เมื่อพูดถึงตลาดในจังหวัดเชียงราย หลายคนคงนึกถึงกาดหลวงเชียงราย ตลาดสดในตัวเมืองเชียงรายที่รวบรวมของสด ของแห้ง ผลไม้ทางเหนือ แหล่งวัตถุดิบท้องถิ่นที่คนเชียงรายรู้จักกันเป็นอย่างดี หรือจะเป็นเชียงรายไนท์บาร์ซาร์ ตลาดกลางคืนสำหรับวัยรุ่น มีทั้งสตรีทฟู๊ด และเสื้อผ้า เป็นที่พักผ่อนย่อนใจของหนุ่มสาว
แต่ตลาดที่ กสศ. อยากชวนมาดูวันนี้ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง ไม่ได้เปิดทุกวัน และไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมากมายขนาดนั้น แต่เป็นตลาดที่รวม ‘แรงบันดาลใจ’ ให้สำหรับเด็กๆ ในชื่อว่า ‘กาดบันดาลใจ๋’
กาดบันดาลใจ๋ ครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การเรียนม่อนแสงดาววิชชาลัย ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ภาคสังคมตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อยู่บริเวณ อ.เมือง จ.เชียงราย
ภายในงานมีตั้งแต่ของกิน ไม่ว่าจะเป็น พิซซ่าโฮมเมด ชา กาแฟ แล้วยังมีสินค้างานฝีมือต่างๆ ที่เด็กแต่ละศูนย์การเรียนนำมาโชว์ นอกจากนี้ยังมีฝั่งงานศิลปะที่เปิดโอกาสให้เด็กมาลองสร้างผลงานของตัวเองกันอีกด้วย งานนี้เต็มไปด้วยเด็กๆ ทั้งที่อยู่ในระบบโรงเรียนทั่วไป และเด็กนอกระบบ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาเจอกันนอกรั้วโรงเรียน
งานที่มีกิจกรรมเยอะขนาดนี้มีเบื้องหลังมาจากเด็กในศูนย์การเรียนม่อนแสงดาววิชชาลัย ‘วิว-วนันธร จันหลวง’ หนึ่งในครูจากศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาววิชชาลัยเล่าว่า กิจกรรมในงานวันนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากการลงมือทำและการวางแผนของเด็กๆ
“เขาได้เข้าสังคมมากขึ้น แล้วที่เราเอาเด็กจากในระบบเข้ามาทำกิจกรรมด้วย เพราะว่าเขาจะได้เห็นคุณค่าในตัวของเขาเอง วันนี้เด็ก (เด็กจากศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ) ทุกคนคือครู เขาเป็นคนที่ได้สอนเพื่อนๆ ได้แบ่งปันแชร์กับเพื่อนๆ เขาจะไม่รู้สึกว่าการที่มาอยู่นอกระบบด้อยกว่าเด็กในระบบ”
นอกจากจะวางแผนกิจกรรมภายในงานเองแล้ว วันนี้เด็กๆ งัดฝีมือการทำอาหารและเครื่องดื่มมาขายจริงภายในงาน ซึ่งทักษะต่างๆ นี้ก็ได้มาจากการเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ มาเป็นเวลานาน
ร้านที่ต้องรอคิวนานที่สุดในวันนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นร้านพิซซ่าโฮมเมด ซึ่งก็เป็นฝีมือของเด็กๆ ในศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ มองเข้าไปที่เคาน์เตอร์ทำอาหารเราเห็นเด็กๆ ประมาณ 4-5 คนผลัดกันนวดแป้ง หั่นผัก และโรยหน้าเหมือนมืออาชีพ เรียกได้ว่าสามารถเอาทักษะแบบนี้ไปประกอบอาชีพแบบจริงจังกันได้เลย
อีกร้านหนึ่งที่ฮอตฮิตไม่แพ้กันคือร้านกาแฟ ร้านนี้เป็นเป้าหมายของเด็กเล็กๆ ที่ชอบกินน้ำหวาน ไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่ คุณครูที่ชอบดื่มกาแฟ เมนูก็มีให้เลือกหลากหลาย และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
วิวเล่าว่าจริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้เคยลองทำขายที่ตลาดนัดมาก่อน แต่ไม่สำเร็จ ถึงอย่างนั้นน้องๆ ก็ไม่ได้ยอมแพ้ พอเห็นว่าศูนย์การเรียนฯ จะมีตลาดก็อยากมาเปิดขายกันอีก เพราะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของครั้งที่แล้วมาแล้ว
“จริงๆ เขามีประสบการณ์จากการผิดพลาดที่ตลาดนัดมาก่อน มาวันนี้เด็กๆ บอกว่าเขามีความสุขมากเพราะว่าเขาไม่เคยได้เงินเยอะขนาดนี้”
เงินก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ มีกำลังใจทำงานกันต่อ แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่พวกเขาได้ฝึกฝนทักษะชีวิต ทั้งการวางแผนงาน วางแผนการตลาด การพูดคุยกับลูกค้า หรือการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า วิวมองว่าส่วนนี้จะทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เด็กเขาจะภูมิใจในสิ่งที่เขาทำอยู่ ภูมิใจในการลองผิดลองถูก ภูมิใจในการที่สุดท้ายแล้วเขาสามารถแก้ปัญหาให้มันดีขึ้นไปได้”

วันนี้เราเห็นทั้งครูและนักเรียนใส่เสื้อสีเดียวกัน วิวบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเพราะความตั้งใจที่อยากจะให้ครูกับนักเรียนมีสถานะที่ ‘เท่ากัน’
“เขาก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นครูที่ต้องอยู่สูง เขามองว่าเราเป็นพี่เขามองว่าเราเป็นเพื่อน แล้วเราก็รู้สึกว่าเขาก็เป็นน้องคนหนึ่งที่เราควรจะดูแลและเติบโตให้ได้ในอนาคต”
วิวบอกว่าถึงแม้ตัวเองจะเป็นครู แต่เธอวางบทบาทตัวเองเหมือนเป็นพี่น้อง เพราะอยากให้เด็กคุยกับเธอได้ทุกเรื่อง จะเป็นเรื่องเรียน ความรัก ชีวิต หรือครอบครัว ก็คุยได้ทั้งนั้น
เพื่อให้เป็นมิตรกับเด็กมากที่สุด ที่ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ จึงพยายามจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากผู้เรียน เด็กที่เข้ามาที่นี่จะได้ทดลองค้นหาตัวเอง และเมื่อเจอแล้วว่าตัวเองชอบอะไร พวกเขาก็จะได้ลงมือทำพร้อมกับครูที่คอยแนะแนวกันไปด้วย
“เด็กแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน เราในฐานะพี่เลี้ยง ก็จะต้องไปหาครูอาสาที่สามารถเข้าใจเด็ก ครูครูอาสาไม่ได้แปลว่าจะเป็นใครก็ได้ที่เก่ง แต่ครูอาสาต้องเข้าใจด้วยว่าเด็กนอกระบบที่จะมาสอน เขาเป็นกลุ่มแบบไหน”
เพราะเด็กนอกระบบหลายคนเจอความผิดหวังและถูกทำให้แปลกแยกมาจากโรงเรียนเดิม ครูอาสาที่จะมาทำหน้าที่นี้ได้จึงต้องเป็นคนที่เข้าใจความเปราะบางของเด็ก ในขณะเดียวก็ต้องพัฒนาให้เด็กเติบโตได้ด้วยตัวเองอีกด้วย วิวบอกว่า ถ้าครูไม่เข้าใจเด็ก มันก็เหมือนเด็กโดนบูลลี่ซ้ำซ้อน
ด้วยความสนใจของเด็กมีหลากหลาย ตอนนี้ที่ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ จึงมีครูอาสาที่มาจากหลายแขนง ทั้งศิลปิน ชาวสวน ครูภาษาจีน พระที่สอนภาษาอื่นๆ ได้ก็มี
ส่วนวิธีการเข้าหาเด็กวิวมองว่าก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เด็กหลายคนมีกำแพง การที่อยู่ดีๆ จะกระโดดข้ามกำแพงนั้นไปเลยมันเป็นไปไม่ได้ และเด็กก็ไม่อยากให้ทำแบบนั้น เพราะนั่นคือพื้นที่ปลอดภัยของเขา ทางที่ดีวิวบอกว่ามันควรเป็นการค่อยๆ ทลายกำแพงลงดีกว่า
“เวลาไปคุยกับเขา เราไม่คุยเรื่องงาน ไม่คุยเรื่องการเรียน เราไปกินข้าวด้วยกัน เราลองไปเที่ยวด้วยกัน ไปไหว้พระด้วยกัน เมื่อเด็กมีความไว้ใจแล้วเขาถึงจะกลับเข้ามาเรียน เพราะว่าเราก็ไม่ได้รับเด็กแบบว่าคุณหลุดออกจากระบบคุณมาเรียนได้เลย แต่ว่าเด็กต้องมาด้วยความสมัครใจของตัวเอง”
วิวยกตัวอย่างให้ฟังว่ามีเคสที่เป็นเด็กที่ไม่อยากเรียน ให้ผู้ปกครองดูแลอย่างเดียว วิวต้องใช้เวลานานพอสมควรที่น้องถึงจะเปิดใจคุยด้วยได้ ซึ่งต้องมาจากการเข้าที่ค่อยเป็นค่อยไป ท้ายที่สุดเด็กคนนี้บอกกับวิวว่าตัวเองอยากเรียนแต่ที่บ้านไม่สนับสนุน ระยะเวลาผ่านไปน้องก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองโตขึ้นอยากเป็นอะไร และน้องก็เอาความฝันนั้นมาเล่าให้วิวฟังได้
นอกจากความไว้ใจจากนักเรียน ความเชื่อใจของผู้ปกครองก็สำคัญไม่แพ้กัน วิวเล่าว่าถ้าผู้ปกครองไม่เห็นว่าเด็กอยู่บ้าน ก็จะรู้ทันทีว่าเด็กๆ น่าจะมาเล่นกันที่ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ
คำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ของที่ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ จึงต้องมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมและคนที่อยู่ด้วยแล้วเด็กจะสบายใจ พวกเขาถูกตัดสินใจจากสังคมข้างนอกมากพอแล้ว เพราะฉะนั้นที่นี่จึงไม่มีการตัดสินกัน แถมไม่มีการวางอำนาจอีกด้วยว่าใครอยู่สูงกว่าใคร

กว่าจะมายืนขายของกันแบบนี้ได้ วิวบอกว่าแรกๆ เด็กหลายคนเข้ามาพร้อมกันปัญหา ส่วนใหญ่ที่พบคือไม่สามารถเข้าสังคมที่โรงเรียนทั่วไปได้ กับไม่มีเงินมากพอที่จะเรียนในระบบ
ต้องยอมรับว่าการเข้าไปเรียนในโรงเรียนทั่วไป บางทีมีแค่ความตั้งใจ ความขยัน มันก็ไม่พอ วิวเล่าว่าเด็กบางคนโดนบูลลี่ ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนได้ ก็ทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีเด็กหลายคนที่อยากลงมือทำมากกว่าเรียน เพราะอย่างน้อยก็ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบ
“มีบางคนบ้านไม่ได้ยากจน แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องการบูลลี่ แต่เขาไม่อยากเรียนในระบบ เพราะเขารู้สึกว่าหนังสือเขาก็ไปอ่านที่ไหนก็อ่านได้ ซื้อมาอ่านเองก็ได้ แต่การที่เราจะก้าวไปทำในสิ่งที่เราชอบมันยาก”
แต่อีกปัญหาสำคัญที่เป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ คือ เรื่องของวงจรสีเทา ทั้งสแกมเมอร์ เว็บพนัน เปิดบัญชีม้า ไปจนถึงเรื่องของยาเสพติด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำคือช่วยออกแบบวิธีให้เขายืนด้วยตัวเองได้อย่างสุจริต เพื่อไม่ให้เด็กหลงกลับเข้าไปอีก
“เด็กๆ บอกว่าก็เห็นหลายๆ คนที่เขาทำเว็บพนัน บ้านหลังใหญ่โต มีรถเยอะ เด็กเขาก็คงคิดว่าถ้าไปทำแล้วมีโอกาสที่จะได้เงินเยอะ เขาก็คงอยากส่งเงินมาให้ครอบครัว”
จากภาพรวมวิวแบ่งเด็กที่เป็นกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม เสี่ยงน้อย เสี่ยงกลาง และเสี่ยงมาก
สำหรับกลุ่มเสี่ยงน้อย มักจะเป็นเด็กที่เล่นเว็บไซต์พนันออนไลน์ผิดกฎหมาย ซึ่งวิวก็จะเน้นกำชับว่าทุกครั้งที่เล่นไป เด็กก็กำลังเสียเงินไปเหมือนกัน
“เราจะต้องชี้ให้เขาเห็นเลยว่า สมมติทุนวางไป 500 เราก็บอกให้เขาลองปั่นเลย เสร็จแล้วก็ให้ดูว่าได้กำไรเท่าไหร่ เแล้วดูต่อว่าระหว่างทางเสียเท่าไหร่ เราต้องทำให้เขาเห็นภาพ”
ส่วนกลุ่มเสี่ยงกลาง คือกลุ่มที่เล่นพนันออนไลน์และมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่อยู่ในวงจรสีเทาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์หรือบัญชีม้าก็ตาม วิวก็มีการพูดคุยแบบส่วนตัวบ่อยครั้ง และจับตาดูเป็นพิเศษ
กลุ่มเสี่ยงมากคือกลุ่มที่วิวมองว่าอยู่ในโซนสีแดง อาจจะมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่อยู่ในวงจรสีเทา และตัวเด็กไปอยู่อาศัยหรือคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้บ่อยๆ จึงทำให้เด็กๆ มีความเสี่ยงมากที่จะเข้าไปสู่วงจรสีเทาเหมือนกัน
ถ้ารู้ว่าเด็กมีแนวโน้มที่จะไปแน่ๆ วิวใช้วิธีบอกให้เด็กลองทำอาชีพอื่นดูก่อน เผื่อว่าอย่างน้อยรายได้ที่เข้ามาก็ยื้อเวลาที่เด็กจะหลุดเข้าไปในวงจรสีเทาได้
“ได้ยินมาว่ารายได้หลักหมื่น แค่เดินทางไปก็ได้ 15,000 แล้ว เงินเดือนจำนวนนี้ในเชียงรายแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเด็กอยากไปแน่นอน มันก็ยังอยู่กับเขา มันเป็นความยากของเด็กแต่ละคน”
ถึงอย่างนั้นก็มีเคสที่หลุดเข้าไป แต่ก็ยังกลับออกมาทำงานสุจริตได้ ซึ่งที่เหลือก็ต้องเป็นหน้าที่ของครูว่าจะช่วยประคับประคองให้เขามีรายได้ได้อย่างมั่นคงมากน้อยแค่ไหน

“จากที่ทำงาน 9 โมงเลิกงาน 4 โมง ตอนนั้นคือมันไม่มีสัมพันธ์กับใครเราก็เลยรู้สึกว่า เหมือนเราเคว้ง อยู่บนโลกนี้คนเดียว แต่พอมาทำที่นี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากเจอคนอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
‘วิว-วนันธร จันหลวง’ หนึ่งในครูจากศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาววิชชาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าว วิวเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอมีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ ไม่เอาสังคม และรู้สึกว่าการไม่ต้องพูดคุยกับใครคือเรื่องปกติของเธอ
สิ่งที่ทำให้วิวเข้ามาทำงานกับกลุ่มศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวฯ คือ การเห็นปัญหาเด็กหลุดระบบรอบตัว วิวเล่าว่าเธอเองก็เคยเป็นหนึ่งคนที่เกือบหลุดออกจากระบบการศึกษา โชคดีที่มีพ่อแม่ที่ซัปพอร์ตอยู่ แต่เด็กบางคนไม่ได้โชคดีแบบเธอ มีหลายคนที่หลุดระบบการศึกษา แต่เข้าวงจร ‘สีเทา’ แทน ไม่ว่าจะเป็น ยาเสพติด ขโมยของ หรือสแกมเมอร์ นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้เด็กหลุดระบบ มันยังมีปัญหาอย่างอื่นอีก เช่น ไม่มีกำลังใจเรียน ไม่ชอบในสิ่งที่เรียน เธอจึงมองว่าการทำงานครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนชีวิตเด็กๆ ได้ อย่างน้อยก็กันเขาไม่ให้ถลำลึกไปในวงจรสีเทา
วิวก้าวกระโดดจากการเป็นคนที่ไม่เข้าหาคน สู่คนที่เด็กๆ มองว่าเป็นเพื่อนได้ วิวเล่าว่าช่วงแรกๆ ที่ต้องเข้าหาเด็ก เธอมองว่ามันเป็นหน้าที่ ราวกับว่าเป็นงานหนึ่งงานที่ต้องทำให้เสร็จแค่นั้น แถมเธอยังเจอกับปัญหาที่ว่าไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้ ทำให้รู้สึกว่าปรับตัวยาก
แต่พอเวลาผ่านไป หลังจากเริ่มสนิทกับเด็กๆ มากขึ้น วิวมองว่ามันคือความสนิทใจและความหวังดีที่อยากเห็นเด็กๆ เติบโตไปในทางที่ดีจริงๆ

“จริงๆ แล้วงานคือ 24 ชั่วโมง บางทีเด็กอกหักตีสอง เขาเลือกที่จะคุยกับเราก่อนคนแรก มันทำให้เรารู้สึกว่า เราก็คือคนหนึ่งที่สำคัญสำหรับเขา แล้วเขาก็คงรู้สึกว่าเราเป็นที่พึ่งสำหรับเขาได้”
วิวเล่าว่าเด็กบางคนมีแค่ครูที่เป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นวิวจึงต้องพร้อมอยู่เสมอเวลาที่เด็กมองหา ในขณะเดียวกันวิวเล่าอย่างขำขันว่าครูเองก็พึ่งพาเด็ก อย่างวิวที่ทำกับข้าวไม่ค่อยเป็น พอเด็กๆ บางทีเขาก็จะทำกับข้าวมาแบ่งครูด้วย
“เราต้องดีดตัวเองขึ้นไปให้ตามโลก ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าเราอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ตอนนี้เด็กๆ กำลังอาบน้ำร้อนกันอยู่ไง ตอนนี้เด็กนี่แหละเป็นคนที่มาคอยสอนเรา เรียนรู้ไปด้วยกันเลย”
เมื่อครูเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก เด็กก็จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ครูด้วยเช่นเดียวกัน แม้จะมีชื่อตำแหน่งว่าเป็นครู แต่วิวบอกว่าเธอเข้าหาเด็กด้วยมุมมองแบบ ‘พี่น้อง’ มากกว่า เพราะแบบนี้ต่างฝ่ายจึงสามารถเป็นพื้นที่สบายใจด้วยกันได้ทั้งคู่
เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน
ภาพถ่าย : ธาตรี แสงมีอานุภาพ
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร