ท่ามกลางประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย การออกแบบการศึกษาให้สอดรับกับโลกที่ซับซ้อนย่อมเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อมองเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้อย่างละเอียดอ่อน เราจะพบว่าคุณค่าของการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องวุฒิการศึกษาหรือคะแนนสอบ แต่หมายรวมไปถึงการส่งเสริมคุณค่าความหมายของมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้นการศึกษาที่ไม่ยึดอยู่กับระบบที่แข็งตัวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าเหล่านี้
รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. คือคนที่ศึกษาประเด็นเรื่องการศึกษาที่เชื่อมโยงกับคุณค่าความหมายของมนุษย์ และศึกษาเรื่องการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของเด็ก
บทสนทนาต่อจากนี้ว่าด้วยคำถามที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาและการเรียนรู้คืออะไร เราจะสร้างการศึกษาที่โอบรับเด็กอย่างไร และอะไรคือปลายทางความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง
อาจารย์เคยเปรียบเทียบการทำความเข้าใจปัญหาเด็กและเยาวชนไทย ให้เหมือนการทำความซับซ้อนของป่า อยากให้ลงรายละเอียดตรงนี้อีกครั้งว่าหมายถึงอะไร และเราควรตั้งหลักในการมองปัญหานี้อย่างไร
การมองเด็กในภาพใหญ่เชิงปริมาณว่ามีเด็กนอกระบบกี่แสนกี่ล้านคน ว่าไปแล้วอาจกว้างเกินไปที่จะทำให้เข้าใจสภาพปัญหาของเด็กๆ เพราะเกณฑ์ที่เราใช้แบ่งประเภทเด็กนั้นยังละเอียดไม่พอ เนื่องจากเหตุปัจจัยของการเป็นเด็กยากจน เด็กติดยาเสพติด หรือเด็กแก๊งนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน รวมถึงประเด็นที่เด็กมองอนาคตตัวเอง มองความหมายของชีวิต หรือมองความหมายของการศึกษา ก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน เราไม่สามารถไปตีขลุมว่าเด็กเหมือนกัน แล้วจัดกระบวนการเหมือนกัน สุดท้ายก็จะเข้าร่องเดิม ดังนั้นเราต้องมาดูว่าจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้
เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องทำงานเพื่อทำความเข้าใจกับความซับซ้อนเหล่านี้ เราจำเป็นต้องสร้างกลไก สร้างบริบท หรือสร้างพื้นที่เพื่อให้เห็นรายละเอียดพวกนี้ในชีวิตของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางอื่นนอกจากเราต้องไปทำงานใกล้ชิดมากขึ้น จะเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจหรือการสร้างนิเวศการเรียนรู้ของเด็กๆ ก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งปวงคือเรากำลังเข้าไปรู้จักเด็กให้ลึกขึ้น เข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการของเขาให้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกของเขามากขึ้น
ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเด็กที่มีปัจจัยชีวิตต่างกัน ควรมีวิธีการเข้าไปทำงานกับเด็กอย่างไรบ้าง
เรื่องนี้มีทั้งวิธีการและวิธีคิด วิธีการคือเรามีเครื่องไม้เครื่องมือ มีคน มีพี่เลี้ยง มี case manager ส่วนวิธีคิดคือเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าการศึกษาคืออะไร การเรียนรู้คืออะไร และการศึกษามีไว้เพื่ออะไร ตรงนี้จะเป็นตัวตั้งต้นที่สำคัญ
สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นก็คือ การเรียนรู้กับการศึกษาไม่เหมือนกัน การเรียนรู้เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนมี การเรียนรู้มีเส้นทาง รูปแบบ และความถนัดไม่เหมือนกัน เช่นเด็กตามหัวไร่ปลายนาที่อยู่กับท้องทุ่งภูเขาต้นไม้ เขาก็จะมีวิธีเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง บางคนใช้สติปัญญา บางคนใช้ประสบการณ์ บางคนก็เรียนรู้จากความผิดพลาด นี่คือการเรียนรู้ แต่การศึกษาคือระบบที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเราอาจพูดถึงการศึกษาได้ในสามกรอบคิดใหญ่
การศึกษาในกรอบคิดแรก คือการศึกษาที่เป็นวิถีและเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ ทำให้มนุษย์ได้รับการฟูมฟักขึ้นมา แล้วสามารถพึ่งตัวเองได้ รู้จักตัวเอง อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือในการประกอบสัมมาชีพ เห็นคุณค่าตัวเอง และชื่นชมธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งในวิถีวัฒนธรรม วิถีของศาสนา หรือวิถีของชุมชน ก็จะมีการศึกษาในความหมายนี้อยู่
ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น สมัยก่อนถ้าจะเรียนรู้การศึกษาเราต้องไปบวชใช่ไหม การบวชก็เป็นกระบวนการ ตั้งแต่การฝึกทางด้านจิตใจ เรียนรู้เรื่องศีลและวินัย หรือแม้แต่เรื่องช่าง ศิลปะ งานก่อสร้าง หรือการแพทย์ที่อยู่ในวัด เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจะมีหลายแบบมาก การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติแบบนี้ก็จะเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นโดยธรรมชาติของมัน หมายถึงเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง แต่รูปแบบจะหลากหลายมาก
การศึกษาในกรอบคิดที่สอง คือการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรัฐ ซึ่งรัฐมีเรื่องอุดมการณ์และวิธีคิดทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมอยู่ เราต้องยอมรับว่ารัฐต้องจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง รัฐจะใส่อุดมการณ์และวิธีคิดลงไปในการศึกษา การศึกษาเป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมผู้คนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐ
ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาของไทยสมัยสงครามเย็นจะพูดถึงลัทธิมาร์กซ์หรือสังคมนิยมไม่ได้ หรือในบางประเทศจะพูดถึงเรื่องทุนนิยมหรือตั้งคําถามกับรัฐไม่ได้ หรือในกรณีที่รัฐต้องการสร้างคนเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจ ก็ต้องสร้างคนที่สอดรับกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของรัฐ รวมถึงการใส่อุดมคติเรื่องพลเมืองที่ดีของรัฐไปด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษารูปแบบนี้ รัฐต้องเข้ามาดูแลว่าเนื้อหาควรจะเป็นอย่างไร เป็นการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยมีอุดมการณ์ของรัฐอยู่ข้างหลัง
การศึกษาในกรอบคิดที่สาม คือการศึกษาในความในกรอบของคําว่า ‘ความรู้’ ซึ่งเป็นกรอบทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาในช่วงหลังเราได้รับจากตะวันตกมา มีการสอบได้กับสอบตก ซึ่งการสอบได้แปลว่าต้องรู้ในสิ่งที่ครูบอก ซึ่งครูก็เอามาจากชุดความรู้อีกทอดหนึ่ง เช่น อาหารมีกี่หมู่ พืชมีกี่ชนิด ร่างกายมีกี่ส่วน ฯลฯ อันนี้คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่าการรู้ในกฎเกณฑ์ธรรมชาติจะทำให้เราเกิดปัญญาในการแก้ปัญหา เอาชนะความทุกข์ ความหิว ความจนได้

กระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ก็จะมีกรอบของการเรียนรู้ว่าต้องเรียนวิชาอะไรและจะเรียนรู้อย่างไร ซึ่งพอบอกว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นอย่างไรทั้งในทางสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ก็จะทำให้มีการประเมินตามมา การประเมินก็ต้องพูดถึงมาตรฐาน และเมื่อพูดถึงมาตรฐานก็ต้องพูดถึงระบบ ซึ่งโรงเรียนก็เข้ามาดูแลระบบนี้
จากการศึกษาทั้งสามกรอบที่ผมกล่าวมา กรอบที่สองกับสามเป็นตัวที่ทำให้ระบบการศึกษามีรูปแบบ (format) และกลายมาเป็นเรื่องการเอาเป้าหมายและวิธีคิดทางการศึกษาเป็นตัวตั้ง ทำให้ความหมายของการศึกษาในกรอบแรกที่หมายถึงความงอกงาม การเติบโต และการเรียนรู้ ถูกถอยออกไป ทำให้ความยืดหยุ่นหาย
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการสมดุล ไม่ได้แปลว่าการศึกษาทั้งสามกรอบต้องขัดแย้งกัน แต่แน่นอนว่ากรอบที่สองกับสามมีความแข็งตัวโดยธรรมชาติ เพราะอาจไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องการเรียนรู้ หรืออาจถูกอธิบายว่าการเรียนรู้ต้องมีขั้นตอนแบบไหนบ้าง ต้องรู้ในสิ่งไหนบ้าง
หากพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น อาจารย์มองว่าการศึกษายืดหยุ่นมีความหมายอย่างไร และจะเข้ามาแก้โจทย์เรื่องความหลากหลายของเด็กอย่างไร
การศึกษายืดหยุ่นไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและการเติบโตในโลกปัจจุบัน ตอนนี้เวลาเราพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น เรามักบอกว่าการศึกษาในระบบแข็งตัว และเพราะระบบที่แข็งตัวจึงทำให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดออกไปจากระบบ เนื่องจากระบบไม่สอดคล้องกับเด็กเหล่านั้น เราถึงต้องเปิดทางเลือกให้ การศึกษายืดหยุ่นกลายเป็นทางเลือกสำหรับเด็กล้านกว่าคนที่อยู่ในระบบไม่ได้
แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากวิจัยที่ผมทำให้ กสศ. เรื่องห้องเรียนข้ามขอบ เราพบว่าเด็กในระบบโรงเรียนก็ต้องการความยืดหยุ่น เขาอาจปรับตัวได้ในเรื่องทางเศรษฐกิจหรือการเรียนแบบรายวิชา แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อยากแสวงหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เขาควรใช้เวลาและมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่มากกว่าแบบเดิม เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมนี้ การศึกษายืดหยุ่นจึงไม่ใช่ยาระงับปวดให้เด็ก แต่ความยืดหยุ่นควรเป็นธรรมชาติที่เราต้องจัดสรรให้ ซึ่งย้อนกลับมาที่สองประเด็นสำคัญคือ
ประเด็นแรก เราควรเข้าใจและยอมรับว่าธรรมชาติการเรียนรู้เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลด้วย เขามีธรรมชาติแบบใด มีจริตอย่างไร หรือเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจึงไม่ควรเป็นแบบเดียว
ประการที่สอง ทุกวันนี้มีระบบที่ทำให้เห็นว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนที่แหล่งความรู้มาจากครู อาจไม่ใช่คำตอบแล้ว ด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาบันการศึกษาแล้ว และทำให้เห็นว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกแล้ว แต่หน่วยงานรัฐหรือผู้เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการหรือนักวิชาการ มักให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน การประเมิน และคุณภาพเป็นหลัก วิธีคิดลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสอดคล้องกับกรอบคิดการศึกษาแบบที่สามที่คุ้นชินกันมา
ในความเป็นจริง แหล่งของความรู้และการเรียนรู้มีอยู่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระบบทางการเท่านั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพหรือขาดคุณภาพหรือไม่ แต่เป็นเพราะเรายังขังตัวเองอยู่ในกรอบของระบบการศึกษาที่เป็นทางการเพียงรูปแบบเดียว ทำให้ปรับตัวยาก
ในเชิงอุดมคติ แม้แต่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการก็ต้องเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากภายในระบบมีปัจจัยหลายประการที่ตรึงความไม่ยืดหยุ่นไว้ ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบราชการ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ยังมีปัจจัยด้านวิธีคิดทางวิชาการเกี่ยวกับความรู้ ซึ่งถูกสร้างและถ่ายทอดผ่านมหาวิทยาลัยและกระบวนการผลิตครู ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกความถนัดตามรายวิชา หรือกรอบกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่น
ปัจจัยที่ตรึงระบบไว้อย่างเข้มข้นที่สุด คือวิธีคิดเกี่ยวกับคำว่า ‘การเรียนรู้’ ว่าหมายถึงอะไร วิธีคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษา เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำให้ระบบการศึกษากระแสหลักอ่อนตัวลง และเปิดพื้นที่ให้มีทางเลือกมากขึ้น ระบบควรมองเห็นแหล่งความรู้ที่หลากหลายว่าเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็ก ขณะเดียวกัน ควรทำความเข้าใจใหม่ว่าคำว่า ‘คุณภาพ’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ ของการเรียนรู้สามารถประเมินได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงคะแนนสอบ แต่รวมถึงผลลัพธ์ที่สะท้อนผ่านพฤติกรรม บุคลิกภาพ และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอาจก้าวไปไกลกว่าคะแนน เพราะฉะนั้นการทำให้ระบบการศึกษาปกตินั้นยืดหยุ่นก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก
อยากชวนอาจารย์คลี่การศึกษายืดหยุ่นออกมาเป็นรูปธรรม ว่าใช้การเรียนการสอนแบบไหนได้บ้าง
ผมคิดว่ามองได้ในสองภาพใหญ่ ภาพแรกคือ หากเราต้องการทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่นจริงๆ ต้องมาคิดว่าเราจะสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างไรบ้าง และภาพที่สองคือ หากเรายังอยู่ในระบบการศึกษาแบบโรงเรียน เราจะนำแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นเข้าไปอยู่ในระบบนั้นได้อย่างไร
ในภาพแรก หากเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง มองจากความสนใจ ชีวิต และบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละคน จะเห็นว่าเส้นทางการเรียนรู้มีได้หลากหลาย และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการคิดคำนวณ ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือทักษะการค้นพบตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาในห้องเรียน แต่สามารถผสานไปกับชีวิตจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกชีวิตกับการเรียนออกจากกัน
ในกรณีนี้ สิ่งสำคัญคือการออกแบบการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เด็กที่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในปั๊มน้ำมันเพื่อเลี้ยงชีพ เราจะทำให้การทำมาหากินของเขากลายเป็นการเรียนรู้ได้อย่างไรโดยที่ยังมีเป้าหมายเดิม เช่น การคิดคำนวณ การสื่อสาร หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ ฯลฯ หากมองให้ลึกลงไป ชีวิตในปั๊มน้ำมันเต็มไปด้วยองค์ความรู้ ทั้งการทอนเงิน การจัดการสต็อก การสื่อสารกับลูกค้า และการบริหารจัดการเวลา นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เราจะออกแบบการเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายได้
สำหรับภาพที่สอง คือกรณีในระบบโรงเรียน ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ครู ครูจำเป็นต้องตั้งคำถามและถอดถอนความเชื่อเดิมว่าการเรียนรู้มีเพียงเส้นทางเดียว หรือมีเพียงความรู้ในตำราที่ต้องถ่ายทอด เพราะในความเป็นจริง เด็กมีความหลากหลาย และการเรียนรู้ก็มีหลายลู่ทาง หากครูสามารถยอมรับความหลากหลายนี้ได้ ก็จะสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ในปัจจุบันก็ยังมีระบบในการเรียนต่อและสอบเข้าที่แข็งตัวอยู่ เช่นเด็กต้องสอบไล่ระดับไปเรื่อยๆ จนถึงมหาวิทยาลัย หลายคนก็เชื่อว่านี่คือเส้นทางสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความสำเร็จ ในกรณีนี้การศึกษายืดหยุ่นจะยังตอบโจทย์เส้นทางเหล่านี้อยู่หรือไม่
เส้นทางชีวิตที่กล่าวมา ผมว่ากําลังถูกท้าทายมากขึ้นว่าอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้แปลว่าสำเร็จเสมอไป และถึงจะศึกษาความรู้ไปถึงลำดับบนๆ ที่ว่านั้น ความรู้ที่ว่าก็อาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ ในปัจจุบันเรามีเส้นทางให้เลือกเยอะมาก มีตัวอย่างให้เห็นมากมายนะว่าความสำเร็จในชีวิตมาจากหลายลู่ทาง
ถ้าพูดถึงเรื่องวุฒิการศึกษาในการใช้สมัครงาน ปัจจุบันเรามีหนทางในการได้วุฒิหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางตรงแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ย้อนกลับมาว่า ระบบการศึกษาแบบทางการก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของความยืดหยุ่นนะ เราสามารถเปิดทางเลือกให้ส่งต่อกันไปมาได้ทั้งระบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้คือความยืดหยุ่น
แต่ทั้งหมดก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบทางการหรือไม่ทางการ ต้องกลับมาที่ว่าการศึกษาสามารถสร้างให้เด็กพึ่งตนเองได้ เห็นคุณค่าตัวเอง มีความสุข และประกอบสัมมาชีพได้หรือไม่ ตรงนี้คือหัวใจ เป็นอีกคุณค่าหนึ่งที่สำคัญมาก
เราจะสร้างการเรียนรู้แบบไหนที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าความหมาย
เป็นเรื่องของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าตัวเองหายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีการนิยามความสำเร็จของการศึกษาจากคะแนน ลำดับที่ หรือสถาบันที่เรียนอยู่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นว่าเรียนรู้แล้วได้อะไร เด็กก็จะเกิดความปีติจากการเรียนรู้เอง แต่เมื่อการศึกษาทำให้คนรู้สึกถูกด้อยค่า ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานในการบอกว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ก็จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกมีคุณค่า
ในห้องเรียนหนึ่งอาจมีเด็กสักสิบคนเท่านั้นแหละที่มีความสุข เพราะได้คะแนนเต็ม คำถามคือแล้วคนที่เหลือเขารู้สึกอย่างไร ก็มีคนเสนอว่า ให้เปลี่ยนเกณฑ์ทำให้ได้ที่หนึ่งทุกคน เช่น ที่หนึ่งในการในการถูพื้น ที่หนึ่งในความละเอียด ที่หนึ่งในการดูนก ฯลฯ เมื่อเป็นแบบนี้ เด็กแต่ละคนจะมีฉันทะที่อยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นความสนใจของเขา การที่เขาได้รู้ว่าตัวเองสนใจอะไรแล้วได้ทำตามสิ่งที่เขาสนใจ โดยธรรมชาติมันเป็นปีติสุขโดยตัวมันเอง มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว
ผมอยากพูดถึงเรื่องการประเมินด้วย คือเรามักจะมองความล้มเหลวเป็นความสูญเสีย ในความหมายที่ว่ามันไม่เป็นไปตามเป้า เช่น ถ้าเด็กทำข้อสอบผิด เด็กจะถูกลงโทษ ไม่ได้คะแนน สอบตก ต้องสอบซ่อม แต่ในโลกความจริงของชีวิต การทำผิดสอนเรามากกว่าการทำถูก เช่นเราทำข้อสอบในห้องแล้วออกมารู้ว่าตอบผิด เราจะไม่ทำข้อนี้ผิดอีกเลย
ความผิดพลาดหลายเรื่องในชีวิตการศึกษา สามารถหยิบมาเป็นแบบฝึกหัดเพื่อทำให้คนเติบโตได้ ถ้าอยากทำให้การศึกษาเกิดคุณค่า เราต้องไม่มองว่าความผิดพลาดของเด็กคือความล้มเหลว แต่คือบทเรียน ทำให้เขารู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องกลับไปที่กระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องของการจำหรือเชื่อในสิ่งที่ตําราหรือครูบอกว่าใช่ ความผิดพลาดต่างหากที่เป็นบทเรียนสำคัญ
คุณค่าความหมายของการศึกษาสำคัญต่อมนุษย์คนหนึ่งอย่างไรบ้าง
แล้วแต่เรานิยามว่าการศึกษาคืออะไร ถ้าการศึกษาหมายถึงระบบโรงเรียน การเรียนหนังสือ หรือความรู้วิชาการ อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่งที่เราเห็นทั่วไป แต่ถ้าเราพูดการศึกษาในความหมายของคำว่า ‘สิกขา’ ก็จะอธิบายอีกแบบหนึ่ง
ธรรมชาติของมนุษย์มีสัญชาตญาณ แต่สัญชาตญาณถูกใช้ค่อนข้างจำกัด เราต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติม ผมยกตัวอย่างเต่าทะเลเวลาออกจากไข่ มันจะรู้เองเลยว่าต้องเดินไปทางไหนแล้วลงทะเล เป็นความรู้ที่อยู่ในสัญชาตญาณโดยไม่ต้องมีใครไปสอน แต่สำหรับมนุษย์ สัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น มีเรื่องศีลธรรม มารยาท ความสัมพันธ์ และต้องเรียนรู้ที่จะดูแลภายในจิตใจตัวเอง เข้าใจความงดงามและเห็นธรรมชาติของจิตใจตัวเอง รู้จักความสุขความทุกข์ของตน เข้าใจความเป็นจริงของโลก และรู้ว่าตัวเองจะวางท่าทีกับมันอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากของการเรียนรู้ ซึ่งหลายเรื่องที่เราเรียนรู้ทุกวันนี้ ไม่ทำให้เราเห็นความเป็นจริงเท่าไรนัก
ดังนั้นถ้าถามว่าการศึกษาสำคัญอย่างไร คำว่าการศึกษาเพื่อมีอาชีพ เพื่อได้ปริญญา หรือเพื่อมีตำแหน่งนั้น ถือเป็นส่วนที่อยู่ผิวมากเลย แต่การศึกษาในความหมายที่ควรจะเป็นคือการศึกษาที่ทำให้เรามีชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสงบสุข สามารถจัดการภายในตัวเองได้เวลาเจอกับความผิดหวังและความไม่แน่นอน และสามารถเห็นความเป็นจริงในโลก ในชีวิต ในผู้คน จนกระทั่งวางท่าทีที่ถูกต้อง ผมพูดในความหมายที่นามธรรมและกว้าง เพื่อบอกว่าการศึกษาที่แท้จริงควรจะหมายถึงสิ่งเหล่านี้