เสียงแกรก แกรก ของจอบที่กำลังกวนเนื้อปูนเข้ากับหิน ดิน ทราย และเปลือกมุก ดังระงมอยู่ใกล้เมรุในบริเวณวัดรัตนเนตตารามตลอดเช้าจรดเย็น
“คนที่นี่เรียกกันว่า ‘วัดล้านหอย’ มาจากตอนนักข่าวมาถ่ายทำช่วงติดเปลือกหอย เขาเจอว่าหอยเยอะมาก”
พระครูรัตนเขตตาภิรม เจ้าอาวาสวัดรัตนเนตตาราม กล่าวจบพร้อมชี้ไปที่เมรุสีฟ้าตระหง่านที่ประดับไปด้วยเปลือกหอยตั้งแต่ฐานเมรุยาวไปสู่ยอดเมรุ ใกล้กันคือลานก่อสร้างที่กำลังเทปูนสำหรับวางโครงสร้างของศาลาการเปรียญ
วัดรัตนเนตตาราม หรือวัดล้านหอย เป็นวัดที่นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังหากผ่านมาที่อำเภอนาดี ปราจีนบุรี ด้วยเพราะมีเอกลักษณ์ประติมากรรมประดับด้วยเปลือกหอยตลอดทั้งวัด พระครูอธิบายว่าประติมากรรมแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเจดีย์หอย ของจังหวัดนครปฐม
“ตอนแรกอาตมาทำปูนปั้นเองแบบโบราณ ทำแต่เช้าถึงห้าทุ่มตีหนึ่ง เหนื่อยมาก เลยคิดว่าถ้าทำคนเดียวคงไม่ไหว แล้วอาตมาเห็นหอยแครงที่ฝังดินอยู่มาสิบกว่าปีมันยังทน เลยนึกถึงเจดีย์หอยที่นครปฐม คิดว่าเอาเปลือกหอยมาประดับคงไม่ผิด จึงบอกโยมในหมู่บ้าน ใครมีเปลือกหอยล้างแล้วเอามา ตอนแรกติดเป็นเกล็ดพญานาค ใช้ปูนกาวแปะ เด็กนักเรียนเลิกเรียนก็มาช่วย พระเณรก็ช่วยกัน ทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2557 ประมาณสิบเอ็ดปีแล้ว”
คนงานในการก่อสร้าง ต่อเติม ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนวัดล้านหอยไม่ได้มีแค่ นายช่าง ลูกจ้างก่อสร้าง หรือเจ้าอาวาส และพระลูกวัดแต่ยังมีเด็กหนุ่มวัย 16-17 ประมาณ 2-3 คน กำลังทำหน้าที่ปั้นลายนาค ก่ออิฐ ผสมปูน ติดเปลือกหอยอยู่ในบริเวณเดียวกัน

“ปริญญาติดต่อมา บอกว่าช่วยหน่อยได้ไหม เด็กอยากได้รายได้”
คนที่เจ้าอาวาสเอ่ยถึง คือ ปริญญา ชูเลขา นายกสมาคมแรงงานวิทยา ที่มีเป้าหมายหลักคือการผลักดันค่าแรงตามทักษะ เพื่อให้เยาวชนหลุดพ้นกับดักรายได้ขั้นต่ำ
“ที่นาดีมีวัดล้านหอย เป็นวัดที่ตกแต่งด้วยเปลือกหอย สำหรับเด็กที่ยังเข้าไปทำงานที่โรงงานไม่ได้ เราก็ไปคุยกับเจ้าอาวาสบอกว่าขอส่งเด็กๆ มาฝึกทักษะได้ไหม มาเป็นลูกจ้างฝึกทักษะฝีมืองานศิลปะการปั้นที่วัดแบบไม่ต้องมาบวชเรียนเป็นพระหรือสามเณร เด็กก็จะมีรายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง อาจมารับจ้างเป็นลูกมือทำงานในวัด รับจ้างปั้นตุ๊กตา กระถาง เป็นต้น จำหน่ายเป็นของที่ระลึกประจำท้องถิ่น”
หากกลุ่มเยาวชนในโรงงาน คือเป้าหมายหลักของสมาคมแรงงานวิทยา แต่ยังมีเป้าหมายรองอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเด็กที่หลุดออกนอกระบบที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เด็กกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเป็นทางการ การฝึกทักษะจึงต้องอยู่ในรูปแบบกิจกรรมพัฒนาเรียนรู้
“ปริญญาติดต่อมา บอกว่าช่วยหน่อยได้ไหม เด็กอยากได้รายได้”
คนที่เจ้าอาวาสเอ่ยถึง คือ ปริญญา ชูเลขา นายกสมาคมแรงงานวิทยา ที่มีเป้าหมายหลักคือการผลักดันค่าแรงตามทักษะ เพื่อให้เยาวชนหลุดพ้นกับดักรายได้ขั้นต่ำ
“ที่นาดีมีวัดล้านหอย เป็นวัดที่ตกแต่งด้วยเปลือกหอย สำหรับเด็กที่ยังเข้าไปทำงานที่โรงงานไม่ได้ เราก็ไปคุยกับเจ้าอาวาสบอกว่าขอส่งเด็กๆ มาฝึกทักษะได้ไหม มาเป็นลูกจ้างฝึกทักษะฝีมืองานศิลปะการปั้นที่วัดแบบไม่ต้องมาบวชเรียนเป็นพระหรือสามเณร เด็กก็จะมีรายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง อาจมารับจ้างเป็นลูกมือทำงานในวัด รับจ้างปั้นตุ๊กตา กระถาง เป็นต้น จำหน่ายเป็นของที่ระลึกประจำท้องถิ่น”
หากกลุ่มเยาวชนในโรงงาน คือเป้าหมายหลักของสมาคมแรงงานวิทยา แต่ยังมีเป้าหมายรองอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเด็กที่หลุดออกนอกระบบที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เด็กกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเป็นทางการ การฝึกทักษะจึงต้องอยู่ในรูปแบบกิจกรรมพัฒนาเรียนรู้
“เดิมเด็กทำงานเกษตรกับครอบครัว บางคนเจอปัญหาปากท้อง บางคนเสี่ยงปัญหายาเสพติด ถ้าอายุครบ 18 ปีพวกเขาก็สมัครเข้าทำงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของที่ปราจีน แต่ถ้าอายุยังไม่ถึงแล้วเขาจะทำยังไง”
เพื่ออุดรอยต่อที่อาจจะเป็นสุญญากาศสำหรับเด็กหลุดระบบที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กลุ่มสมาคมแรงงานวิทยาจึงขอความร่วมมือกับวัดรัตนเนตตาราม โดยการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ทักษะแรงงาน (ทักษะช่าง) งานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับทักษะพุทธศิลป์ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด
ตอนนี้ที่วัดล้านหอยจึงมีเด็กวัดนักปั้นสองคนด้วยกัน จากคำบอกเล่าของปริญญา ซึ่งถ้าหากพวกเขาอายุครบ 18 ปี ก็อาจจะมีการส่งเสริมให้เข้าทำงานที่โรงงานเพื่อรายได้ที่มั่นคงกว่านี้

“ถ้าอยากทำ ก็มาช่วยกัน ” พระครูรัตนเขตตาภิรมกล่าว
การพัฒนาทักษะช่างแก่เด็กของเจ้าอาวาสคือการสอนไม่มาก แต่จะทำให้ดูก่อน
“ตอนแรกก็กังวล แต่คิดว่าถ้าให้โอกาสเขา สอนให้เขาผสมปูน ก่ออิฐ ต่อเติมฝีมือไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็เลี้ยงตัวเองได้”
พระครูบอกว่าวัดควรให้โอกาสทุกคน เพราะตัวของเจ้าอาวาสเองก็เคยได้รับโอกาสที่สองมาเหมือนกัน
“เด็กเขาทำให้อาตมาเห็นตัวเอง ความขี้เกียจ ความท้อ เราผ่านมาก่อน เราทำหนักกว่านี้อีก เลยไม่ว่าเขา ขอให้เขาเชื่อมั่นว่าพัฒนาตัวเองได้”
เหตุผลที่หลวงไม่ตัดสินเด็ก อาจเพราะท่านเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน ด้วยการบอกว่าเราก็มาจากจุดที่เหลวแหลกเหมือนกัน
“ตอนเป็นวัยรุ่นก็เคยดื่ม เคยลองยา เคยขับรถพลิกคว่ำแล้วรอดชีวิตมาได้”
หลวงพี่ไม่เชื่อว่าการตำหนิจะเปลี่ยนใครได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับเรื่องเปราะบางของชีวิต หรือแม้แต่เหตุผลของการติดยาเสพติด
“ถ้าเขาจะเลิก มันต้องมาจากเขาเอง แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้คือสร้างทางเลือก เราต้องคิดว่า เราเรียนมาแค่นี้ เราทำได้แค่นี้ ก็ทำให้ดีที่สุด”

หลวงพี่มองโลกแห่งความเป็นจริงว่าหากเด็กจะเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเองก่อน และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหน้าที่ไปสั่งสอนจนเด็กต้องเชื่อฟัง
เด็กบางคนที่มาช่วยงานเป็นเยาวชนนอกระบบ บางคนเคยพัวพันยาเสพติด บางคนไม่มีงานทำ สิ่งที่วัดทำจึงไม่ใช่แค่ซ่อมสร้างโบสถ์ แต่คือการซ่อมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเด็ก
“เราจะทำยังไงให้เด็กมันพัฒนาตัวมันขึ้นไปอีกขั้นนึง… ให้มันเลี้ยงตัวเองได้”
รายจ่ายจากการช่วยงานวัดจำนวนอาจไม่มากในเชิงเศรษฐกิจ แต่อาจจะต่อลมหายใจรายวันของเด็กๆ ได้
“ให้เขาหาเงินด้วยแรงตัวเองดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นหนึ่งความภูมิใจของเขา”
หนึ่งในเด็กที่มาช่วยงานถามหลวงพี่ว่า โครงการจะทำอีกกี่วัน แล้วหลังจากนั้นใครจะจ้างเขา หลวงพี่เล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอยากทำ ก็ช่วยพระต่อ เดี๋ยวให้วันละสามร้อย”
สุดท้ายเจ้าอาวาสทิ้งท้ายว่า เด็กจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าพื้นที่นี้สามารถช่วยได้แบบไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ช่วยกันไป
“เรื่องของเขา… เรื่องของเราคือช่วยเขา”
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพถ่าย : ธาตรี แสงมีอานุภาพ