‘ภารกิจค้นหา’ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางเด็กใต้เส้นความยากจน เป็นบุคลากรสายอาชีพคนสำคัญของท้องถิ่น

‘ภารกิจค้นหา’ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางเด็กใต้เส้นความยากจน เป็นบุคลากรสายอาชีพคนสำคัญของท้องถิ่น

เมื่อเข้าไปเห็นกับตา …บ้านของเด็กที่สมัครรับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลายหลังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ สภาพภายนอกเก่าทรุดโทรม ภายในว่างโล่งแทบไม่มีข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ เมื่อสำรวจรายรับผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ไม่ลังเลจะบอกว่า ‘ไม่มีรายได้’ หรือถึงมีก็ ‘ไม่แน่นอน’ จากอาชีพรับจ้างทั่วไป จนแทบไม่อาจคำนวณรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 

ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เกินครึ่งไม่ใช่พ่อหรือแม่ แต่คือปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอา เมื่อถามถึงแผนศึกษาต่อหลังจบ ม.3 เกือบ 100% ของเด็กที่สมัครรับทุนตอบในทางเดียวกันว่า “คงเลิกเรียนไปหางานทำ” ส่วนพอถามถึงประเภทงาน น้อง ๆ บอกว่า “อะไรก็ได้ที่มีคนจ้าง” และแม้รู้ว่าค่าตอบแทนจะน้อยนิด พวกเขาก็พร้อมอยู่กับงานที่ใช้แค่ทักษะเดิม ๆ ซ้ำไปอีกหลายปีโดยไม่เกี่ยง เพราะรู้ดีว่าทางเลือกไม่มีมากกว่านั้น  

ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่ได้จากคณะทำงานคัดกรองนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่พาเราไปพบเยาวชนส่วนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสตูล ซึ่งเปิดให้เห็นข้อค้นพบว่า เส้นทางของน้อง ๆ จากครัวเรือนใต้เส้นความยากจน (ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน/เดือน) ล้วนเสี่ยงต่อการติดอยู่ในวงจรความยากจนที่ส่งต่อจากรุ่นนสู่รุ่น จากข้อจำกัดด้านรายได้ครัวเรือน ที่ปิดกั้นโอกาสการศึกษาต่อของทุกคนไว้ …เพียงหลังจบการศึกษาภาคบังคับ    

หากหัวใจของการลงพื้นที่ค้นหา-คัดกรองครั้งนี้ คือความพยายามจะเปิดประตูบานใหม่ เพื่อโอกาสศึกษาต่อในสายอาชีพ ที่ไม่เพียงมีเป้าหมายให้เด็ก ๆ ได้เรียน แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพ ยกระดับทักษะ การเข้าถึงอาชีพเฉพาะทางที่มีรายได้แน่นอน มีลำดับขั้นตอนก้าวหน้าในสายงานของเยาวชนจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจนคนหนึ่ง เพื่อให้น้อง ๆ เหล่านี้เป็นทรัพยากรมนุษย์คนสำคัญ ที่จะก้าวเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท้องถิ่นในอนาคต 

ประสบการณ์จากคณะทำงานบอกเราว่า ในระดับบุคคล โอกาสการศึกษาต่อในหลักสูตรที่กินเวลา 1-3 ปี จะค่อย ๆ หล่อหลอมและผลักดันให้เด็กคนหนึ่งเปลี่ยน จากไม่เคยเชื่อในตัวเอง …เป็นคนที่พบศักยภาพซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน ผ่านการเดินทางในสถาบันการศึกษา ผ่านการเก็บเกี่ยวชั่วโมงในสถานประกอบการ โดยมีครูเป็นผู้ดูแล-รับฟัง คอยเป็นโค้ชที่เข้าใจถึงข้อจำกัด ช่วยออกแบบเส้นทาง และทำให้ทุก ๆ เสียงนั้นมีค่ามีความหมาย เพื่อที่ปลายทาง เราจะได้เห็นมนุษย์คนหนึ่งเติบโต และพร้อมออกโบยบินบนถนนสายอาชีพอย่างมั่นใจ    

ชวนติดตามภารกิจลงพื้นที่คัดกรองนักศึกษาในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 8 อันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันการศึกษาสายอาชีพในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ วิทยาลัยชุมชนสตูล หนึ่งในสถาบันร่วมผลิตนักศึกษาเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทักษะวิชาชีพและทักษะชีวิต ซึ่งสอดคล้องต่อทิศทางการพัฒนากำลังคนของจังหวัดสตูล

ย้อนมองสถานการณ์ในพื้นที่นับตั้งแต่ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีการขยายตัวของอุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น ด้วยธุรกิจท่องเที่ยวและบริการกำลังเติบโตต่อเนื่อง และยิ่งทวีขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงมุ่งผนึกกำลังกันเต็มที่เพื่อ ‘สร้างคน’ รองรับ 

โดยเฉพาะในแวดวงการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ที่จะยกระดับการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัดสตูลเป็น ‘ศูนย์กลางการท่องเที่ยว’ ของภูมิภาค ในภาคการผลิตทรัพยากรบุคคล จึงยังต้องการกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะเฉพาะด้าน ทั้งทักษะด้านภาษา การจัดการ รวมถึงทักษะด้านความเข้าใจความต่างทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง อีกเป็นจำนวนมาก   

วิทยาลัยชุมชนสตูลจึงเป็นหนึ่งสถาบันการศึกษา ที่เดินหน้าผลักดันแผนการผลิตกำลังคนในระยะยาว โดยปีการศึกษา 2569 ทางสถาบันได้ร่วมกับ กสศ. จัดสรรทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จำนวน 20 ทุน ในสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการบริการ และมุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมโอกาสการศึกษาแก่เยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์

อาจารย์อัศวยุช เทศอาเส็น วิทยาลัยชุมชนสตูล เล่าถึงภารกิจการการผลิตบุคลากรสายอาชีพว่า ประสบการณ์การร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงตั้งแต่รุ่นที่ 1 (ปี 2562) ถึงปัจจุบัน ทางวิทยาลัยพบหลากหลายประเด็นการค้นหาคัดกรองนักศึกษาทุน โดยเฉพาะปัจจัยแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนต่อ โดยหากมองลึกลงในรายละเอียดของชีวิตของเยาวชนจากครัวเรือนต่ำกว่าเส้นความยากจน การลงพื้นที่ทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ อยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อาศัยในบ้านซึ่งแทบไม่มีสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น บ้านบางหลังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานทั้งไฟฟ้า แหล่งน้ำ สุ่มเสี่ยงต่อการรับมือภัยธรรมชาติ หรือภัยจากผู้คน

“ขณะที่การจะพาตัวเองพ้นหลุดจากความยากลำบากก็แทบไม่มีหนทางเลยสำหรับเด็ก ๆ  ด้วยข้อจำกัดเรื่องรายได้ เพราะอย่างที่บอกว่าผู้ปกครองเกือบ 100% มีรายรับเพียงจากงานรับจ้างในสวนยาง ซึ่งนอกจากค่าแรงน้อยแล้ว รายรับยังไม่สม่ำเสมอ เด็กที่เราพบส่วนใหญ่หลังจบชั้น ม.3 จึงเดินไปในทางเดียวกันหมด คือเข้าสู่ตลาดแรงงานไร้ฝีมือ จนเกิดเป็นวงจรวนซ้ำของชีวิตใต้เส้นความยากจน ที่หาทางออกไม่ได้”

(คนแรกขวา) อาจารย์อัศวยุช เทศอาเส็น

ทุนการศึกษาเปลี่ยนแปลงเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร?

อาจารย์อัศวยุช พูดถึงเด็ก ๆ ที่พบระหว่างลงพื้นที่ว่าการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลอย่างมากต่อการค้นหาเด็ก ๆ ในหลายปีให้หลัง เพราะเด็กที่เราพบวันนี้ คือคนที่เขาพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทุนมาก่อน บ้างผ่านครูแนะแนว บ้างจากคนในชุมชน หรือบางคนก็เห็นประจักษ์ชัดกับตาตัวเอง จากรุ่นพี่ที่เคยต่อสู้กับข้อจำกัดเดียวกันมาก่อน ซึ่งเมื่อได้รับทุนแล้ว เส้นทางชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไป    

“สะท้อนภาพให้ชัดว่าทุนเปลี่ยนแปลงเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร ก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ หรือวันแรกของการพบกันที่บ้านของเขา เราจะเห็นเด็กคนหนึ่งที่กังวลกับการพูดคุย ตอบคำถาม ประหม่าต่อการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง นั่นเพราะเขารู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคต และการมาของถึงของทุน กำลังกลายเป็นความหวังเดียวให้พอคว้าจับ

“จนถึงแม้จะได้เป็นนักศึกษาทุนแล้ว แต่บรรยากาศห้องเรียนช่วงแรก ๆ ก็จะห่มคลุมด้วยความอึมครึม เพราะยังไม่มีใครมั่นใจกับอะไรเลย จากนั้นตัดภาพไปถึงวันที่เด็กค่อย ๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ จากบทเรียนและกิจกรรมที่มีครูดูแลใกล้ชิด ที่เขารู้แล้วว่าวิทยาลัยคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ทุกคนพูดได้ แสดงออกได้ ค้นลึกไปในตัวเองได้ โดยจะไม่มีใครตัดสิน กลับกันจะมีแต่โค้ชที่พร้อมเข้าใจ ให้กำลังใจ พยายามมองหาศักยภาพของแต่ละคนเพื่อดึงออกมาใช้ได้เต็มที่ 

…แล้วเมื่อวันหนึ่งที่กำแพงความกลัวในใจเลือนไป เด็ก ๆ จึงพบว่าเสียงของเขามีค่า ตัวตนของเขามีความหมาย ฉะนั้นภาพปลายทางที่เราจะเห็น ก็คือนักศึกษาที่มั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าเรียนรู้ทดลองเพื่อจะพัฒนาทักษะให้เฉียบคมยิ่งขึ้น”     

อาจารย์อัศวยุช เปรียบการพาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้ที่วิทยาลัย ว่าคือบานประตูสู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ ที่จะมีครอบครัวใหญ่คือ ครูพ่อ-ครูแม่ รุ่นพี่ซึ่งเปรียบได้กับ ‘พี่เลี้ยง’ และเพื่อน ๆ ที่ต่างคนต่างสู้ฝ่าฟันมาจากจุดเดียวกัน คอยประคับประคองกันไว้ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงถ่ายเทพลังความมุ่งมั่นสู่กัน จนทุกคน ‘เชื่อ’ ว่าเส้นทางการศึกษานี้จะพาไปสู่ถนนสายอาชีพยาวไกล ที่จะยกระดับชีวิตตัวเองและครอบครัวได้ และยิ่งกว่านั้นคือเด็ก ๆ ที่มีศักยภาพเหล่านี้เอง คือคนที่จะเข้าไปขับเคลื่อนวงจรธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล 

(คนแรกขวา) อาจารย์นงนุช ถวิลวรรณ์

อาจารย์นงนุช ถวิลวรรณ์ หัวหน้าสำนักวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสตูล พูดถึงการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัย ที่นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีที่วิทยาลัย ยังเน้นเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากสถานประกอบการชั้นนำในพื้นที่ ซึ่งทางวิทยาลัยได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน 

“การปฏิบัติงาน ณ สถานที่จริง คือพื้นที่ของการค้นหาและสร้างโปรไฟล์ของตัวเอง พร้อมกันนั้นยังได้เรียนรู้ถึงเส้นทางที่เป็นไปได้ของอาชีพในสายงานบริการและการท่องเที่ยว เขาจะสามารถตั้งเป้าหมาย รู้จุดเด่นของตนในการก้าวไปบนสายงานเฉพาะทางที่ถนัด ส่วนสถานประกอบการก็จะมีส่วนโดยตรงต่อการพัฒนากำลังคนที่ตรงกับความต้องการ ดังนั้นหลายคนไม่ทันจะฝึกงานเสร็จ ก็จะถูกทาบทามหรือจองตัวให้เข้าทำงานทันที”      

Before & After: จากมองไม่เห็นทางไป ถึงวันกล้าฝันเป็นเจ้าของธุรกิจ 

“สมัยเรียนมัธยมหนูขาดเรียนบ่อย เพราะบางวันไม่มีเงินไปโรงเรียน ถึงพยายามประหยัดแล้วด้วยการเอาข้าวจากบ้านใส่กล่องไปกินทุกวัน แต่ก็ยังติดเรื่องค่ารถที่ต้องมีอาทิตย์ละ 200-300 บาท บางอาทิตย์หนูจึงไปเรียนได้แค่สามวัน ตอนนั้นอย่าว่าแต่คิดเรื่องเรียนต่อ แต่แค่ประคองให้จบได้ยังไม่รู้เลยว่าจะไหวไหม”

ชวนปิดท้ายกันด้วยเรื่องของ ‘ยา’ กิตติมา มาลียัน นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 6 สาขาการท่องเที่ยวและการบริการ หลักสูตรอนุปริญญา 2 ปีครึ่ง วิทยาลัยชุมชนสตูล ผู้เป็นเหมือน ‘รูปธรรมความสำเร็จ’ ของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลังเพียงหนึ่งปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา จากเคยอยู่ตรงจุดเดียวกับน้อง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่าจะหาทางไปต่อยังไงกับชีวิต วันนี้ยากำลังฝัน ถึงวันที่เธอจะมีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นของตัวเอง 

“หนูจำได้ดีว่าวันแรกในวิทยาลัย เราเคยกลัวเคยกังวลแค่ไหน หนูไม่มั่นใจอะไรเลย เหมือนพื้นเพเราที่มาจากความยากลำบากมันกดเอาไว้ ให้ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด ไม่กล้าแสดงออกสักอย่าง ยิ่งเราเรียนท่องเที่ยวและบริการซึ่งควรฉะฉานด้านภาษาอังกฤษ แต่หนูกลับไม่กล้าเลย”    

‘ยา’ กิตติมา นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 6 สาขาการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยชุมชนสตูล

จนมาถึงช่วงเวลาสองเทอมในวิทยาลัยชุมชนสตูล กับประสบการณ์ฝึกงานที่ ไอรีน รีสอร์ท โรงแรม 5 ดาวบนเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งช่วงแรก ๆ ยายอมรับ ว่าเธอรู้สึกหวั่นใจกับการพูดคุยกับแขกที่มาพัก หรือกลัวกระทั่งว่าจะจดรายการอาหารผิด แต่ยาไม่ยอมแพ้ เธอเปิดใจเรียนรู้ ซักถาม สังเกตการทำงานของรุ่นพี่ที่ทำงาน และปรับตัวตามได้รวดเร็ว จนไม่ทันรู้ตัว เวลาไม่นานยาก็เห็นตัวเองสื่อสารภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว และกล้านำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจต่อแขกอย่างมั่นใจ

ถึงวันนี้ที่ขยับขึ้นชั้นปี 2 ยากลายมาเป็นหัวหน้าชั้นเรียน คอยให้คำปรึกษาเพื่อน ๆ เป็นผู้ช่วยครูในภารกิจสำคัญต่าง ๆ ขณะที่ในใจเธอกำลังร่างแผนการเล็ก ๆ ว่าอีกหลายปีข้างหน้า เธอจะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์พร้อมสะสมทุนรอนจำนวนหนึ่ง และนำไปใช้เปิดบริษัทท่องเที่ยวเป็นของตัวเองได้อย่างที่ฝันไว้

“หนูมีความฝันคืออยากทำบริษัทท่องเที่ยว ที่จะเผยให้แขกผู้มาเยือนได้เห็นความงามของวัฒนธรรมชุมชนในเมืองที่หนูรัก …จริง ๆ ถ้ามองย้อนไปแค่ปีก่อน หนูคงไม่เชื่อว่าจะฝันถึงอะไรอย่างนี้ได้ ถ้าวันนั้นไม่มีครูเข้ามา พามาที่วิทยาลัยแห่งนี้ หนูจึงอยากขอบคุณทุกฝ่ายที่สร้างทุนนี้ขึ้นมา และไม่ใช่แค่กับตัวหนู แต่ขอขอบคุณสำหรับเส้นทางการศึกษา ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราทุกคน”