เลือกตั้ง 2569 “ความหวังของเด็กเยาวชน”

เลือกตั้ง 2569 “ความหวังของเด็กเยาวชน”

4 สิทธิเลือกตั้ง
4 เสียงจากเด็กที่เคยเกือบหลุดออกจากระบบการศึกษา

เด็กที่เรียนจากชีวิตจริง
เด็กที่ค้นพบตัวเองผ่านสายอาชีพ
และว่าที่ครูที่อยากเห็นเด็กเล็กและครูได้รับการดูแลอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น

เลือกตั้ง 2569 “ความหวังของเด็กเยาวชน”
โอกาสเลือกอนาคตการศึกษาไทย

เพราะสำหรับเด็กหนึ่งคน
นโยบายวันนี้ คือชีวิตทั้งชีวิตในวันข้างหน้า

“อยากให้เลือกตั้งครั้งนี้ เป็นความหวังของเด็กที่อยากกลับมาเรียน”

“อยากให้ผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็กที่หลุดจากระบบ

“อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้รูปแบบการเรียนที่ตรงกับชีวิตขยายออกไปอีกเยอะ ๆ

“…ผมเชื่อว่าถ้าทำได้จริง เด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือจะน้อยลงกว่านี้มาก” 

‘ทัก’ ไตรรงค์ เกิดในวงศ์ วัย 22 ปี จากชมรมเยาวชนลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง วาดความหวังกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกลั่นกรองจากประสบการณ์ส่วนตัว หลังเคยเป็นคนหนึ่งที่สูญเสียเวลาหลายปีอยู่นอกรั้วโรงเรียน และเลิกคิดไปแล้วว่าจะมีโอกาสกลับมาได้วุฒิการศึกษา  

“ผมเรียนถึงชั้น ปวช. แล้วก็หลุดออกมา ทีแรกยังไม่ได้คิดอะไรเรื่องที่เรียนไม่จบ แต่พอเริ่มโตขึ้น เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเรียนจบ มีงานทำ ก็มาคิดว่าอยากมีวุฒิ อยากกลับไปเรียน ตอนนั้นเองที่เข้าใจจริง ๆ ว่าเมื่อเราหลุดไปอยู่นอกระบบแล้ว โอกาสจะกลับเข้าไปแทบไม่มี” 

ช่วงเคว้งคว้างหาทางไปไม่เจอ เป็นเวลาเดียวกับที่มาตรการ Thailand Zero Dropout อันเป็นงานที่รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ กำลังสำรวจ-ค้นหาเด็กเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อหาทางพากลับสู่การเรียนรู้ ด้วย ‘การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ซึ่งจะต้องเหมาะสมและสอดคล้อง กับรูปแบบชีวิตของเด็กแต่ละคน โดยทักคือเยาวชนคนหนึ่งที่ถูกค้นพบ และได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ผ่านการศึกษาในรูปแบบ ‘โรงเรียนมือถือ’ (Mobile School) ที่จัดโดยศูนย์การเรียน CYF   

“มันเหมือนเป็นจุดพลิกของชีวิตเลย ที่ตอนนี้ผมกำลังจะจบ ม.6 แล้ว ผมไม่เคยรู้ว่ามีวิธีเรียนแบบนี้ การเรียนที่ให้อิสระกับเรา เอาชีวิตประจำวันมาทำเป็นบทเรียนได้ ไม่ต้องเรียนจากแค่ในโรงเรียน แต่เรียนผ่านมือถือก็ได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมฝึกอาชีพให้ทำด้วย” 

แล้ว ‘สิ่งใหม่ที่ค้นพบ’ คือ ‘การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น’ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตของทักให้กลับเข้ารูปรอย และกลายเป็นเรื่องที่เข้ามาอยู่ในความสนใจ จนเป็นประเด็นแรก ๆ ที่ทักมองหา จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในวาระเลือกตั้ง 2569 นี้ 

“เลือกตั้งครั้งนี้ของผมคือครั้งที่สอง แต่ต้องบอกว่าเหมือนเป็นครั้งแรก เพราะครั้งก่อนผมไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญหรือเกี่ยวกับเรายังไง เกือบไม่ได้ไปใช้สิทธิด้วยซ้ำ แต่รอบนี้ต่างออกไป เราเจอกับตัวแล้วว่านโยบายหรืองานของรัฐนั้นเกี่ยวกับตัวเราตรง ๆ เลยทำให้สนใจมากขึ้น หาข้อมูลมาดูมากขึ้น แล้วยังรู้สึกตื่นเต้นด้วย กับวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง 

“ผมกลับมาเรียนด้วยการศึกษาที่เกิดขึ้นจากนอกโรงเรียน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด จึงเป็นนโยบายเรื่องการจัดการศึกษายืดหยุ่น ที่มีพื้นที่สำหรับคนเรียนไม่จบ มีโอกาสสำหรับคนที่ไปโรงเรียนไม่ได้ ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เพื่อเราจะได้เรียน ได้วุฒิ ได้ทำชีวิตให้ดี ๆ”             

ทักเล่าว่าการกลับมาเรียน ไม่เพียงทำให้มองอนาคตอย่างมีความหวัง หากยังเปิดช่องให้ค้นหาตัวเองผ่านกิจกรรมฝึกอาชีพหลากหลาย โดยสำหรับทัก เขาสนุกกับห้องเรียนทำซาลาเปา จนได้ไปออกร้านตามงาน มีรายได้เสริม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกับเพื่อน ๆ ที่ต่างกลับมาสู่เส้นทางเรียนรู้ ผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่นเช่นเดียวกัน 

“ที่ศูนย์การเรียน ผมพบเพื่อนที่ไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องทำงาน ต้องดูแลคนที่บ้าน บ้างก็เคยเกเรตอนวัยรุ่น ซึ่งสิ่งที่พวกเรามีเหมือนกันคืออยากเรียน อยากมีวุฒิไปต่อยอดชีวิต ทุกคนจึงดีใจที่มีการจัดการศึกษาที่มองเห็นความจำเป็นของพวกเราแบบนี้ และคิดเหมือนกันว่าอยากให้มีพื้นที่อย่างนี้อีกเยอะ ๆ”      

ทักยังพูดถึงอีกประเด็นที่อยากเห็น คือนโยบายที่จริงจังกับการกำจัดยาเสพติดในชุมชน ด้วยเชื่อว่าในบางพื้นที่ ปัญหายาเสพติดคือสาเหตุต้น ๆ ที่ดึงเด็กออกห่างจากการเรียน และทำให้หลายคนต้องหมดอนาคต ตั้งแต่ชีวิตยังไม่ทันเริ่มต้น   

“ผมเห็นหลายคนที่ผ่านชีวิตช่วงวัยรุ่นไปไม่ได้เพราะยาเสพติด เลยคิดว่าเรื่องนี้นอกจากเป็นปัญหาของแต่ละคนแล้ว ผู้ใหญ่ยังช่วยเราได้ ด้วยการทำให้ยาเสพติดหายไปตั้งแต่ตรงต้นทาง ไม่ทำให้เด็กเข้าถึงง่าย ๆ …นี่เป็นอีกเรื่องที่คิดว่าถ้าทำได้ ผมว่ามันจะเปลี่ยนภาพของชุมชน และเปลี่ยนอนาคตของเด็ก ๆ ได้อีกมาก”      

 

“อยากให้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของผมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย” 

‘ฟิล์ม’ ถิรศักดิ์ คำประเวช นักเรียนหลักสูตรหมอลำศึกษา จากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ตั้งความหวังว่าอยากให้ ‘หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง’ ของเขา เป็นส่วนหนึ่งของ ‘การสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา’ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง 

“ผมเชื่อว่าโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับเด็กทุกคนคือสิ่งสำคัญ ตัวผมเองมาจากจุดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานในวงหมอลำ เคยคิดว่าคงไม่ได้เรียนแล้ว จนมาเจอหลักสูตรหมอลำศึกษา ที่ออกแบบวิธีเรียนจากอาชีพที่เราทำ ซึ่งกลายเป็นว่าช่วยให้เรากับเพื่อน ๆ ที่มีเส้นทางคล้าย ๆ กัน ได้กลับมาเรียนและมีวุฒิ”   

ฟิล์มย้ำความสำคัญของประเด็นการศึกษา ว่าพรรคการเมืองควรชูเป็นประเด็นหลัก เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการกำหนดความเป็นไปได้ของ ‘ชีวิตทั้งชีวิต’ สำหรับเด็กคนหนึ่ง ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในวันหน้า   

“นโยบายการศึกษาที่คำนึงถึงคนตัวเล็ก ๆ ที่มีโอกาสน้อยนิด โอบรับเด็กทุกคนทุกกลุ่ม หมายถึงการเพิ่มช่องทางให้คนมีวุฒิสูงกว่าเดิม เพิ่มจำนวนเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยให้มากกว่าเดิม และยิ่งนโยบายการศึกษาสามารถเปลี่ยนการเรียนระดับอุดมศึกษา ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานไปด้วย ก็ยิ่งเท่ากับเราจะลดจำนวนของคนที่เรียนจบแล้วทำงานไม่ตรงสาย หรือจบแล้วหางานทำไม่ได้ และนั่นคือการเพิ่มคุณภาพประชากรในอนาคต” 

อีกความคาดหวังที่ฟิล์มอยากสะท้อนในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เติบโตในชนบท คืออยากให้รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง กระจายความเจริญจากเดิมที่กระจุกอยู่แค่ตามหัวเมืองใหญ่ โดย ‘เพิ่มแหล่งงาน’ ที่สอดคล้องกับความหลากหลายของอาชีพ และมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพราะเขาเห็นว่าที่ผ่านมา ว่าคนจำนวนมากที่เรียนจบมหาวิทยาลัย กลายเป็นต้องดั้นด้นไปหางานทำในกรุงเทพ ฯ หรือแค่ตามเมืองใหญ่ ๆ ขณะที่คนอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงตัว หรือบ้างก็ต้องยอมเปลี่ยนไปทำอาชีพใหม่ ในสายงานที่ไม่ได้เรียนมา   

“ผมอยากให้คะแนนเสียงของผม มีส่วนให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ชนบทห่างไกล ให้คนทุกคนมีโอกาสเรียนและทำงานที่ตรงกับความสามารถ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ซึ่งมันจะทำให้ท้องถิ่นนั้น ๆ พัฒนาขึ้นไปด้วย และผมหวังว่าสิ่งที่คิด ที่ตั้งความหวังเอาไว้ จะเป็นไปได้ และเกิดขึ้นจริง ๆ …ในช่วงชีวิตของคนรุ่นนี้”

“อยากให้นโยบายการศึกษาเน้นส่งเสริมเด็กให้ค้นพบตัวเอง เพื่อให้การเรียนเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตได้จริง”

“หวังว่าเสียงของเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ให้การศึกษาไทยมุ่งส่งเสริมเด็ก ๆ ให้ค้นพบตัวเอง ได้ใช้เวลากับการเรียน การลงมือปฏิบัติ จนความสนใจสามารถพัฒนาเป็นความเชี่ยวชาญ และกลายเป็นโอกาสของการมีอาชีพมั่นคง ที่จะช่วยให้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้จริง ๆ”        

‘กิ่ง’ เพียงสุข อ่อนสิงห์ นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ชั้น ปวส. สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ ส่งเสียงในฐานะ ‘New voter’ หรือ ‘ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก’ ว่าอยากให้หนึ่งเสียงของเธอมีประโยชน์ที่สุด โดยเฉพาะต่อเด็กเยาวชนที่ยังไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่จะต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับนโยบายการศึกษาของรัฐบาลชุดใหม่ 

“เพราะการศึกษาคือพื้นฐานของทุกเรื่อง ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ความเป็นไปในสังคม เราถึงเชื่อว่าถ้านโยบายการศึกษามุ่งไปที่ ‘การเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย’ เด็กจำนวนมากจะได้รู้จักตัวเองว่าสนใจหรือถนัดเรื่องอะไร และจะได้ลงมือทำจนสั่งสมเป็นความชำนาญ และเมื่อถึงเวลาทำงานจริงเขาจะมีความสามารถเฉพาะทาง เป็นแรงงานฝีมือที่มีโอกาสได้งานดี ๆ มีรายได้ดี ๆ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า รัฐทำให้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตได้จริง ๆ”    

ความหวังต่อนโยบายการศึกษาของกิ่ง กลั่นกรองจากประสบการณ์ของเธอในการเรียนสายอาชีพ ที่ความรู้ความชำนาญและการค้นพบศักยภาพภายใน ล้วนเกิดขึ้นผ่านเวลานับร้อยนับพันชั่วโมง ที่ใช้ไปกับงานภาคปฏิบัติ 

“เราคิดว่าการค้นพบความสามารถของตัวเอง คือเส้นชัยของการเรียนรู้ อย่างในการเรียนด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หลายครั้งโจทย์ที่รับจากอาจารย์คือให้ฝึกใช้เอไอพัฒนาโปรเจค ซึ่งพอลงมือทำหลาย ๆ ครั้ง เราจะไม่ได้มองเห็นแค่ผลสำเร็จของงานแล้ว แต่กลายเป็นว่าระหว่างทางเราได้พบไอเดียใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ ได้เห็นความหลากหลายของรูปแบบการทำงานที่ไม่จำกัด ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เราเก่งขึ้น มั่นใจขึ้น และทำให้รู้สึกว่าได้มาถึงปลายทางของการเรียนรู้” 

กับบทบาทของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง กิ่งยังคาดหวังให้มีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาการเรียนรู้ โดยเชื่อว่าความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยวิเคราะห์ประมวลข้อมูลเพื่อสร้าง ‘รูปแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล’ (Personalized Learning) ให้เกิดขึ้นได้ในทุกโรงเรียน และจะช่วยประหยัดงบประมาณด้านการศึกษาได้ในระยะยาว 

“ลองนึกภาพว่า ถ้ามีระบบช่วยวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนรายคน หรือออกแบบการจัดการศึกษาสำหรับพื้นที่ที่แตกต่างกันได้สำเร็จ เราจะมีโรงเรียนอยู่ในทุกที่ ที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกเวลา มี AI คอยเป็นผู้ช่วยครูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ตกไปที่ผู้เรียนเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังจะเป็นการช่วยลดภาระงานครู หรือช่วยทำลายกำแพงค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้อีกมาก

“…และนี่คือสิ่งที่เราฝันจะเห็น และตื่นเต้นที่จะได้มีส่วนร่วมออกเสียงครั้งแรก เพื่อตัวเราเอง และเพื่อน้อง ๆ ที่ยังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งพวกเขาจะต้องเติบโตขึ้นมา กับนโยบายการศึกษาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้”  

‘ลงทุนในเด็กปฐมวัย’ และ ‘คืนครูให้นักเรียน’
…นโยบายที่ว่าที่คุณครูอยากเห็น

“ในฐานะนักศึกษาครูเอกปฐมวัย เราอยากเห็นนโยบายการศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กเล็กมากขึ้น คือไม่จำเป็นต้องหวือหวามูลค่ามากมาย ขอเพียงโรงเรียนขนาดเล็กมีสื่อการสอนใหม่ ๆ มีสนามเด็กเล่นดี ๆ และปลอดภัย …แค่นี้ก็ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้มากแล้ว”

‘บีวา’ ณัฐกาญจน์ ใสหยด นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ชั้นปี 2 สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เผยนโยบายที่เชียร์ที่สุด ว่าอยากให้เกิดขึ้นในวาระ ‘เลือกตั้ง 69’ ที่กำลังมาถึง โดยชี้ไปที่ ‘การลงทุนในเด็กปฐมวัย’ ซึ่งเธอเชื่อว่าคือฐานรากของการพัฒนาประเทศระยะยาว

การเทียวไปมาระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนเล็กที่ชุมชนบ้านเกิด รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนนักศึกษาและครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นพี่ ทำให้บีวาได้ยินบ่อยว่าสูตรจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ มักให้ความสำคัญกับโรงเรียนขนาดเล็กเป็นลำดับหลัง ๆ และหลายครั้งกลายเป็นว่า ทรัพยากรที่หวังจะได้รับก็ไม่เคยมาถึง โดยเฉพาะในส่วนที่ ‘สำคัญต่อช่วงพัฒนาการของเด็กปฐมวัย’

“โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มักขาดสื่อการสอนทันสมัย บางโรงเรียนถ้ามีก็คือครูเป็นคนออกเงินทำเอง จัดหาเอง หรือมองไปที่สนามเด็กเล่นก็ทรุดโทรม เครื่องเล่นผุพังอันตราย ซึ่งเราว่าเป็นปัญหาต่อพัฒนาการของเด็กเล็กโดยตรง เพราะวัยของเขาจะเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านการเล่น ดังนั้นทุกโรงเรียนต้องมีพื้นที่กิจกรรม เพื่อพัฒนาร่างกาย-อารมณ์-สังคม-จิตใจ-สติปัญญา และต้องเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม มีสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ที่ดีพอ ซึ่งคิดว่าถ้ามีนโยบายสนับสนุน ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการยกระดับการศึกษาในนเด็กปฐมวัย” 

บีวายังบอกว่า อยากให้การศึกษาปฐมวัย หลุดพ้นจากมุมมองว่าเป็นเพียง ‘พื้นที่รับฝากเด็ก’ ขณะพ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงาน เพราะข้อเท็จจริงคือ ‘ช่วงปฐมวัยคือเวลาทองของพัฒนาการ’ ที่จะส่งผลทุกด้านต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อช่วงสำคัญนี้ล่วงผ่านไปแล้ว ก็จะไม่มีทางเรียกคืนกลับมาได้อีก   

อีกนโยบายที่บีวาอยากเห็นไม่แพ้กัน คือการ ‘คืนครูให้นักเรียน’ เพื่อให้ครูได้ทุ่มเวลากับการการสอนและดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ โดยบอกว่าทุกครั้งที่ได้ยินเรื่อง ‘การลดภาระงานครู’ เธอจะรู้สึกมีความหวัง …ด้วยตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว จะได้กลับไปทำหน้าที่ ณ โรงเรียนบ้านเกิด และได้ใช้ทุกนาทีของการเป็นครู ช่วยเด็ก ๆ ให้มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น 

“ฝันของเราคืออยากทำงานให้เต็มที่ อยากพัฒนาเด็กให้ได้มากที่สุด และต้องมีเวลาพัฒนาตัวเองด้วย เพราะการศึกษาวันนี้เด็กเข้าถึงความรู้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น ครูก็ต้องปรับตัวตลอดเวลา ต้องมีข้อมูลใหม่ ทักษะใหม่ เพื่อเป็นผู้แนะนำชี้ทางให้เด็กพัฒนาตัวเองได้ตามศักยภาพ การลดภาระงานครูจึงเป็นอีกนโยบายที่เราอยากเห็น เพื่อให้ครูไม่ต้องสูญเสียเวลาไปกับงานเอกสาร หรือความรับผิดชอบต่อนโยบายต่าง ๆ จนเครียด ท้อแท้ และไม่เหลือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว”  

บีวาจำความรู้สึกเมื่อสองปีก่อนได้ดี ครั้งยังเป็น ‘New Voter’ ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ว่าเธอตื่นเต้นกับบรรยากาศรอบตัวที่กระตุ้นให้รู้สึกถึงความสำคัญและมีความหวัง บีว่าจึงไม่ได้แค่ไปใช้สิทธิ หากยังเตรียมตัวอย่างดีด้วยการทำความเข้าใจกับนโยบายต่าง ๆ ทั้งยังติดตามลุ้นผลเลือกตั้งชนิดใจจดใจจ่อ 

ส่วนเลือกตั้งครั้งนี้ บีวาบอกว่า “ยังมีหวังเช่นเดิมค่ะ อยากให้เสียงของเรามีค่า เป็นส่วนหนึ่งของการได้มาซึ่งรัฐบาลที่มองเห็นความสำคัญของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพราะเมื่อประชาชนได้มอบอำนาจบริหารจัดการประเทศไปแล้ว ก็แน่นอนว่าทุกคนต่างคาดหวังไปพร้อมกัน …ว่าวันข้างหน้าจะดีกว่าวันนี้”