู เราจะย้ำเสมอว่า ‘ครูต้องมีทักษะยืดหยุ่นเพื่อรับมือได้ในทุกข้อจำกัด’ และต้องมองเห็นเป้าหมายเป็นที่ตั้ง หมายถึงครูควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เพื่อพาเด็กไปให้ถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ ยิ่งในการสอนภาษาอังกฤษ ถ้าเราไม่ยึดติดกับขั้นตอนหรือปลดล็อกกฎระเบียบบางอย่างไปได้ เด็กจะอยากเรียนอยากรู้ กล้าพูดกล้าสื่อสาร และกิจกรรมนี้ก็คือส่วนหนึ่ง ที่เราอยากให้นักศึกษาครูได้จดจำภาพของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในชั้นเรียน เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเป็นครูจริง ๆ เขาจะสามารถสร้างการเรียนรู้ที่เด็ก ๆ มีความสุข มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำนนต่อข้อจำกัดใด ๆ”          

ไปที่ ‘ครูเพชร’ วาสนา ลิ้มสุวรรณ โรงเรียนประชากรรังสฤษฏ์ ผู้ฉายภาพของเด็ก ๆ หลังกลับมาเรียนในช่วงน้ำลดให้เห็นว่า “เดือนกว่า ๆ ที่ปิดโรงเรียน ส่งผลมากต่อสมาธิและความมั่นใจของเด็ก การจัดการสอนแบบเดิมที่เน้นเรียนจากหนังสือ ให้เด็กท่องศัพท์ซ้ำ ๆ จึงทำให้นักเรียนบางคนไม่โฟกัส ตามบทเรียนไม่ทัน และพอเรียนไม่รู้เรื่องก็หมดความสนใจ แต่วันนี้พอได้เห็นเด็ก ๆ เรียนผ่านกิจกรรม เห็นเขาสนุก ติดตามกิจกรรมได้ทั้งที่พื้นฐานแต่ละคนต่างกัน ก็เหมือนมาจุดประกายให้เรามีแนวทางจัดการเรียนรู้มากขึ้น”

วาสนา ลิ้มสุวรรณ

ครูเพชรย่อยบทสรุปจากการติดตามสังเกตกิจกรรมในทุกฐาน ว่าประทับใจที่สุดคือได้เห็นเด็กที่เคยเกลียดเคยกลัววิชาภาษาอังกฤษ กลับกลายเป็นคนที่กล้าพูด กล้าตอบคำถาม กล้าท้าทายขีดจำกัดตัวเองด้วยการเล่าเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษ ถึงจะถูกบ้างผิดบ้าง แต่ลงท้ายคือทุกคนยิ้มได้หัวเราะได้ และไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมร้องเพลง เต้น หรือเป็นเกมอะไรก็ตาม เด็กแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีส่วนร่วม นอกจากนั้นยังมองว่าการจัดกิจกรรมร่วมกับคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มรภ.สวนสุนันทา จะช่วยให้ต่อจากนี้โรงเรียนได้มีเพื่อนคู่คิด และคือการเปิดพื้นที่กว้างขึ้น สำหรับการเก็บสะสมประสบการณ์ของนักศึกษาครูอีกด้วย

น้องแบม’ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนประชากรรังสฤษฏ์ รับหน้าที่สะท้อนกิจกรรมแทนเพื่อน ๆ ว่า ปกติชอบภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่คิดว่ายังไม่เก่ง ไม่รู้จะพัฒนาตัวเองยังไง ที่ผ่านมามักใช้วิธีคุยกับตัวเองหน้ากระจก หรือสมมติสิ่งของใกล้ ๆ ตัวแทนเพื่อนคุย ซึ่งไม่รู้ว่าช่วยเรียนรู้ได้จริงแค่ไหน เพราะเมื่อถึงเวลาเรียนในชั้นเรียน ก็ไม่ได้มั่นใจขึ้นเลย 

“การเจอกับพี่ ๆ วันนี้เปิดโลกของหนู พี่ ๆ น่ารักทุกคน หนูชอบที่บรรยากาศไม่เหมือนห้องเรียนเลย แต่เป็นการเรียนจากการเล่นเกม มีเพลงให้เต้น ทุกคนสนุกมาก แล้วได้ของรางวัลด้วย ส่วนสำหรับตัวหนู ส่วนที่ดีที่สุดของวันนี้คือได้รู้ว่าที่เราเคยฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองไม่ใช่วิธีที่ผิด ซึ่งก็ทำให้รู้สึกมั่นใจ และกล้าที่จะพูดสื่อสารกับคนอื่นมากขึ้น” 

น้องแบมฝากถึงพี่ ๆ ว่า ขอบคุณที่ทำให้หนึ่งวันที่มาโรงเรียนมีแต่ความสุข และอยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อย ๆ “…เพราะโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ไม่ค่อยมีใครมาหา การที่พี่ ๆ มองเห็นและมาถึงที่นี่ จึงเป็นของขวัญที่ดีที่สุด หนูอยากขอบคุณแทนเพื่อนทุกคนจริง ๆ ค่ะ”        

น้องแบม
ผอ.จิตพทัย รุณกระโทก

ด้านผู้อำนวยการโรงเรียนประชากรรังสฤษฏ์ ผอ.จิตพทัย รุณกระโทก ได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้น พร้อมพูดถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่งผ่านไป ว่าไม่เพียงกระทบต่อการเรียนรู้ แต่ยังบั่นทอนสภาพจิตใจของเด็กและครูที่โรงเรียน การมีกิจกรรมนี้จึงมากกว่าแค่โอกาสเรียนรู้ หากยังเป็นการฟื้นฟูหัวใจให้เด็ก ๆ รู้ว่ามีคนคิดถึงและเป็นห่วงพวกเขา และแน่นอนว่าหนึ่งวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโลกการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ความสุข ความรู้ และความทรงจำเหล่านี้ จะเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก ๆ ตลอดไป      

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ศศิพร กล่าวว่า การเห็นเด็ก ๆ กลับบ้านไปพร้อมกับความรักที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ถือว่ากิจกรรมบรรลุเป้าหมายแล้ว และเผยว่า กิจกรรมที่ทางสถาบันจัดขึ้นในสามโรงเรียนพื้นที่จังหวัดอยุธยา ได้แก่ โรงเรียนประชากรรังสฤษฏ์ โรงเรียนวัดพระงาม และโรงเรียนวัดน้ำเต้า (อุดมราษฎร์นิมิต) ถือเป็นเพียงการทดสอบความเป็นไปได้ ที่ทางคณะจะทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ คือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อช่วยชี้เป้าโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไป

“ถึงเป็นการเยี่ยมเยือนสั้น ๆ แต่การมาครั้งนี้ทำให้พวกเรามีความหวัง ว่าจะสามารถ ‘หว่านเมล็ดพันธุ์ความชอบความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ’ ให้เด็ก ๆ เข้าใจว่า วิชาภาษาอังกฤษไม่ต้องเครียดก็สนุกได้ เก่งขึ้นได้ ยิ่งถ้าเด็กกลับบ้านไปพูดหรือร้องเพลงภาษาอังกฤษ ผู้ปกครองเขาก็จะยิ่งเห็นว่าภาษาอังกฤษคือเรื่องใกล้ตัว แล้วมันอาจไปถึงจุดที่ครอบครัวจะช่วยส่งเสริม และเรียนรู้ไปด้วยกัน”

และ ‘พี่ฟ้าสัย’ ที่ขอกล่าวปิดจบว่า “ดีใจมากที่ได้มาเจอน้อง ๆ เพราะนอกจากความสุขที่มีด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งตอบแทนที่มีค่าที่สุด ประสบการณ์ตรงนี้ยังจะช่วยเปลี่ยนพวกเราให้เป็นครูที่ดีขึ้น จากวันนี้พวกเราจะจดจำรอยยิ้มและแววตาของน้อง ๆ เอาไว้ และสัญญาว่าเราจะกลับมาเจอกันอีก …สุดท้ายสำหรับวันนี้ ขอเป็นตัวแทนคณะบอกน้อง ๆ ว่า “ขอบคุณ” ที่ทำให้พวกเรามั่นใจว่า ทุกคนเลือกถูกแล้วที่มาเป็นครูค่ะ