‘การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน’ เปิดโมเดล Blackbox ชุดการเรียนรู้ในสถานการณ์ไม่ปกติ ที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในทุกข้อจำกัด

‘การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน’ เปิดโมเดล Blackbox ชุดการเรียนรู้ในสถานการณ์ไม่ปกติ ที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในทุกข้อจำกัด

ธรรมชาติมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ หรือ ‘อาจารย์แจ๊ค’ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ม.ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี และ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ซึ่งดูแลพื้นที่ 4 จังหวัด ภายใต้โครงการ TSQM-A ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในวันที่ได้นำกล่องการเรียนรู้ ‘Blackbox’ ไปสาธิตและจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ที่อพยพหนีภัยการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ  ศูนย์พักพิงฯ วัดโคกเจริญสุข อ.เมือง จ.สระแก้ว

คอนเซ็ปต์ของ Blackbox คือ Self-Directed Learning Package เป็นชุดการเรียนรู้ที่พยายามรีดเร้นความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองออกมา เป็นชุดการเรียนรู้ที่ชวนให้เด็กลงมือปฏิบัติ มากกว่าการเรียนจากการอ่านหรือท่องจำ”

อาจารย์แจ๊คเล่าถึงที่มาของ Blackbox ว่าเริ่มต้นในช่วงที่โรงเรียนทั่วประเทศต้องปิดการเรียนการสอนจากการระบาดของโควิด นักการศึกษาจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจาก Learning Journey หรือเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง ในกล่องการเรียนรู้นี้จึงบรรจุอุปกรณ์หลายอย่างและกำหนดภารกิจที่จะต้องทำไว้ด้านใน เป็นวิธีการเรียนแบบประสบการณ์จริงเชิงรูปธรรม Experiential Learning

รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์

“ชุดการเรียนรู้แรกคือ Who am I ทำเพื่อเยียวยาจิตใจหลังจากที่ตัวเองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นโครงงานที่พูดถึงเรื่องของตัวเอง ครอบครัว แล้วก็มีกิจกรรมที่ให้เด็กพยายามไปสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มองหาสิ่งสวยงามที่อยู่รอบตัว จากนั้นค่อยขยับมาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เกี่ยวกับปัจจัย 4 เช่น วิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการแปรรูปอาหาร ซึ่งในกล่องจะมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์บางชนิด เช่น กระดาษวัดค่ากรดด่าง สารที่ใช้วัดสารอาหาร Paper Scope หรือกล้องจุลทรรศน์แบบพกพา สามารถตรวจเชื้อตรวจอะไรได้ เพื่อให้เขาสามารถดูแลตัวเองป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ต่อมาถึงจะเริ่มเป็นโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน ให้เขาสำรวจชุมชนและมาออกแบบว่าจะพัฒนาชุมชนอย่างไร สร้างนวัตกรรมอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ สเต็ปจะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นสมรรถนะมากมายจะเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยอันดับแรกคือเรื่องของ Learn  How to Learn และ Lifelong Learning เป็นการสร้างทักษะนิสัยให้เขา

อันที่สอง จะเป็นเรื่องของทักษะการคิดวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เหตุและผล รากของปัญหาคืออะไร และสร้างสรรค์ออกมาเป็นนวัตกรรม หรือวิธีการใหม่ๆ ที่จะมาแก้ปัญหา นอกจากนั้นบางกิจกรรมจะให้จับคู่กันทำ หรือเป็นทีม 3 คนก็ได้ เด็กก็น่าจะได้ในเรื่องของการทำงานร่วมกัน Collaborative แล้วก็ทักษะที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของการสื่อสาร Communication ซึ่งเขาจะได้จากการอ่าน ศึกษา สอบถาม คิด วิเคราะห์ ถ่ายทอด”

สำหรับช่วงวัยของเด็กที่สามารถใช้ Blackbox สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์แจ๊คบอกว่าอยู่ในช่วงประถมศึกษาตอนต้นจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4

“ในตัวคู่มือจะมีหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมจะมีธีมที่เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม เด็กบางคนที่ได้ Blackbox ไปตั้งแต่สมัยโควิด ตอนนั้นเขาอยู่ป.3 ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ เพราะว่าอุปกรณ์บางอย่าง ตอนที่ได้ไปใหม่ๆ เขาอาจยังใช้ไม่เป็นหรือไม่มีโอกาสได้ใช้ พอถึงตอนนี้เขาสามารถนำมาใช้ได้”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเด็กจะสามารถใช้ Blackbox ในการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ช่วงโควิดทีมงานได้อบรมอาสาสมัครด้านการศึกษาชุมชนเพื่อช่วยดูแลให้คำแนะนำ รวมไปถึงจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งในสถานการณ์สงครามมีทั้งจุดที่เหมือนและต่างออกไป

“ในสถานการณ์สงครามนั้นแน่นอนเด็กเขาไม่ได้อยู่สบาย เรื่องอาหารการกิน เรื่องที่อยู่อาศัย ยา น้ำดื่ม อะไรมันก็ลำบากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นชุดการเรียนรู้นี้จะเป็นการเรียนรู้ที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน เช่น ปัจจัย 4 จะทำอย่างไรให้มีอาหารกิน ทำอย่างไรให้มีน้ำสะอาด มีเสื้อผ้า มีที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะให้เขาเอาตัวเองเอาครอบครัวให้รอดก่อน”

“แล้วในสภาวะสงครามจะมีความแตกต่างกันคือ ทุกคนประสบภัยเท่าๆ กันหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทีนี้อาสาสมัครการศึกษามันไม่มีแล้ว ก็ต้องหาคนเสียสละอยู่ในหน่วยงานราชการที่พอจะมีคุณสมบัติพิเศษก็คือ กล้าเสี่ยงและมีความอดทนพอสมควร ซึ่งสระแก้วก็จะมีกลุ่ม ศน. (ศึกษานิเทศก์) ที่อยู่กลุ่มงานนิเทศ คือเขาจะต้องเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปดูแลโรงเรียนเป็นประจำอยู่แล้ว เราก็มาเทรนว่าในการที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้เด็กใช้ชุดการเรียนรู้ Blackbox จะต้องมีกระบวนการ และกระบวนการนั้นเขาก็ต้องศึกษาแล้วซ้อมใช้เอง ทำเองมาจนถึงระดับหนึ่งถึงจะพาเด็กทำได้ ซึ่งก็ได้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”

จากการจัดการเรียนรู้ในภาวะไม่ปกติ สู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์

หลังจากนำ Blackbox ไปให้เด็กนักเรียนในหลายพื้นที่ได้ทดลองใช้ อาจารย์แจ๊คพบว่าประโยชน์สูงสุดไม่ได้เกิดจากชุดการเรียนรู้ที่บรรจุในกล่องเล็กๆ นี้เท่านั้น แต่เป็นผลพลอยได้จากการจุดประกายนักการศึกษาในพื้นที่ให้คิดออกแบบกล่องการเรียนรู้ภายใต้บริบทของท้องถิ่นตนเอง

“เราคิดว่า Blackbox คงไม่ได้สามารถช่วยเด็กทุกคนได้ แต่ถ้าหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ครูหรือว่านักการศึกษาที่มีหน้าที่ดูแลเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในภาวะปกติหรือในชั้นเรียน เห็นแนวทางว่ามันมีวิธีการที่จะจัดการศึกษาได้โดยที่ไม่ต้องใช้ห้องเรียนปกติ หรือใช้การสอนแบบปกติ แต่ใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยเสริมหนุนให้เกิดการเรียนรู้ได้ มันจะมี Impact เยอะ แล้วก็ได้พิสูจน์มาแล้วว่า ในบางพื้นที่ที่ศึกษาธิการจังหวัดเขาได้ความรู้ในเรื่องนี้ปุ๊บ เขาก็ไปชวนครูที่โรงเรียนทำกล่องแบบเรา แต่สร้างจากบริบทของตัวเอง อย่างของเรามันดีไซน์ให้ General แต่อันนั้นมันจะสอดคล้องกับพื้นที่จริงๆ ของเขา”

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความตั้งใจแต่แรก แต่การนำไปปรับใช้ในลักษณะนี้ทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กได้จำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะการลดอัตรา Learning Loss จากการหยุดเรียนรู้ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ

“ถ้าคำนวณจากการที่รัฐบาลต้องเยียวยาเด็กที่ประสบภาวะ Learning Loss 1 คน การสร้างชุดการเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบนี้จะประหยัดงบประมาณของภาครัฐไปได้เยอะ ยิ่งครูลุกขึ้นมาทำเพื่อเด็กด้วยตัวเอง เพราะเขานึกถึงเด็กบางคนที่ยังไม่ได้รับโอกาส ยิ่งสร้าง Impact ได้เยอะ ดังนั้นมันเลยเป็นแนวคิดให้เราดึงศึกษาธิการจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งกระบวนการต่อไปหลังจากที่เรานำ Blackbox มามอบเสร็จ เราก็จะปล่อยให้กลไกทางศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดูแล”

“ผมเชื่อว่าเมื่อจบระยะนี้ไปแล้ว ความรู้มันจะฝังตัวอยู่ในกลุ่มคน หรือนักการศึกษาที่อยู่ในจังหวัด แล้วคราวนี้เมื่อประสบปัญหาหรือภาวะอะไรปุ๊บ เขาจะไม่ได้อยู่เฉยๆ หรือนึกไม่ออกแล้ว เขาจะลุกขึ้นมาทำกล่องการเรียนรู้ หรือเป็นอะไรอย่างอื่นก็ได้ จากความคิดที่ว่า ธรรมชาติมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน แล้วก็ดึงเอาชีวิตจริงเข้ามาอยู่ในวงจรการเรียนรู้ของเด็ก มันทำให้เกิดประโยชน์ได้ แล้วก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ตลอด พอมีความคิดแบบนี้หรือความรู้แบบนี้ ประสบการณ์แบบนี้ฝังอยู่ในตัวเขา ผมว่าต่อไปไม่จำเป็นจะต้องมีคนนอกพื้นที่มาช่วย เขาจะคิดเอง ดูแลเอง แล้วก็จัดการเองได้”

หลอมรวมการเรียนรู้ด้วยตัวเองสู่การศึกษาในระบบ เพิ่มทางเลือกให้เด็กได้พัฒนาตามโจทย์ชีวิตของตนเอง

แม้ว่าชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองนี้จะเริ่มต้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่จากประสบการณ์จริงสามารถนำไปปรับใช้กับเด็กๆ ในสถานการณ์ปกติที่มีข้อจำกัดด้านการเรียนในห้องเรียน

“Blackbox มันใช้ในสถานการณ์ปกติได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่สามารถมาโรงเรียนได้ เขามีความจำเป็น เช่น ปัญหาสุขภาพ มีภาระดูแลครอบครัว การเดินทางไกล อย่างเด็กที่อยู่บนพื้นที่เขาสูง หรือเกาะแก่ง ในบางฤดูด้วยภาวะภูมิอากาศที่มันไม่เอื้ออำนวยให้เดินทาง เขาก็สามารถใช้ได้ ซึ่งมีการแนะนำให้ครูที่อยู่ตามโรงเรียนเหล่านี้ได้คิดถึงนวัตกรรมตัวนี้แล้วก็นำไปใช้ โดยเราส่งตัวอย่างและจัดอบรมให้ หลายโรงเรียนก็เริ่มมีการใช้แล้ว กล่องเหล่านี้จะมีชื่อว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่บริบท บางที่เขาใช้ ‘บางแก้วบ็อกซ์’ บางที่ก็ใช้ ‘ขุนแปะแฮปปี้บ็อกซ์’ แล้วแต่ผู้สร้างเขาตั้ง โดยคอนเซ็ปต์มันคือ Self-Directed Learning Package บรรจุสิ่งที่เรียนรู้อยู่ด้วยกัน”

สำหรับอาจารย์แจ๊ค สิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือการขยายผลโดยการมีส่วนร่วมของคนในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะผู้มีส่วนรับผิดรับชอบในการดูแลการศึกษาเมื่อเกิดภาวะไม่ปกติ หรือเมื่อค้นพบเด็กที่ไม่สามารถมาเรียนรู้ในห้องเรียนแบบปกติได้ “เพราะมันคือชุดการเรียนรู้เพื่อการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น” หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย เด็กๆ ที่มีโจทย์ชีวิตต่างกันก็จะมีทางเลือกไปต่อในระบบการศึกษามากขึ้น

“จากประสบการณ์ที่ทำมา ถ้าโรงเรียนทำเอง เด็กจะได้เรียนรู้แบบตรงบริบทเลย แต่ถ้าโรงเรียนไม่สามารถทำได้ ผมคิดว่าต้นสังกัดอย่างเขตพื้นที่เองที่รู้ว่าตำบลนี้อำเภอนี้บริบทเป็นยังไง แล้วเอามาเป็นโจทย์ หรือใหญ่ไปกว่านั้นก็ศึกษาธิการจังหวัด ที่รู้ว่าในจังหวัดนั้นบริบทเป็นยังไง ก็สามารถทำให้มัน In General อำเภอไหนก็พอใช้ได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมภูมิสังคมเดียวกัน ซึ่งผมเสนอว่ากลุ่มศึกษานิเทศก์ที่เห็นภาพใหญ่ และเป็นตัวเชื่อมระหว่างนโยบายการศึกษาของชาติ กับแนวปฏิบัติของผู้ปฏิบัติอย่างครู ผอ. น่าจะเป็นคนที่เห็นตรงนี้แล้วก็ทำให้มันเชื่อมกัน”

ในอนาคตถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาเห็นว่าแนวทางนี้มีประโยชน์ และอยากให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง อาจารย์แจ๊คเสนอว่าควรจะมีการเทียบโอนความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองเข้าไปในระบบ

“ข้อจำกัดตอนนี้คือ ทั้งๆ ที่เขามีสมรรถนะ ความรู้เขาเกิด และถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการวัดผล แต่เป็น Formative Assessment ก็คือจบ คุณได้เรียนรู้ผ่านธีมนี้ภายใต้กล่องนี้แล้ว คุณสำเร็จแล้ว แต่ว่ามันยังไม่สามารถ Transfer ได้ ครูจะต้องใช้ความคิดของตัวเองหรือว่าใช้วิธีของตัวเอง ที่จะไปสอบเช็ค แล้วก็ดึงเอามาเทียบโอนเข้าระบบ แต่ถ้าเกิดว่ามี Eco System ที่ทำเป็นมาตรฐาน ที่สามารถดึงผลลัพธ์การเรียนรู้จากการทำภารกิจภายใต้ชุดการเรียนรู้ในกล่องนี้มาแลกเกรดในวิชานั้นวิชานี้ได้ตามสัดส่วน ผมว่ามันจะมีประโยชน์มาก”

สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนรู้รูปแบบไหนก็ตาม อาจารย์แจ๊คบอกว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยไม่หลุดการเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง คือการที่ ‘เรา-ผู้ใหญ่’ เห็นคุณค่าของเด็ก

ถ้าเราคิดถึงเด็กเสมอ เราจะไม่หยุดคิดหรอกว่าจะแก้ปัญหายังไง แล้วก็จริงๆ ตัว Self-Directed Learning Package มันเป็นแค่คอนเซ็ปต์หนึ่งของการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ไม่ปกติ มันยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่ภาครัฐหรือว่าคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือผู้ใหญ่ทุกคนสามารถช่วยกันคิดและลงมือทำ เพราะอนาคตก็จะต้องเป็นเด็กพวกนี้แหละที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

“อย่าหยุดคิดเพื่อเด็ก คิดแล้วก็ทำ อย่ารอ…” อาจารย์แจ๊คฝากถึงผู้ใหญ่ทุกคน